วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

- กาลครั้งหนึ่ง คิดถึงบ้านยะฟู : ดอยบ่อ -


7 ปี ที่ผ่านไป วิกกี้ได้มีโอกาสกลับไปเดินเส้นทางสายเดิมอีกครั้ง เมื่อวันที่ 7-9 พย.52 ในมุมมองใหม่

"บ้านยะฟู" หมู่ 11 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย สถานที่ตั้งดูเหมือนอยู่ในความเจริญของเขตเมือง แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะขึ้นถึงบ้านยะฟูได้ ไม่ใช่ง่ายๆ เหมือนกัน เท่าที่รู้ถ้าไม่มีรถขับเคลื่อนแรงๆสักคัน ก็จะมีรถกระบะที่รับจ้างขึ้น-ลงหมู่บ้านอยู่แค่ 2 คัน  คันหนึ่งอยู่เมือง คันหนึ่งเป็นชาวบ้านยะฟู แถมด้วยเส้นทางทรหดที่เค้าบอกว่า ถ้าหน้าฝน ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะทางจะเละ แล้วยังชันๆ อีก

"ครูอาสา" สถานะใหม่ ที่ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราทั้งหมด 8 คน นำทีมโดยครูเต้, ครูยุ่ง, ครูแอนท์, ครูตัน,ครูปุ๊,ครูชัย, ครูมุ่ย และครูวิก ... เดินทางกลับไปเยี่ยมเด็กๆ ชาวเขาเผ่าลาหู่แดง แต่ดูเหมือนว่า งานหลักของครูวิกจะไปอยู่ในครัวซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่นะ...ไม่น๊า  ป๋มไม่ได้มาสอนคหกรรม แต่จำเป็นต้องกินนี่นา ก็เลยรับหน้าที่เป็นแม่ครัว แล้วว่างๆ ก็ไปกระโดดโลดเต้นกับเด็กๆ

"โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล
หาดทรายงามเห็นปู ดูซิดูหมู่ปลา กุ้งหอยนานา ว่ายไปมาในทะเล "
(ว๊า ป๋มแปลงไฟล์เสียงจากมือถือมาลงไม่เป็นอ่ะ)

เนื้อเพลงท่อนสั้นๆ ที่เอาไปสอนน้อง ประกอบท่าเต้น แข่งกับเพลง"สับปะรด"ของเด็กๆ แต่ดูเหมือนเพลงของน้องๆ จะถูกใจ เพราะร้องไปสักพักก็มีสับปะรดจากพ่อครัวส่งมาทันที แต่กุ้งหอยปูปลาของป๋มนี่จิ มะเห็นมีส่งมาสักกะตัวเลย

3 วันที่ได้มีโอกาสไปเป็นครูดอย - คอยดู อยู่บนพื้นที่สูง ป๋มและเพื่อนอีก 2 คน พักที่บ้านนักเรียนชื่อ"พัชนี" แค่พอรู้ว่าครูจะไปพักด้วย ก็เตรียมปูที่นอนรอเลยเชียว ระหว่างทางที่เดินไป ก็แอบเมาท์กับเพื่อน "ไหนใครว่าบ้านใกล้อ่ะ ไกลกว่าเพื่อนเลยอ่ะ แถมเดินลงเนินชันๆ แล้วยังมีขึ้นอีกเนินแหน่ะ ... ครูนะครู ..."  

ปากก็บ่นไป แต่สุดท้ายก็เดินขึ้น เดินลง กันอยู่แถวๆ นั้นแหล่ะ อย่างน้อยตอนเดินไปดูทะเลหมอกยามเช้า ท้ายหมู่บ้าน ป๋มก็เดินน้อยกว่าใคร


ครูมุ่ย กับครูเต้ กับดอกสักที่โผล่ยอดริมเขากำลังผลิบาน

จะว่าไป พวกเราก็ซ้อมเดินกันก่อนถึงบ้านยะฟู  จากการชักชวนของ"ครูเต้" หัวหน้าทริปครั้งนี้ ที่บอกว่า น่าจะเดินรำลึกความหลัง จากบ้านจะแล ขึ้นไปบ้านยะฟู ...แค่ 3 กม.เอง แต่ในใจป๋มคิดว่า เฮ้อครูขร๋า ตั้ง 3 กม.แม้วเชียวนา ป๋มจะไหวมะเนี่ยะ เพราะเคยรู้ฤทธิ์ เส้นทางกลางแดดร้อนๆ ดี

บ้านจะแลที่เห็นวันนี้ ดูเหมือนความเจริญเข้ามาเยือน จนเกือบมองเห็นเป็นหมู่บ้านตามพื้นราบปกติไปแล้ว บ้านเรือนหลายหลังเปลี่ยนไปจากดั้งเดิม แถมด้วยร้านค้าโชห่วยที่ดูแปลกตา(สำหรับป๋มอีกนั่นแหล่ะ) แต่นี่ก็คือวิถีที่ความเจริญเข้าไปถึง ตามแต่ใครจะเรียกขานกัน


ลีลาครูแอนท์ (ant)... ครูขร๋า ยังกะจะไปช็อป

หลังจากมองๆ ดูๆ ได้แป๊บนึง ครูดอย ..คอยดู ทั้ง 6 คนก็เริ่มย่ำต๊อกขึ้นเขา มุ่งหน้าบ้านยะฟู  อ้อ...ครูอีก 2 คน บอกเจ็บขาของทุ่นแรงด้วยการนั่งไปกับรถขนของที่มารับพวกเราแล้วกัน แดดร้อนๆ ทำเอาเสียงบ่นเล็ดลอดมาตลอดทาง ที่ขึ้นเนินชัน ไร้ซึ่งร่มไม้ใบบัง
"ไม่น่าเชื่อครูเต้เล๊ย  ทำไมต้องมาเดินด้วยเนี่ยะ"
"ร้อนชะมัด"

แต่บ่นยังไง ขาก็ก้าวเดินต่อไป ลัดเลาะไปเรื่อยๆ เจอร่มไม้ที ก็หยุดพักกันที เพราะความเหนื่อย เพราะแดด และเพราะความไม่รู้ เลยไม่ได้เห็นว่า มีฮวงซุ้ยอยู่ข้างทางด้วย  มารู้ตอนขาลง จากคนขับแหล่ะว่า เป็นที่ที่เค้าเอาคนมาฝังไว้ หลุมนึงโบกปูน อยู่ฝั่งขวา(ขาลง) ป๋มเองก็เพิ่งสังเกตุเห็นตอนนี้หล่ะ ส่วนอีกหลุมนึง เป็นหลุมดิน ล้อมไม้ไว้
"นี่เป็นพวกค้ายา ถูกยิงตายแล้วเค้าเอามาฝังไว้"
"ดีนะพี่ ที่ไม่รู้ตอนเดินผ่านทีแรก ม่ายงั้นอาจจะมีขนหัวลุก นี่ละน๊า จุดจบของนักค้ายา ไม่เห็นดีสักคน" 


ครูชัย...เหนื่อยแค่ไหนก็ยิ้มได้ ถ้าอยู่หน้ากล้อง  แฮ่กๆ

เราเดินๆ หยุดๆ ไปจนถึงสันเขา มีแคร่นั่งพัก แถมด้วยร่มไม้ เลยตกลงกันว่า จัดการข้าวเที่ยงกันตรงนี้แหล่ะ .... มารู้อีกทีตอนขาลา จากคนขับคนเดิมนี่หล่ะ ว่า เนี่ยะเป็นแคร่ที่เค้ามาทำบุญคนเจ็บ คนตาย   เอิ๊ก ก ก  ....  พี่กั๊บ ป๋มไม่เห็นมีโมบาย หรือสัญลักษณ์อะไรแขวนก็เลยจัดการเป็นที่นั่งกินข้าวเที่ยงซะเลย

ตะวันคล้อยบ่าย พวกเราก็ดูสะบักสะบอม ไปด้วยเหงื่อ กว่าจะโผล่เนินเขา ไปเห็นหมู่บ้านในหุบเบื้องล่าง ...อ่า ถึงแล้ว บ้านยะฟู  ... นู่น ครูปุ๊ กะครูตัน นั่งพิงแท้งก์น้ำอยู่หน้าโรงเรียนรออยู่  แต่ข้าวของขนเข้าไปไว้ในห้องเรียนแล้ว

ว่าแล้วพวกเราก็เข้าไปจัดการแยกของ เป็นกองๆ ให้ง่ายต่อการจัดการ ....เสื้อผ้าใหม่เอื้อมที่มาจากเศษผ้า(ของครูมุ่ย แต่มันเหมือนเป็นผ้าพับของครูวิก) กับความใจดีของร้านตัดเสื้อที่สกรีนแล้วก็ตัดเย็บให้  รวมถึงเสื้อหนาวที่เพื่อนๆ บริจาคกันมา แล้วยังมีหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ขาดไม่ได้ ตุ๊กตาปูนปาสเตอร์ ที่มีผู้บริจาคให้มาเพื่อให้เด็กๆ ช่วยกันแต่งแต้มสี  (เง้อ หนัก ๆ แต่อิ่มใจ)

 
แยกกองสัมภาระ ให้ง่ายต่อการแจกจ่าย


หมีเกาะ 2 ตัวของครูปุ๊ คือหมีที่วิกกี้เคยเจอที่เกาะ ..... เจ้ากะทิจากเกาะกุฎี กับเจ้าภูผาจากเกาะตะรุเตา  วันนี้ อาบน้ำสะอาดเอี่ยม มาเป็นของขวัญให้น้องๆ เพื่อปรับสภาพตัวเองเป็นหมีภูเขา ...


ส่วนนี่หมูภูเขา ...เค้าไม่ให้เรียกหมูดอย

ระหว่างเพื่อนแยกข้าวของ ป๋มถือโอกาสเดินดูหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ซะหน่อย ก่อนจะกลับมาช่วยกันจัดการสัมภาระ

หลังจัดการข้าวของเสร็จ คราวนี้ถึงคิวจัดการตัวเองกับที่พักที่หลับที่นอน สุดท้ายได้แบ่งๆ กันไปนอนบ้านนักเรียน ครูวิก ครูมุ่ย ครูปุ๊ ไปนอนบ้านเดียวกันกับ น้องพัชนี (ไกลสุด)  ครูแอ้นท์ กับครูยุ่ง ได้นอนบ้านพ่อเฒ่ายะฟู ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเชียวนา (ใกล้สุด)  ส่วนครูหนุ่มๆ ไปนอนบ้าน ดช.ประชา ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้าน พัชนีเท่าไหร่ เพียงแต่ไม่ต้องลงเนินชัน ขึ้นเนินแบบบ้านพัชนีเท่านั้นเอ๊ง

"จริงๆ นอนด้วยกันที่โรงเรียนก็ได้" ครูวิกเริ่มงอแง
"ไม่ได้หรอก เด็กเค้ารอ เหมือนว่าเค้าจะดีใจมากถ้าครูไปนอนที่บ้านด้วย" ครูปุ๊ กับครูมุ่ยที่มีประสบการณ์ครูอาสามาก่อนบอก
"อ้าวเหรอ  ไอ้เรารึก็เกรงใจ"

นี่คราฟ เรานอนบ้านนี้ .... 3 ครู กะ นักเรียนตัวน้อย

ขนข้าวของขึ้นบ้านเสร็จ เราก็จัดแจงไปจัดการมื้อเย็นกันที่ครัวของโรงเรียน ที่ดูจะสะดวกที่สุด แต่หยิบจับอะไร ดูมันช่างใหญ่โตไปซะหมด
หม้อข้าว ใหญ่ขนาดหุงข้าวเลียงคนได้ 40-50 คน หม้อแกงก็ใหญ่ไม่แพ้กัน กะทะใบบัวใบมโหฬาร เอิ๊ก ..." เจ้ไม่ต้องห่วง กะทะเล็กก็มี"  จำไม่ได้และใครพูด ตอนที่เห็นเราร้องแบบบขำๆ
ก็โธ่ เจียวไข่ไม่กี่ฟองในกะทะขนาดผัดข้าวเลี้ยงคนในงานปาร์ตี้  มันก็คงขำดีพิลึก

สุดท้ายมื้อค่ำนี้เลยได้ทดสอบวิชาลูกเสือ เนตรนารีกันถ้วนหน้า ตั้งแต่จุดเตาฟืน หุงข้าวเช็ดน้ำ ด้วยหม้อใบยักษ์ แล้วก็ทำกับข้าวอีก 3 อย่าง  กว่าจะเสร็จงานก็เล่นเอาเหงื่อตก นักเรียนที่เราชวนมากินข้าวด้วย เลยหายหน้าไปกันหมด
"สงสัยหิว หนีไปกินข้าวบ้านกันแล้ว รอไม่ไหว ก็กว่าครูจะทำกับข้าวเสร็จ"  5 5 5 5 5

กินข้าวเสร็จ เราก็เริ่มหาอะไรทำกันต่อ เริ่มจากข้าวโพดย่างทาเนย แต่ดูเหมือนเตาไฟจะไม่เป็นใจ เราเลยอพยพข้าวโพด ขึ้นไปย่างกันที่บ้านครูสง่า ครูคนเดียวที่เป็นทุกอย่างของโรงเรียนบ้านยะฟู ตั้งแต่ ผอ. ยันภารโรง วันธรรมดาสอนเด็กเล็กถึง ป.6  วันเสาร์-อาทิตย์ สอนเด็กโต กศน.ซึ่งก็คือการศึกษานอกโรงเรียนนั่นแหล่ะ 

3 วัน ที่ได้ไปอยู่ที่หมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ ทำให้เรียนรู้อะไรต่ออะไรพอควร รวมทั้งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป  แต่ถ้าถามว่าเปลี่ยนอย่างไร วิกกี้คงบอกได้ไม่ชัดเจนเพราะโอกาสอยู่ในหมู่บ้านคราวนั้น น้อยกว่าครั้งนี้มาก หากแต่บ้านเรือนที่แน่นขึ้น การแต่งกายที่เป็นคนเมืองกว่าเมื่อก่อน รวมถึงลักษณะครัวเรือน ดูจะเป็นสิ่งที่ปรากฎชัดที่เปลี่ยนไป  

เช้าแรกที่บ้านยะฟู เราต้องตื่นกันตอนตี 5 แต่เราต่อรองขอเป็นเป็น ตี 5.15 น.แล้วกัน ก็เพื่อนเล่นนัดหมายไปดูอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอก ที่จุดชมวิวดอยบ่อระยะเดินค่อนข้างไกล  ระหว่างทางไป เดินกันซะขาลาก เดินไปบ่นไป จนฟ้าเริ่มสว่าง

ระยะทางไต่ขึ้นเขาชันๆ จากแรกเริ่มที่เดินส่องไฟ เกาะกลุ่ม เริ่มแตกเป็นกลุ่มย่อย วิกกี้เองเดินกับครูมุ่ย เดินไป หอบไป คุยไป แล้วสุดท้ายก็ต้องแวะหยุดถ่ายรูปกลางทาง ตอนที่หันไปเห็น "เฮ้ยไข่แดงโผล่มาแล้ว"   อ้อ... หนีควายที่ทำตัวเป็นเสือซุ่มข้างทางอีกด้วย บร้าตกใจหมด เพราะก่อนหน้าก็เจอวัว ที่มันจ้องหน้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแอบเข้าป่าข้างทางไป สงสัยเห็นว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน


เจ้าไข่แดง ที่เราต้องหยุดเก็บภาพกันข้างทาง ก่อนถึงยอดดอยบ่อ


รีบจ้ำต่อไป หวังให้ทันแดดอุ่นๆ บนยอดดอย


ถึงแล้วเนินหญ้า บนจุดชมวิวดอยบ่อ ...แต่ยังไม่ใช่ยอดสูงสุด


ถึงและ จุดชมวิว


เขยิบไปริมเขาอีกหน่อย .... ว๊าวววววว.....อลังฯ ดีแท้


อยากโดดลงไปแหวกว่ายในทะเล แต่ก็เกรงว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาบอกเล่าเรื่องราว

 
เลยเก็บมาแต่ภาพถ่าย กับแสงอุ่นๆ ที่สัมผัสได้ด้วยตา


นั่งถ่าย


ยืนถ่าย


ครูปุ๊มายืนถ่ายมั่ง


ครูสง่านั่งชม


ครูตัน มาเป็นนายแบบ


ครูแอนท์ กับครูยุ่ง เตรียมเปิดร้านกาแฟ ได้น้ำร้อนจากหนุ่มใหญ่ใจดี (ที่อยากเล่าในเอนทรี่ถัดไป)


แป๊บเดียว อีก 2 สาวเข้าประกบทันที


ก่อนจะถูกรุมถ่าย ....เย้ ๆ ๆ ฟ้าใส ๆ ฝั่งตรงข้ามทะเลหมอก


เดี่ยว...ครูแอนท์


เดินกันหลายกิโล เดินกันเป็นชั่วโมง ทำให้กาแฟอร่อยอย่างนี้นี่เอง


เราดื่มด่ำกับบรรยากาศบนยอดดอยบ่อ นานเอาการ แถมด้วยแวะคุยกับหนุ่มใหญ่ หัวใจอิสระ อีกพักใหญ่ ... เดี๋ยวจะมาเล่าในเอนทรี่ถัดไปนะฮะ  ลงไปถึงข้างล่างชนิดที่เดินไปท้องร้องไป นี่ขนาดได้จิบกาแฟบนยอดดอยกันไปแล้วนะ
"พวกที่ไปก่อนหน้าคงทำกับข้าวกินแล้วหล่ะ"
"เราว่าจะไม่ทำอ่ะ เปิดปลากระป๋องกินเลยเหอะ"
"เรามีหมูฝอย ข้าวสวยเมื่อวานเหลือตรึม กินแค่นี้ก็ได้"

สารพัดเรื่องที่พูดคุยแต่ไม่พ้นอาหารมื้อเช้า ที่ต่างคนต่างหิว ชนิดที่กะว่าไปถึงมีอะไรก็กินอย่างนั้น  แต่สุดท้ายวิกกี้กับครูปุ๊ ไปถึงโรงเรียนก่อนครูหนุ่มๆ อ้าว ...  พวกที่มาก่อนหน้าหายไปไหนหมด สงสัยอยู่บ้าน เลยตามไปดู
"แล้วก็ได้เจอ "ยะฟู" ผู้ก่าอนตั้งหมู่บ้านตัวจริงเสียงจริง  ปัจจุบันอายุ 82 ปีเข้าไปแล้ว

ผู้เฒ่ายะฟู ใจดี เอากล้วยน้ำว้าหวีใหญ่มาให้กินรองท้อง เพื่อนก็ส่งขนมปังที่หยิบจากครัวมาส่งให้ ....  รอดตาย จนลืมครูหนุ่มๆ ไปเลย  นึกขึ้นมาได้  ไปดูกันซะหน่อย ปรากฎว่า ทำกับข้าวจวนเสร็จแล้ว มีครูมุ่ยคอยช่วยปรุง อิ อิ แล้วเราก็สวมรอย ยังไงมื้อสายนี้ก็อร่อยล้ำ 


วันอาทิตย์ นักเรียนเลยแต่งตัวตามสบาย

เสร็จมื้อเช้า ก็ส่งครูๆ ไปเล่นกับเด็กๆ  ส่วนครูวิก ครูปุ๊ และครูมุ่ย อาสาเตรียมมื้อเที่ยงให้เด็กๆ ซึ่งก็ไม่ยากอะไร จะช้าหน่อยก็ผัดฟักทองนี่แหล่ะ ที่กว่าจะปอกเสร็จ ผัดเสร็จ บรรดาครูๆ ก็วิ่งมาถามแล้วถามอีก "เสร็จยัง  ไม่รู้จะสอนอะไรแล้ว"   เอิ๊กๆ


ห้องเรียนมีโต๊ะไม่กี่ตัว เลยต้องนั่งเรียนกับพื้น



แล้วมื้อเที่ยงก็ผ่านไปสบายๆ  กับอากาศร้อนๆ "บ่ายนี้เราอย่าเรียนในห้องกันเลย ไปหาที่เรียนนอกห้องเรียนกันเถอะ" แถมบ่ายนี้ จะเล่นระบายสีตุ๊กตาปูนปั้นกันนี่นา  เล็งไปเล็งมา ก็บ้านประชานั่นแหล่ะ ชานบ้านกว้างๆ เหมาะกับการเล่นระบายสี แถมด้วยอาหารว่างที่ครูวิกสร้างสรรค์จากข้าวโพดต้ม ฝานบางๆ ใส่กระทะต้มอีกรอบใส่น้ำตาล  เกลือนิดหน่อย แล้วใส่นมสดไปต้มให้เด็กๆ กิน

"ใส่นมเยอะๆ  เด็กจะได้กินนมไปในตัว" 
"อืมมมดี ๆ ๆ  แต่ว่าถ้าเกิดท้องเสียกันทั้งหมู่บ้านหล่ะ ป๋มมิแย่หรอ"
"ไม่หรอก ก็เราเอามาต้มอีกทีแล้วนี่นา

เล่นกันจนเย็น อาหารว่างก็หมด ได้เวลาเก็บข้าวของกลับโรงเรียน ไปแจกเสื้อผ้าที่เตรียมมาให้กับเด็กๆ และเผื่อแผ่ไปถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง  เรียกว่าทุกคนในหมู่บ้านเลยดีกว่า

เสื้อผ้าที่มาจากเสื้อผ้าบ้านครูมุ่ย ที่ตัดเสื้อใหม่ได้เป็นร้อยตัว บวกกับลายสกรีนและตัดเย็บจากร้านที่รู้จัก ทำให้ฟรี บอกว่าช่วยกันทำบุญ 


ถ่ายรูปหมู่ หน้าโรงเรียน


แสงอุ่นๆ ยามเย็น ก่อนอาทิตย์จะลับขอบฟ้า และชานบ้านนอนดูดาว

ราว 4 โมงเย็น ต้องส่งเพื่อน 3 คน เดินทางกลับก่อน เหลือเราอีก 5 คนที่อยู่ต่ออีก 1 วัน  คืนนี้เราเลยอพยพข้าวของไปทำกับข้าวกินกันที่บ้านประชา ด้วยความคุ้นเคย เพราะครูมุ่ยเคยนอนที่บ้านนี้มาก่อน แถมเพื่อนอีก 2 คนก็นอนอยู่บ้านนี้ บวกกับชานบ้านกว้างๆ เหมาะกับการนอนดูดาว พวกเราเลยขอยืมเป็นลานสังสรรค์ยามค่ำคืนไปในตัว 

อ้อ หลังมื้อค่ำ เรา 3 สาว กับ 2 หนุ่ม ยังมีโอกาสได้แต่งชุดลาหู่ ไปเต้น"จะคึ" กับสาวๆ ในหมู่บ้าน แรก ๆ เราก็ก้าวผิดก้าวถูก แต่บางเพลงจังหวะเร็วๆ หน่อย เราก็เข้าจังหวะกับเค้าได้ ครูปุ๊ ถ่ายวีดีโอมาดู บอกแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
"ดูเสื้อผ้า หน้าผม ไม่รู้ ก็ดูที่เท้าละกัน สเต็ปหลุดๆ หล่ะก็พวกเรานี่แหล่ะ ... ฮา" 

เต้นกันจนเลิกงาน ซึ่งก็ไม่ดึกเท่าไหร่ เลยไปนั่งคุยกับต่อที่ชานบ้าน แถมด้วยน้ำชาร้อนๆ ที่เจ้าของบ้านชงมาแบ่งปัน หอมอร่อย ถามไถ่ได้ความว่า เป็นชาที่พวกเย้าเอามาขาย อยู่ระหว่างทางลงข้างล่าง

ค่อนดึก 3 สาวถึงได้ส่องไฟ เดินกลับบ้าน "เค้าจะว่าเรามั๊ยเนี่ยะ กลับบ้านดึกดื่น แถมเช้ามืดก็หายหัวไปจากบ้านอีก"  ถามไปขำไป ก็พรุ่งนี้เช้า นัดไปถ่ายรูปทะเลหมอกท้ายหมู่บ้านตอนตี 5.20 น.


แสงแรกแห่งวัน ทาทาบขอบฟ้า

เช้านี้ ตกใจตื่นขึ้นมา ปาเข้าไป ตี 5.15 น. เข้าไปแล้ว เลยกุลีกุจอเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้ากระเป๋ากล้อง ย่องออกจากบ้านทันที่ ครูสง่า กับอีก 2 หนุ่ม ส่องไฟมาพอดี  แล้วเราก็เดินๆ ๆ ลัดเลาะไปตามไหล่เขา(อีกแล้ว) แต่คราวนี้เดินไม่ทันเหนื่อย ก็ถึงพอดี มีนย้ำให้ล้างหน้า แถมมุมให้ต้มน้ำชงกาแฟ แต่โทษที มีกระบอกไม้ไผ่ต้มน้ำ แก้วกาแฟพร้อม แต่ด๊านนนน  ไม่ได้หยิบกาแฟมา ... ฮา  จิบน้ำอุ่นไปก็แล้วกันระหว่างรออาทิตย์ขึ้น


ไข่แดงลอยเด่น


เก็บภาพทุกมุม  .... เช็กรูป หรือลบรูปอ่ะ ครูมุ่ย ?


เริ่มสว่าง หมอกเริ่มลอยเลาะเข้ามาในหลืบเขา


อีกมุมของทะเลหมอก ยามแสงโลมเลีย


ขอบเขาคั่นทะเลหมอก

เช้านี้ดูฟ้ามัวๆ  แต่พอดวงอาทิตย์โผล่มาแหล่ะ ทุกอย่างก็ดูงามไปหมด รวมถึงทะเลหมอกที่เริ่มซอกซอนเข้ามาตามหลืบเขา ดูอุ่นๆ ปุยๆ จนเราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันนานโข ส่งครูสง่าไปก่อน เพราะวันนี้วันจันทร์ เปิดเรียนแล้ว แต่สุดท้ายพอเรากลับถึงหมู่บ้าน เดินเลยไปที่บ้านครูสง่า นั่งเล่นกันอยู่แป๊บนึง ถึงได้รู้ว่า ครูจะต้องเข้าไปธุระในเมือง

แล้ว ...  แล้ว  ...  ก็เหลือพวกเราอ่ะดิ ที่ต้องเป็นครู  ข้าวเช้ายังไม่ทันตกถึงท้อง
"เค้ายังไม่ได้แปรงฟันเลย"
"ครูไม่ได้เตี้ยมพวกเราก่อนเลย"
"อืมมน่าเห็นใจครูดอยนะ จะมีโอกาสไปทำธุระ ติดต่อราชการได้ ก็ตอนที่มีครูอาสามาช่วยแบบเนี๊ยะ"

เอางี้ ครูเต้ ครูชัย ครูมุ่ยไปสอนก่อน ครูวิกกับครูปุ๊ หุงข้าว ทำกับข้าวเสร็จ ค่อยสลับกันมากิน ตอนให้เด็กจดงานนะ 
"ครู ... ครู ...วิชาสุขศึกษา เค้าสอนอะไรอ่ะ" ครูเต้วิ่งมาถาม หลังจากรู้ว่า วิชาแรกเป็นสุขศึกษา
"เว้อ  ไม่รู้เหมือนกัน ดูหนังสือเด่ะ  เอาไปตามนั้นก่อน "

"อ้าว ครูมุ่ยสอนห้องเด็กโต ให้เด็กกระโดดตบกับแล้ว "
เดี๋ยวครูก็เป็นลมเองหรอก" ครูปุ๊แซวหัวเราะอยู่กับวิกกี้ในครัว  แต่ไปๆ มาๆ ดูเหมือนครูปุ๊เองจะเป็นลม "เจ้ คาเฟอีนมันไม่ถึงอ่ะ"   "อ้าวหรอ"

ระหว่างครูสอน เราก็เตรียมกับข้าวของเราเอง แล้วยังรับภาระเตรียมมื้อเที่ยงของเด็กๆ ด้วย "แล้วข้าวหล่ะ จะต้องหุงเผื่อด้วยหรือเปล่า"
"ครูสง่าบอกว่า เด็กๆ จะกลับไปเอาข้าวมาจากบ้านเอง" 
"งั้นอะเคร พอลุ้น   ผัดถั่วใส่หมู กระทะเล็กๆ ที่ต้องผัดถึง 4 กระทะ  แทบเดี้ยงเหมือนกัน  อิ อิ แต่ก็เป็นปลื้มเมื่อเห็นเด็กกินข้าวกันอร่อย บางคนไม่พอ วิ่งตามมาขอข้าวในครัวเพิ่มอีก  

บ่ายๆ เราถึงได้ไปเล่น สอนน้องๆ ร้องเพลง พร้อมกับแจกรางวัลสำหรับน้องที่วาดรูปได้สวยงาม จนครูสง่ากลับมา ราวบ่ายสองก็ขอตัวไปอาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวกลับ   ... ก่อนจะโบกมือลาครู ลาเด็ก ก็ราวบ่ายสาม

พร้อมกับถ้อยคำที่เราคุยกัน "เราคงต้องได้กลับมาที่นี่อีก" 

 ปล.เรื่องราวย้อนหลังเมื่อ 7 ปีก่อน คลิก ๆ ๆ ๆ
http://www.oknation.net/blog/vickie/2007/06/25/entry-2

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net