วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ? ... ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ?


คงจะมีสักครั้งเป็นอย่างน้อยที่ใครต่อใครถามเราว่า

“ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน

แม้กระทั่งทุกวันนี้ มันก็ยังถูกถาม (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) แต่คงมิใช่เพื่อต้องการคำตอบว่า ไก่ หรือ ไข่ เกิดก่อนหรอก แท้ที่จริงแล้ว การเอาชนะในเกมนี้ กลับไม่ใช่การเสาะแสวงหาคำเฉลยที่ถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล

หากแต่ ฝ่ายใดสามารถหยิบยกเอาเหตุผล (ที่มีความเป็นไปได้) ออกมากลบทับเหตุผล (ข้าง ๆ คู ๆ) ของอีกฝ่าย จนเขายอมจำนนมิใช่ด้วยอารมณ์แล้ว ฝ่ายนั้นแหละจักเป็นผู้ชนะ คือ ชนะด้วยตรรกะที่ฟังขึ้น ซึ่งคำตอบนั้นอาจจะมิได้ ถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล ก็ได้ ตราบเท่าที่ยังมิได้ มีหลักฐานอันใด ทั้งพยานบุคคล (ที่เฝ้าดูการเกิด) และพยานวัตถุ ที่สามารถยืนยันการเกิดก่อน - เกิดหลังของ ลูกไก่ แม่ไก่ และ ไข่ 1 ฟอง

แม้ว่า ความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถคลายความฉงนของปัญหาโลกแตกนี้ จะมีอยู่น้อยก็ตาม นั่นก็มิใช่ปัญหาที่สำคัญอะไรต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์บนโลก

แต่ทว่า ความเป็นไปได้ที่มีอยู่น้อยนี่แหละ ก็คือ ความเป็นไปได้ ! ที่สามารถสร้าง “ความหวัง” ให้มนุษย์ใช้ ความพยายามค้นหา “คำตอบ” ต่อทุกปัญหา (ใหญ่ ๆ ) ที่เกิดขึ้นในชีวิต ! 

ปรากฏในพุทธวจนะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์ ว่า

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนฟองไข่ของแม่ไก่อันมีอยู่ ๘ ฟอง หรือ ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง

เมื่อแม่ไก่นอนทับ กก ฟักด้วยดีแล้ว

บรรดาลูกไก่ในไข่เหล่านั้น ตัวใดเจาะแทงทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้า หรือ จะงอยปากออกมาได้ก่อนตัวอื่นโดยปลอดภัย เราควรเรียกลูกไก่ตัวนั้นว่าอย่างไร คือ จะเรียกว่า

ตัวพี่ผู้แก่ที่สุด หรือ ตัวน้องผู้น้อยที่สุด ?

“พระโคดมผู้เจริญ ! ใคร ๆ ก็ควรเรียกมันว่า ตัวพี่ผู้เจริญที่สุด เพราะมันเป็นตัวที่แก่ที่สุด ในบรรดาลูกไก่เหล่านั้น" พราหมณ์ทูลตอบ

พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น

เรานี้ ขณะเมื่อหมู่สัตว์กำลังถูกอวิชชาซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่แล้ว ก็ทำลายเปลือกหุ้ม คือ อวิชชาออกมาได้ก่อนใคร ๆ เป็นบุคคลแต่ผู้เดียวในโลกได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ง สัมมาสัมโพธิญาณ อันไม่มีญาณอะไรยิ่งไปกว่า

พราหมณ์ !

เรานั้น เป็นผู้เจริญที่สุดประเสริฐที่สุดของโลก

ความเพียรเราได้ปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน

สติเราได้กำหนดมั่นแล้ว ไม่ลืมหลง

กายก็รำงับแล้ว ไม่กระสับกระส่าย

จิตตั้งมั่นแล้ว เป็นหนึ่ง

เราได้บรรลุ
ปฐมฌาน
ทุติยฌาน
ตติยฌาน
จตุตถฌาน
แล้ว

ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งแรก

ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งที่สอง

ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งที่สาม ดังนี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบพระองค์เป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด

นั่นหมายถึง พระองค์เป็นลูกไก่ตัวแรกที่เจาะ แทง ทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้า หรือ จะงอยปากออกมาได้ก่อนตัวอื่น สามารถทำลายเปลือกหุ้ม คือ อวิชชา ออกมาได้ก่อนใคร ๆ ในขณะที่หมู่สัตว์อื่น ๆ กำลังถูกอวิชชาซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่

และการทำลายเปลือกหุ้ม คือ อวิชชา นั้น พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่ โดยแน่นอน เธอไม่ต้องปรารถนา ว่า 

"โอหนอ ! จิตของเราถึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานเถิด" ดังนี้ 

จิตของเธอนั้นก็ย่อมหลุดพ้นจาก “อาสวะ” เพราะไม่มี “อุปาทาน” ได้เป็นแน่

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า 

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เธอมีการเจริญ

สติปัฏฐานสี่

สัมมัปปธานสี่ 

อิทธิบาทสี่

อินทรีย์ห้า

พละห้า

โพชฌงค์เจ็ด

อริยมรรคมีองค์แปด

ในที่นี้ พระองค์เปรียบว่า

ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง อันแม่ไก่กกดีแล้ว พลิกให้ทั่วดีแล้ว คือฟักดีแล้ว โดยแน่นอน แม่ไก่ไม่ต้องปรารถนา ว่า

" โอหนอ ! ลูกไก่ของเรา จงทำลายกระเปาะฟองด้วยปลายเล็บเท้า หรือ จะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีเถิด" ดังนี้ 

ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายกระเปาะด้วยปลายเล็บเท้า หรือ จะงอยปากออกมาโดยสวัสดีได้โดยแท้

กล่าวคือ 

“ไข่ไก่” ถูกฟักเป็นตัว มิใช่โดยเจตนาของ “แม่ไก่” เหมือน “อาสวะ” สิ้นเอง เมื่อ “ปฏิบัติตรงตามธรรม”

และแม้ไม่สามารถจะสืบสาวต่อไปได้กับ คำถาม 

“แม่ไก่ที่ฟักลูกไก่ตัวแรกเกิดมาได้อย่างไร”

อย่างน้อยเราก็ทราบว่า “แม่ไก่” ตัวนี้เกิดมาจากสิ่งซึ่ง มิใช่ “ไข่ไก่” 100 %

เพราะ “แม่ไก่” ตัวนี้ มิใช่ “ลูกไก่ตัวแรก” ที่ฟักออกมาจากไข่ นั่นเอง

ดังพุทธวจนะข้างต้น ตรรกะซึ่งซ่อนอยู่ คงจะเป็นคำตอบที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในการยืนยันว่า

 

ไก่ หรือ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน !

อย่างไรก็ตาม เพื่อแสวงหาคำตอบต่อคำถามนี้ หากทิ้งตรรกะ จากพุทธวจนะดังกล่าว แล้วมองความเป็นไปตามกฎอิทัปปจยตา

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี

เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี

เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

แล้ว เราก็จะได้คำตอบที่ว่า ทั้ง ไก่และไข่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก่อน หรือ หลัง มันย่อมเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยตามกฎธรรมชาติทั้งสิ้น มิใช่ว่า ไก่และไข่ เกิดขึ้นโดยความบังเอิญเป็นแน่

อย่างน้อยการใคร่ครวญ “กฎอิทัปปจยตา” ข้างล่างนี้ บ่อยครั้ง ก็จะทำให้เราทราบความจริงตามกฎธรรมชาติ ซึ่งถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล

เมื่อ แม่ไก่ + ... มี ไข่ไก่ ย่อมมี

เมื่อ ไข่ไก่ + ... มี ลูกไก่ ย่อมมี

เมื่อ ลูกไก่ + ... มี แม่ไก่ ย่อมมี

เพราะความเกิดขึ้นแห่ง แม่ไก่ + ... ไข่ไก่ จึงเกิดขึ้น

เพราะความเกิดขึ้นแห่ง ไข่ไก่ + ... ลูกไก่ จึงเกิดขึ้น

เพราะความเกิดขึ้นแห่ง ลูกไก่ + ... แม่ไก่ จึงเกิดขึ้น

หรือว่า นี่อาจจะเป็นคำตอบที่ใช่ ! ผมว่า ผมยอมจำนนด้วยเหตุผลครับ ไม่เถียงต่อไปอีกแล้ว

หลังม่านสีฟ้า
25 พ.ย. 2552

ขอบคุณภาพดีดี จาก

http://dekmor.cmu.ac.th/img_data/4702.jpg

http://www.phuketroot.com/images/55973.jpg

อ้างอิงพุทธวจนะ

ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด

(บาลี มหาวิภังค์ วินัยปิฎก ๑/๕/๓  ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์.)

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนฟองไข่ของแม่ไก่อันมีอยู่ ๘ ฟอง หรือ ๑๐ ฟอง หรือ๑๒ ฟอง,

เมื่อไม่ไก่นอนทับ กก ฟักด้วยดีแล้ว,

บรรดาลูกไก่ในไข่เหล่านั้น ตัวใดเจาะแทงทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้า หรือจะงอยปากออกมาได้ก่อนตัวอื่นโดยปลอดภัย เราควรเรียกลูกไก่ตัวนั้นว่าอย่างไร คือจะเรียกว่าตัวพี่ผู้แก่ที่สุด หรือตัวน้องผู้น้อยที่สุด ? 

“พระโคดมผู้เจริญ! ใคร ๆ ก็ควรเรียกมันว่า ตัวพี่ผู้เจริญที่สุด เพราะมันเป็นตัวที่แก่ที่สุดในบรรดาลูกไก่เหล่านั้น" พราหมณ์ทูลตอบ. 

พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เรานี้, ขณะเมื่อหมู่สัตว์กำลังถูกอวิชชาซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่แล้ว, ก็ทำลายเปลือกหุ้ม คือ อวิชชาออกมาได้ก่อนใคร ๆ เป็นบุคคลแต่ผู้เดียวในโลกได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อันไม่มีญาณอะไรยิ่งไปกว่า.  

พราหมณ์ ! เรานั้น,

เป็นผู้เจริญที่สุดประเสริฐที่สุดของโลก.

ความเพียรเราได้ปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน,

สติเราได้กำหนดมั่นแล้วไม่ลืมหลง,

กายก็รำงับแล้วไม่กระสับกระส่าย,

จิตตั้งมั่นแล้วเป็นหนึ่ง 

เราได้บรรลุ

ปฐมฌาน ฯลฯ

ทุติยฌาน ฯลฯ

ตติยฌาน ฯลฯ

จตุตถฌานแล้ว

ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งแรก,

ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สอง 

ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สาม, ดังนี้.

ฟองไข่ออกเป็นตัว มิใช่โดยเจตนาของแม่ไก่
(สตตก.อํ. ๒๓/๑๒๗/๖๘)(เหมือนอาสวะสิ้นเอง เมื่อปฏิบัติชอบ)

ภิกษุ ท.! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่,

โดยแน่นอน เธอไม่ต้องปรารถนา ว่า

"โอหนอ ! จิตของเราถึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานเถิด" ดังนี้.  

จิตของเธอนั้นก็ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานได้เป็นแน่.  

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เธอมีการเจริญ

สติปัฏฐานสี่

สัมมัปปธานสี่

อิทธิบาทสี่

อินทรีย์ห้า

พละห้า

โพชฌงค์เจ็ด

อริยมรรคมีองค์แปด.  

ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือน ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟองหรือ ๑๒ ฟอง อันแม่ไก่กกดีแล้ว พลิกให้ทั่วดีแล้ว คือฟักดีแล้ว,

โดยแน่นอน แม่ไก่ไม่ต้องปรารถนา ว่า  

"โอหนอ ! ลูกไก่ของเรา จงทำลายกระเปาะฟองด้วยปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปากออกมาโดยสวัสดีเถิด" ดังนี้

ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายกระเปาะด้วยปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีได้โดยแท้, ฉันใดก็ฉันนั้น.

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net