วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พี่แจ๋วพาเที่ยวลอนดอน


ในวันเสาร์แรก เวลา 8.00 น. กะเหรี่ยงมาพร้อมหน้า ดิฉันในฐานะหัวหน้า Social Program ตีฆ้องประชุมกะเหรี่ยงทั้งก๊วนก่อนออกเดินทาง ทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานพอสังเขปว่าจะไปที่ใด จากจุดไหนไปไหน ใช่มืดแปดด้าน ประสบการณ์การเป็นนักท่องเที่ยวบอกดิฉันว่า เราควรรู้ข้อมูลบ้าง ถึงแม้จะมีไกด์ แต่ดิฉันไม่ยอมฝากชะตากรรมไว้ในมือไกด์อย่างเดียว (......แล้วสิ่งที่คาดหมายก็เป็นจริง.....เล่าภายหลังค่ะ) ข้อมูลที่ได้ซักซ้อมกับ Anthony ได้ถูกถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับทราบอย่างกว้างๆ ดิฉันยืนอยู่บนแท่นปูนสูงกว่าผู้อื่น ปากร้องเรียกน้องถ่ายภาพหัวหน้า Social program ที่อังกฤษในขณะปฎิบัติหน้าที่ ......โก้หยอกใคร.......แล้วจริงค่ะ......ภายหลังภาพนี้เป็นแรงใจในการปฎิบัติหน้าที่หัวหน้า Social Program แทนน้องทุกคนในการส่งรายงานด้านความเป็นอยู่ การปฏิบัติตน การท่องเที่ยวในอังกฤษส่งสถาบันภาษาเมื่อกลับเมืองไทย.......สถาบันภาษาคงไม่ว่าอะไร......งานทุกคนที่โรงเรียนที่ทำให้ประเทศชาติ.........หัวปั่นกันถ้วนหน้า.......น. Caroline ทัวร์ไกด์ผิวสี พร้อมลูกชายวัยประถม เช็คชื่อเราทีละคนในการขึ้นรถบัสนำเที่ยวที่ทางโรงเรียน Bell จัดให้ รายชื่อลูกทัวร์ถูกพิมพ์เป็นข้อมูลให้ทัวร์ไกด์เรียบร้อย คนที่ลืมตั๋วก็ไปได้ ไม่ต้องวิ่งกลับบ้าน ทำให้เสียเวลารอ (ที่อังกฤษ นาฬิกาคือเครื่องมือในการตัดสินใจที่ถูกกฎหมาย! ต้องตรงเวลาเสมอ ) ดิฉันรีบขึ้นรถก่อนเพื่อนหวังชิงตำแหน่งนั่งหน้ารถ (ตำแหน่งประจำที่เมืองไทย เพราะถ้ามองไม่เห็นทางด้านหน้าจะเกิดอาการ.....ทุกที แต่ถ้าคนอื่นไม่สบาย ดิฉันต้องคอยเป็นดูแล นั่งตรงไหนก็ไม่เกิดอาการ .... อย่างนี้เรียนโรควิตกจริต 100 % อย่างไม่ต้องสงสัย) คนที่ชิงตำแหน่งเมารถเหมือนกันกันคือ “น้องราตรี” สาวรูปร่างอ้อนแอ้นจากนครพนม ดูเธอภายไม่น่าเป็นคนพูดจากขำ แต่เธอก็พูดจาสวนกลับได้ขำอย่างไม่น่าเชื่อ เธอเป็นมือโปรในการท่องเว็บ โลกไซเบอร์ของดิฉันมีน้องราตรีนี่แหละเป็นผู้นำทาง......กลับมาเมืองไทย.....คนเข้าอบรมนึกว่าดิฉันเป็นมือโปรด้านเทคโนโลยี......แต่เปล่าค่ะ..... Paradox ของน้องราตรีทำให้คนแก่อย่างดิฉันแปลงร่างเป็นสาวไฮเทคในทันตา.....ขอบคุณค่ะน้อง......นี่เชิญชวนพี่สมัคร Facebook, twitter……..แหมพี่กลัวมันจะทันสมัยเกินหน้าไปหน่อย......เลยรีรออยู่......

8.30

นึกขึ้นได้อยากเข้าห้องน้ำ ไกด์บอกขึ้นรถแล้วห้ามลง!........ อะไรจะขนาดนั้น...... คนบางคนอยากทำธุระก่อนขึ้นรถ (ในอังกฤษวันหยุดทุกอาคารปิดหมด ไม่มีบ้านพักครู บ้านภารโรง เหมือนเมืองไทย ทุกคนมาทำงานแล้วกลับบ้าน) ......ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ..............ใครคนหนึ่งพูดไว้........ดังนั้นอย่าทำปัญหาให้เป็นปัญหา.......... ขอสอดแทรกปรัญญาชีวิตค่ะ......พยายามตอกย้ำเพื่อไว้สอนตนเองด้วย......น้องเดวี่ทำหน้าที่ผู้ประสานงานสถาบันภาษาได้สุดยอด คือพาพวกเราเก็บดอกไม้ น้องเขาเองก็ชอบเก็บดอกไม้เหมือนกัน! แหม.........ใครจะไปรู้ว่าด้านข้างอาคาร แถวพงหญ้าติดรั้วเพื่อนบ้าน มุมปลอดคน จะมีดอกไม้ให้พวกเราเก็บกันถ้วนหน้า ...... ฮา....ฮา..... ขอบคุณน้องเดวี่ พี่ประทับใจ จำน้องได้ไม่ลืมก็วีรกรรมตรงนี้ละค่ะ เก็บดอกไม้จนพื้นชุ่มฉ่ำ!!!!!!!ตามธรรมเนียมการท่องเที่ยว ทัวร์ไกด์แนะนำคนขับรถ แนะนำตนเอง ที่นั่งของทัวร์ไกด์อยู่แถวหน้าทั้งซ้ายขวาใครห้ามนั่ง แม้ว่าผู้โดยสารจะเมารถ ไม่มีข้อยกเว้น คงนึกในใจเมาก็กินยา หรืออยู่กับบ้าน! กฎก็คือกฎ การอยู่ตำแหน่งหน้าติดเครื่องเสียงทำให้การอธิบายข้อมูลชัดเจน ประสานงานกับคนขับได้อย่างรวดเร็ว เธอสอนลูกชายทักทายลูกทัวร์ แจกเอกสารให้พวกเรา (ในเอกสารมีหมายเลขโทรศัพท์ ชื่อของทัวร์ไกด์ เวลาขึ้นรถกลับ และแผนที่ด้านหลังที่มีหมายเลขของแหล่งท่องเที่ยว และจุดจอดรถ) ดิฉันนำประสบการณ์นี้กลับมาใช้ที่โรงเรียน เพื่อในการพานักเรียนไปทัศนศึกษาตามนโยบายพัฒนาคุณภาพผู้เรียน............เห็นไหมค่ะว่าให้คนแก่อย่างดิฉันไปอังกฤษ.......ไม่เสียงบประมาณฟรี.......คุ้มทุนหลวง.....คราวหน้าขอไปใหม่นะคะ......อ้อนไว้ก่อน..... ไกด์อธิบายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเอกสาร พอทำหน้าที่เสร็จ เธอก็นั่งเหมือนนักท่องเที่ยว ไม่มีการเล่นเกมบนรถเมือนพี่ไทย ไม่มีเพลง หรือทีวีบนรถ พวกเราทำได้อย่างเดียวคือชื่นชมกับธรรมชาติสองข้างทาง พร้อมชี้ชวนคนข้างๆเปรียบเทียบวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวอังกฤษตลอดทาง อ้อ....ไม่ลืมถ่ายภาพทุ่ง Rapeseed สีเหลืองสองข้างทางอันกว้างใหญ่อีกเช่นเคย.......

ทริปนี้ทุกคนดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะจุดหมายปลายทางคือ มหานครลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ ปัจจุบันลอนดอนถือว่าเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาสัมผัสมากที่สุด เพราะนอกจากจะได้ฝึกปรือทักษะทางภาษาแล้ว ลอนดอนยังเป็นเมืองที่รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆเอาไว้มากมาย รวมทั้งผู้คนหลายเชื้อชาติ และศาสนามารวมกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในอดีตอังกฤษเป็นชาติมหาอำนาจ ประเทศฝั่งเอเชียตะวันออกเช่น อินเดีย ปากีสถาน ฯ ต่างก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษทั้งนั้น คนเหล่านี้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ ก็ได้ตั้งครอบครัวลงหลักปักฐานอย่างถาวร เช่นชาวอาหรับ หรือแขกนั้น ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านชำกว่า 80% เลยค่ะ

ลอนดอนอยู่ห่างจากเคมบริดจ์ประมาณ 80  กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง พอเริ่มเข้าสู่ลอนดอน รถเริ่มเรียงรายเป็นแถวยางเหมือนงูเลี้อยเช่นมหานครใหญ่ทั่วไป เราผ่านสิ่งก่อสร้างเหมือนโดมคว่ำมียอดเสาแหลมหลายเสา ไกด์ว่าเป็นที่จัดกิจกรรมแสดงต่างๆ ที่ตื่นเต้นคือการลอดอุโมงค์ (Tube) เป็นอุโมงค์ที่ยาวลอดใต้แม่น้ำเทมส์ (Thames River) ที่ไหลผ่านกลางกรุงลอนดอน งบประมาณในการก่อสร้างผนังด้านข้างแต่ละตารางเมตรแพงมหาโหด ไฟสีเหลืองในอุโมงค์ทึบ นึกถึงอุบัติเหตุของเจ้าหญิงไดอานาที่ฝรั่งเศส..........เจ้าหญิงผู้อาภัพ.......เฮ้อ......ความรักไม่เข้าใครออกใคร.....ความรักไม่มีเหตุผล.......ใครจะรู้ดีเท่ากับคนสองคน........

รถผ่านบริเวณ City Of London (ลอนดอนแบ่งพื้นที่เป็นเขตเหมือนกรุงเทพ) บริเวณนี้เก่าแก่ที่สุดของลอนดอนซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่การค้าที่มีความคึกคักมาก ปัจจุบันบริเวณนี้คือศูนย์กลางทางการเงินที่มีอิทธิพลแห่งหนึ่งของยุโรป เรามองเห็นที่ทำการสถาบันการเงินตั้งตระหง่านเรียงรายสองข้างทาง รถผ่านเห็น Tower of London เสียงกล้องกดชัตเตอร์กันถ้วนหน้า ดีไม่มีขอให้ได้ถ่ายรูปไว้ ผ่านเห็นยอดเซ็นต์พอล ความตื่นเต้นเริ่มเกาะกุมใจทุกคน

จุดปล่อยกะเหรี่ยงลงคือ Aldwich ทัวร์ชี้ทาง....... There……..ไม่ใช่โบสถ์เซนต์พอลตามโปรแกรมนะคะ แต่เป็น Street Toilet ห้องส้วมสาธารณะ กะเหรี่ยงทุกคนแยกย้ายตรงดิ่งไป.......โธ่อาการกำเริบทุกคน.......แล้วทัวร์ไกด์หมดหน้าที่........รอเช็คชื่อขึ้นรถพากลับเคมบริดจ์.....เท่านั้นเอง.......ง่ายดีแฮะ....ดิฉันเคยคิดใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียนเป็นทัวร์ไกด์ต่างประเทศตอนเป็นสาวๆ เพราะจะได้เที่ยวด้วย ทำแบบ Freelance แต่พี่น้องเหยียบเบรคตัวโก่ง.....เฮ้ย...เธอต้องยกกระเป๋า......เสริฟอาหาร.......ทำพริกน้ำปลา.....บริการทุกอย่างตลอดทัวร์.......เฮ้อ...มันจะคุ้มค่าหมอไหมเนี่ย..........นึกว่าจะได้ฝึกปรือภาษา พร้อมการท่องเที่ยว.......มาเจอะที่อังกฤษ.......น่าสนแฮะ.....คนแก่ก็ทำได้.....เป็นไกด์อาชีพ....

ชะเง้อคอมองหาสุขา......ตรงไหน.....ไม่เห็นมีห้องสุขา......กะเหรี่ยงคนหนึ่งตาไว.....นี่ไง.....อยู่ที่เกาะกลางถนน..........เออ....ความคิดดีแฮะ......โผล่ขึ้นมาเพียงราวเหล็ก.....ป้าย Toilet อยู่ติดผนังระดับต่ำกว่าพื้นดิน....นึกว่าสกปรก.....แต่โอเคค่ะ....สอบผ่าน....

กะเหรี่ยงตะลุยลอนดอนนับหนึ่ง....สอง....สาม....หน้าเดิน....แต่บางคนก็แยกไปหาเพื่อนที่ลอนดอน...........เราเดินย้อนไปตามถนนที่รถผ่านมาเพื่อไปจุดหมายแรกที่วางแผนไว้ อาคารทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรม ชวนให้ถ่ายรูปทั้งนั้น ทุกคนตื่นตาตื่นใจ.....สมชื่อบ้านนอกเข้ากรุงกันถ้วนหน้า.........สำหรับดิฉันยอมรับว่าสวย แต่ไม่รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจ เกิดจินตนาการ และอารมณ์โรแมนติคเหมือนในเคมบริดจ์ อาคารเก่าแก่อวดสถาปัตยกรรม ลวดลายสง่างาม แต่ทั้งหมดล้วนมีสีขาวโพลนแสดงการทาสีใหม่ทั้งนั้น ภาพที่เห็นจึงไม่แสดงอารมณ์ให้บรรยายความงามปนความขลัง ผสมผสานความโรแมนติคเหมิอนที่ดิฉันสัมผัสกับห้วงอารมณ์อย่างนั้นในเคมบริดจ์ ไม่มีไม้เลี้อยสีม่วง ไม่มีประตูไม้เก่าสีคล้ำ ไม่มีอิฐสีเหลืองหม่นบอกอายุยาวนาน ไม่มีตะไคร่น้ำเกาะบานไม้ มีแต่นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ผลัดเปลี่ยนกันถ่ายรูปหน้าสิ่งก่อสร้างกันแน่นขนัด ท่ามกลางจราจรอันแออัด และอากาศที่ร้อน......แค่เริ่มสัมผัสลอนดอน .........บอกตนเองได้ว่าหัวใจยังไม่เคยไกลจากเคมบริดจ์

กะเหรี่ยงเริ่มแตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แอคชั่นกัน 360 อาศา ดิฉันส่งสัญญานให้รีบเดิน และรีรออยู่หลายครั้ง แต่ได้ผลน้อยมาก ก็เห็นใจทุกฝ่าย เพราะมันเป็นครั้งแรกที่น่าตื่นใจในมหานครลอนดอน แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในการท่องเที่ยวมาอย่างโชกโชนอย่างดิฉัน.....ตอบได้คำเดียวว่า.....เดินอย่างนี้.....ถ่ายรูปอย่างนี้.....ชมที่เดียว พร้อมชอปปิ้งก็หมดเวลาแล้ว.....แผนการณ์ที่อุตส่าห์วางไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะคงเจ๊งไม่เป็นท่าแน่..........เส้นทางในแผนที่ยาวไกล.........ระยะเวลาในแต่ละที่...,...ฝีเท้าแต่ละก้าว.....ความเร็วที่ต้องทำ.........ทุกอย่างต้องผสมกันลงตัว......เมื่อบอกใครไม่ได้..........ใครอยากเที่ยวคุ้มค่า.......คุ้มราคา.......ตามมา..........เที่ยวกันตามสะดวก.....อย่างน้อยความรู้พื้นฐานที่ดิฉันบอกไว้และแผ่นพับของทัวไกด์ก็เป็นแนวทาง และบริเวณที่เที่ยวเลาะฝั่งแม่น้ำเทมส์เท่านั้นเอง.........ดิฉันไม่รู้สึกผิดในการแยกกลุ่ม...คิดว่าทุกคนเข้าใจ.....ดิฉันเดินไว........ทิ้งเพื่อนๆช่วงตัว.....ทำเวลาค่ะ....ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในสมอง.......ข้อมูลในสมองมากกว่าที่ทัวร์ไกด์บอก......Anthony ไกด์มือโปร.....เทรนดิฉันมาอย่างดี....ลูกศิษย์คนนี้ทำได้ครบ 100% กลับไปเล่าให้ Anthony เขาประหลาดใจมาก เขาไม่เชื่อว่าดิฉันจะเก็บตกได้ทั้งหมด ในเวลาเท่านี้ ทั้งๆที่สถานที่บางแห่งกันไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด ยอดเยี่ยม......บอกแล้วไงคะ.....เรื่องเที่ยวกับดิฉันต้องคุ้มค่า 100%..........นับแต่นี้ข้อมูลในสมอง.....ลายแทงในมือ......สายตาของน้องๆ.....จะพาท่านเดินเท้าตะลุยลอนดอนตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 17.00 น.......เดิน.....เดิน.....เดิน.....เดินจนถุงเท้าน้องปุ๊ยขาดเป็นรูทั้งสองข้าง แต่ประสบการณ์อัดแน่น......ไม่เหลือให้เก็บตกในคราวหน้าอีกเลย.......ให้มาลอนดอนอีก...No…..No……Free?......Oh, yes……absolutely….

มหาวิหารเซ็นต์พอล (St. Pauls Cathedral) คือจุดหมายแรกของเรา ขณะนี้โดมสูงสง่าตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มหาวิหารแห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่ 2 (1675-1710) รูปแบบเป็นศิลปบาร๊อคแบบอิตาลี ผสมกับศิลปะแบบคลาสสิค โดยมียอดโดมสูง 111 เมตร เป็นเอกลักษณ์ ยอดโดมของมหาวิหารเซ็นต์พอลนั้น ได้ชื่อว่าใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากโบสถ์เซ็นต์ปีเตอร์ที่วาติกัน ประเทศอิตาลี ........ใครจะเชื่อง่ายๆจริงไหมคะ.......คงต้องมีรายการท้าพิสูจน์.....ให้ประจักษ์แก่ใจ และสายตา.....ฮิ....ฮิ....ใครมีทุนให้ครูบ้านนอกอีก อย่าลืมส่งข่าวมา......ไม่แน่อาจมี......”Wondering in Europe by Kru Jaew Episode 1-10”………

นักท่องเที่ยวมากมายหลายเชื้อชาติต่างชื่นชมสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และจิตรกรรมอย่างแน่นขนัด กะเหรี่ยงถ่ายรูปเดี่ยว รูปหมู่กันถ้วนหน้า......คนไทยเวลาถ่ายรูป เรามักรอให้พื้นที่ว่างจึงเข้าไปถ่ายรูป......เรียกว่าข้าขอเดี่ยวในภาพว่างั้นเถอะ......แต่เพื่อนฝรั่งบางคนเล่าว่า การที่มีแบคกราวน์เป็นคนเยอะๆ แสดงว่าสถานที่นี้ดีจริงๆ.......คนแน่นขนัดเป็นเครื่องการันตีความดัง.....เห็นด้วยค่ะ.......แต่.....ทั้งฝรั่งและไทยคงไม่อยากให้ใครมาแย่งซีน (Scene) ......เวลาเราต้องการส่งรูปให้ใครสักคน.....คนยืนข้างๆขโมยซีนแล้วเจ็บใจ.......ให้ดู.....คนส่ง.......ไม่ได้ดู.....คนสวย.........

การเข้าชมภายในมหาวิหารเซ็นต์พอล เราต้องเสียบัตรผ่านประตูราคา 15 ปอนด์ 

ขณะเข้าคิวเตรียมซื้อตั๋ว นาวีเหลือบเห็นป้ายนักศึกษา อาจได้ประหยัดเงิน เร่เข้าไปหาเจ้าหน้าที่ “ บัตรตั๋วนักเรียนใช้ได้ไหมครับ” ฝรั่งคงเห็นหนุ่มสูง 180 โตเกินนักเรียน “ Sorry”……..นาวี....น้องคงต้องไปทำเบบี้เฟส.....ลดความสูง......เพื่อซื้อตั๋วเด็ก.......แต่ดิฉันก็ไม่ย่อท้อ......เอ้ไปมา....จนมีก๊วนกะเหรี่ยงมาสมทบอีก 5 แต่ก็ไม่ครบ 10 ………มองฝรั่งที่ยืนใกล้ๆ.....น่าจะเป็นอิตาเลียน 3 คน เธอไม่มีทีท่าใส่ใจเลย ถ้าเป็นเมืองไทยเปิดฉากเจรจาเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีในการประสานประโยชน์ร่วมกันไปล้วค่ะ......เออ.....จนแต้ม.....จ่ายก็จ่ายในราคาเต็ม.......แต่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม......ตามประสาคนเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาโทประวัติศาสตร์.........บางครั้งจึงเป็นสาวสมัยใหม่และโบราณในคราเดียวกัน.........คนสองร่าง......ฮิ..ฮิ...แต่มีใจเดียว....ก๊อปปี้ได้หลายครั้งค่ะ........

ภายในมหาวิหารเป็นการตกแต่งประดับประดาด้วยงานจิตรกรรม และงานเหล็กดัดของช่างปลายตวรรษที่ 17 อย่างงดงามตระการตา สวยขลังกว่าด้านนอก บริเวรด้านหน้าแท่นทำพิธีมีการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง เราเดินชมรอบๆ แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง ที่นี่แผ่นไม้สลักเขียนลายทองงดงามมาก ฝีมือการแกะสลักเนียนละเอียด เหมือนเราชมในวัดพระแก้ว เพียงแต่รูปทรงของลวดลายเป็นลักษณะของชาติตะวันตกเท่านั้นเอง ป้ายห้ามถ่ายรูปติดหรา.....แต่ความงดงามของงานศิลปที่อวดโฉมท้าทายอยู่เบื้องหน้า ทะลายตบะของกะเหรี่ยงบางคน......ถ่ายรูปตามอย่างฝรั่งนักท่องเที่ยว......ดิฉันปราม.....อย่านะพี่.....ทุกที่มีวงจรปิด 1000% ตอนออกไปโดนยึดกล้องไม่รู้นะ........แต่พี่เขาทำบุญมาดีเลยรอดตัว.......ดิฉันได้แต่บันทึกภาพด้วยความทรงจำ ห้ามถ่ายรูปในมหาวิหารเซ็นต์พอลค่ะ........

แหงนหน้ามองยอดโดม นักท่องเที่ยวเดินอยู่ลิบๆ บันได 530 ขั้น กะเหรี่ยงร้องเพลง......ถอยดีกว่า......เลยไม่ได้พิสูจน์ Whispering Calling ด้านบน ที่นี่เราจะได้ยินเสียงกระซิบเบาๆจากคนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง เป็นการออกแบบตัวอาคารที่น่าอัศจรรย์ เพราะสามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนได้ แม้เป็นเพียงเสียงกระซิบก็ตาม.......ความงดงามที่สัมผัสในเซ็นต์พอล ทำให้ประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้นอีกโขแล้วค่ะ................ดิฉันยืนสงบอยู่บนพื้นวงกลมขนาดใหญ่ที่ด้านบนเป็นยอดโดมสูงตระหง่านของเซ็นต์พอลตรงศรีษะ..........ขอพรสามอย่าง........เมื่ออยู่ในโบสถ์แล้วจะสมประสงค์..... ข้อ 1……. ข้อ 2……ข้อ 3……อะแฮ่ม......เรื่องอะไรจะบอกว่าขอพรอะไร.....เรื่องนี้ขอเป็นความลับค่ะ...........

เดินลงมาด้านล่างซึ่งเป็นห้องใต้ดิน ที่นี่ใช้เป็นสถานที่เก็บศพ และรูปปั้นรำลึกถึงบุคคลสำคัญของประเทศ เช่น ศพคริสโตเฟอร์ เรน (Christopher Wren) หรืลอร์ดเนลสัน (Lord Nelson) นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกที่น้องปุ๊ย น้องนาวี ปรี่เข้าไปอย่างไม่รอช้า และกลับออกมาพร้อมโปสการ์ด และชาอังกฤษตามสูตร.......

ออกจากมหาวิหารเซ็นต์พอล มุ่งหน้าตามลายแทง ระหว่างกลางทางพวกเราผลัดเปลี่ยนนั่งเก้าอี้ไม้ ข้างเป็นแปลงทิวลิปสีชมพูสด ปลายดอกสีขาว ใครจะอดใจไหวคะ ทิวลิปกับคนไทยเป็นอะไรที่พิเศษ บ้านเราปลูกไม่ได้ นำมาโชว์ที่พืชสวนโลก จ. เชียงใหม่ คนไทยยังแห่แหนไปชมกันทั้งประเทศ แล้วนี่เจ้าดอกไม้ชนิดนี้บานชูช่อล้อตาอยู่ตรงหน้า ไม่เว้นแต่ละวัน อวดสีสัน ลายดอกลูกผสม ท้ากล้องดิจิตอลของกะเหรี่ยงอย่างมันมือ......ที่นี่ดิฉันยืนกลางแขนถ่ายรูปด้านหลังเป็นโดมมหาวิหารเซ็นต์พอล .....แปลความหมายจาก Body Language ตามสาระการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องการถ่ายโอนจากภาพเป็นข้อมูลได้ว่า...............ข้าขอประกาศศักดาด้วยเสียงดังฟังชัดว่า...........ข้า......ครูบ้านนอกเมืองชาละวัน.............บินเหิรฟ้าจากเมืองไทย ไปเชิดในมหาวิหารเซ็นต์พอลมาแล้วโว้ย!!!!..........

โดย Alian

 

กลับไปที่ www.oknation.net