วันที่ อังคาร ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คิวชู 4 วันจบ : วันที่ 2 (ปังคุงนำโชค)


หลังจากพักมาเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยวต่อ เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมเช่นเคย อันว่าไปกะทัวร์ที่คนเยอะขนาดนี้ ต้องกินบุฟเฟ่ต์เป็น default อยู่แล้ว ใครจะสรรหา gourmet มาให้ได้เนี่ย  ข้อดีก็คือใครอยากกินอะไรเลือกเอาตามสะดวก มีไม่อั้น โรงแรมที่พักวันแรกนี้ ขอฟันธงว่าอาหารอร่อยที่สุดในทริป ปลาดิบไม่อั้น กินจนแทบจะหายใจทางเหงือกได้ และเค้กอร่อยมากกกกกกก ชอบเค้กญี่ปุ่นตรงที่เค้าทำไม่หวานมาก แล้วก็เบาๆ กินได้เรื่อยๆไม่เลี่ยน ….จริงๆเป็นข้ออ้างแหละในการกินเยอะซะขนาดนั้น ^^”

แต่ว่าบุฟเฟ่ต์ทุกมื้อก็เริ่มไม่ค่อยจะไหวเหมือนกัน  ทริปนี้สิริรวมบุฟเฟ่ต์ไป 12 มื้อรวด มื้อสุดท้ายถึงกับต้องตรงไปตักข้าวต้มมาครึ่งถ้วย โดยไม่ชายตามองอาหารอื่นเลย 555

บ่นมาพอประมาณ (เช่นเคย) ก็ได้เวลาเที่ยวกันดีกว่า วันนี้ไกด์โปรโมทไว้ว่าเราจะไปภูเขาไฟอะโสะ, สวนสัตว์ Cuddly (บ้านปังคุงกะเจมส์) แล้วก็ปราสาทคุมาโมโต้

 

 
ใบไม้เปลี่ยนสี มีต้นเดียวตรงที่พักริมทาง ถึงกับต้องแย่งกันถ่ายรูป 555


 

 


ถ่ายจากที่พักริมทาง


เริ่มต้นกันด้วยสวนสัตว์ Cuddly ของคุณมิยาซาว่า...เป็นที่ตื่นเต้นเพราะจะได้เจอดาราในฝันน้องปังคุงและน้องเจมส์ผู้โด่งดัง แต่ไกด์บอกว่าโชว์ของปังคุงกะเจมส์นั้น ต้องไปลุ้นเอาว่าจะได้ดูรึป่าว เพราะไม่ได้มีทุกวัน แล้วแต่อารมณ์นักแสดง...ไม่เป็นไรถึงไม่ได้ดูโชว์ ดูเงาปังคุงก็ยังดี อิๆๆ

จำได้ว่าตอนที่เมืองไทยเอาขำกลิ้งลิงกะหมามาออก ถึงกับพลาดไม่ได้กันเลยทีเดียว ต้องรีบกลับมาดูให้ได้ทุกตอน แต่ตอนที่ชอบที่สุดคงจะเป็นตอน sit up เนี่ยแหละ  ฮาสุดขั้ว ใครเคยดูคงจะพอจำกันได้ ที่จับน้องเจมส์ลงไปนอนหงายแล้วให้ปังคุงจับขาไว้ ปังคุงก็รอว่าเมื่อไหร่เจมส์จะ sit up ซักที  ขึ้นมาได้ก็ super dog แล้วเจมส์เอ๊ย ^^

มาถึงสวนสัตว์แล้วถือว่าโชคดีสุดๆ เพราะวันนี้เค้ามีโชว์ปังคุงด้วย รีบไต่เขาไปดูทันที (ถึงกับหอบ..ลุงกะป้าข้างๆยังดูแข็งแรงกว่าตูอีก เดินชิลๆ) โดยไม่ลืมเลือกที่นั่งใกล้คนวัยเดียวกันคือเด็กประถมของญี่ปุ่นนั่นเอง ^^” กระชากวัยสุดๆ  ซักพักน้องปังคุงก็ออกมาพร้อมคุณมิยาซาว่า กรี๊ดด ปังคุงตัวเป็นๆ ^^  ตื่นเต้นราวกับเด็กประถมญี่ปุ่นแต่ยังเก็บอาการอยู่ มันช่างเหมือนคนอะไรอย่างนี้ จริงๆแล้วลิงเนี่ยมันก็เกือบจะเป็นคนอยู่แล้วเนอะ  ลักษณะท่าทาง ความคิดก็คงไล่ๆกะเรา หรือดีไม่ดีมันจะฉลาดกว่าด้วย 555 เห็นคุณมิยาซาว่าพูดอะไร ปังคุงก็พยักหน้าตลอด..ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือพยักไปงั้นเอง  ส่วนน้องเจมส์เรา วันนี้เธอดูเหนื่อยๆ เนือยๆ  เพราะแอบเห็น ออกมานั่งบนแท่นเป็นพระราชาซักพัก เธอก็เริ่มหันบั้นท้ายให้ผู้ชม ^^” พี่เลี้ยงที่ออกมาแสดงด้วยกันถึงกับต้องสะกิด...เจมส์ๆช่วยกันทำมาหากินหน่อย...เจมส์ถึงหันกลับมา แต่ตาหลับอยู่เลย โถๆๆ คงรับจ๊อบเยอะไปหน่อยช่วงนี้

เนื่องจากเค้าไม่ให้ถ่ายรูปตอนที่โชว์ ก็เลยไม่มีรูปมาอวดเลย จริงๆพอจบโชว์แล้ว เค้ามีให้ถ่ายรูปเหมือนกัน แต่ต้องไปรอคิวยาว (บวกเสียเงิน หุๆๆ) ก็เลยชิ่งออกไปเดินเที่ยวข้างนอกดีก่า เพราะที่นี่เค้ามีสัตว์อื่นๆ ให้ชื่นชมด้วย ตรงกลางๆสวนสัตว์มีปราสาทตั้งตระหง่านอยู่..ไม่รู้เรียกอะไร ตั้งเองว่าปราสาทปังคุง ^^”


 

 
ปราสาทปังคุง

 

 


อันนี้ตะหาก บ้านปังคุงของจริง ^^


 


ทางไปหมู่บ้านสัตว์แสนสนุก


 


พี่ลิงก็มา


 


น้องลาก็มี


 


ตัวนี้จำชื่อไม่ได้อ่ะ


 


ต้นแปะก๊วยข้างทาง สวยดี

 

 


พี่วัวตัวใหญ่ (มากก)

 

นอกจากนี้ยังมีพี่เม่น น้องหมู พี่หมี น้องแพะ น้องกระต่าย พี่นกกระจอกเทศ น้องหนูยักษ์ ฯลฯ คงต้องตามไปดูรูปใน gallery เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นบล็อกสวนสัตว์ไปซะแล้ว 

ดูสัตว์เสร็จก็ได้เวลากินข้าวพอดี..ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าบุฟเฟ่ต์เช่นเคย 555..วันนี้เราไปแวะกินกันที่ Aso Farmland เห็นเค้าโปรโมทว่าใช้แนวคิดอาหารปลอดสารพิษด้วยนะนี่ จริงๆแล้วที่นี่มีทีพักเหมือนกัน แต่น้องไกด์บอกว่าเคยพาแขกมาพักแล้วมีบางคนบอกว่าเหมือนฮวงซุ้ย เลยไม่กล้าพามาพัก แหะๆๆ


 


ลักษณะคล้ายๆงี้ แต่อันนี้ไม่ใช่ที่พักนะ


 

 


ดอกไม้ตามพื้นดิน


 

 


ส่วนด้านบนนี่ ไม่ใช่ป้ายเขตเลี้ยงวัวนะ...แต่เป็นป้ายวัวตัวผู้หน้าห้องน้ำชายหรอก ไปยืนส่องตั้งนาน ส่องป้ายนะคะ ไม่ได้ส่องเข้าไปในห้องน้ำ..หนูสาบาน ^^

หลังจากอิ่มหนำสำราญเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลานอนเช่นเคย 555 จุดหมายต่อไปก็คือหุบเขาภูเขาไฟอะโสะ หรือ Aso Gotake  ขอแอบเม้าท์ว่าทางไปเลี้ยวลดคดเคี้ยวทีเดียวเชียว บางคนถึงกับต้องคืนอาหารปลอดสารพิษกลับใส่ถุงกันเลย ^^”

 


บรรยากาศข้างทาง ถ่ายจากในรถ..ก่อนจะหลับ ^^”

หุบเขาภูเขาไฟอะโสะเนี่ย เค้าบอกว่าเป็นหุบเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเส้นรอบวงยาวถึง 120กม. ในหุบเขามีปล่องภูเขาไฟอยู่ถึง 5 ปล่อง และยังมีปล่องที่ยังปะทุอยู่จนถึงวันนี้หนึ่งปล่อง ก็คือปล่องที่เรียกว่า นาคะดาเกะ (Nakadake)  ซึ่งกำเนิดขึ้นล่าสุดเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นไปดู เราก็จะยังเห็นควันพุ่งออกมาจากปล่องอยู่ตลอดเวลา....ขอควันอย่างเดียวนะพี่นะ อย่าเพิ่งระเบิดตอนเราขึ้นไปละกัน ^^”

 
ถ่ายมาจะมองเห็นไม๊เนี่ย ในหุบมีปล่องภูเขาไฟ 5 ปล่อง..ช่วยๆกันเล็งหน่อย

น้องไกด์ตอกย้ำว่าข้างบนปล่องภูเขาไฟหนาวสุดๆ ใครมีอะไรก็ขุดเอามาใส่ตอนนี้ได้เลย  แล้วก็การจะขึ้นไปได้ต้องอาศัยโชคอีกเช่นกัน คือถ้าทัศนวิสัยไม่ดีเค้าก็จะไม่ให้ขึ้น...เนื่องจากวันนี้เราโชคดีเรื่องปังคุงมาแล้วหนึ่งต่อ ปังคุงก็เลยนำโชคต่อ ให้เราขึ้นไปบนภูเขาไฟได้ชิลๆ แถมอากาศยังเย็นสบายไม่หนาวมากอีกด้วย (ประมาณ 7องศา)

การจะขึ้นไปบนปล่องก็ต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าไปค่ะ ที่เค้าเรียกว่าโรปเวย์ (Robeway) จริงๆแล้วเค้ามีบริการนั่งเฮลิคอปเตอร์จากข้างล่างขึ้นมาบนปล่องภูเขาไฟด้วย (คงไม่ได้บริการอ่ะ คงเสียตังค์) แต่เนื่องจากกรุ๊ปเรากรุ๊ปหญ่ายยมากก กว่าจะได้ขึ้นกันหมดพอดีภูเขาไฟปะทุ ..ก็เลยนั่งรถไฟฟ้ามาหานะตัวกันดีก่า..สวมรอยว่าตัวเองเป็นน้องคริส หอวังขึ้นมาทันที ^^”

 


สถานีโรปเวย์ภาคพื้นดิน

 


ลุงคนนี้ยืนรอรับโรปเวย์แก้มป่องเลย ^^



ได้ขึ้นแล้วคับพี่น้อง...เบียดกันราวกับรถเมล์กรุงเทพเลยเชียว



เนี่ยค่ะ หน้าตาโรปเวย์ที่พาเราขึ้นมา..งานหนักหน่อยนะน้อง


ทางออกจากโรปเวย์


 

บริเวณปากปล่องนาคะดาเกะมีฉายาว่า แกรนด์แคนยอนแห่งตะวันออกเพราะเป็นผาสูงชัน มีร่องหินแตกจากลาวาแล้วก็มีแต่หินและเศษลาวา ขึ้นไปถึงสวยจริงอย่างเค้าว่า เย็นดีด้วย ด้านล่างเป็นป้ายและไฟเตือนภัย โดยเฉพาะคนที่เป็นหอบหืดค่ะ วันที่ไป ไฟสีฟ้าเปิดหราอยู่เลย ปลอดภัยสุดๆ โชคดีจริงๆ


 

เนื่องจากบางทีพี่ภูเขาไฟเค้าจะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาเยอะพิเศษโดยไม่ได้สั่ง เค้าก็เลยเตรียมป้อมที่เห็นด้านล่างเนี่ยค่ะ เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปหลบ เห็นมีอยู่หลายป้อมเลย ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ยังไม่เคยลอง..และยังไม่อยากลอง ^^


 


 




ถ่ายจากในป้อม..แอบหลบไปนั่งพักหรอก

 


ถึงแล้วๆ ปากปล่องภูเขาไฟ...มีควันพุ่งตลอดเวลาจริงๆด้วย




ภูเขาไฟนะ ไม่ใช่สุสาน




มีกำมะถันขายด้วย ดูดิ่ขายกันจนหน้ามืดเลย ...ถ่ายยังไงเนี่ย ^^”




ขอบปล่องภูเขาไฟ..มีควันเป็น background




มีพระพุทธรูปข้างปล่องด้วย




เค้าเอาน้องหมา กบและแมวมาไหว้พระด้วย




บรรยากาศรอบๆ ดูแล้งดีเหลือเกิน

และในที่สุดก็ลงมาถึงพื้นราบได้โดยสวัสดิภาพ คราวนี้แหละได้เวลานอนยาวววเลย 555 เพราะจุดหมายต่อไปเราจะไปปราสาทคุมาโมโต้กัน...หลังจากหลับมาหลายตลบก็พบว่าตัวเองอยู่ในเมืองแล้ว แถมมันใกล้จะมืดแล้วอีกต่างหาก ปราสาทจะเปิดรอเราอยู่หรือนี่..ไม่ช้าไม่นาน น้องไกด์ก็คลายความสงสัย บอกว่าปังคุงได้มาเคลียร์ให้เรียบร้อยแล้ว เราไปถึงเย็นย่ำแค่ไหนก็ยังเข้าได้ เย้ๆๆๆ ..ว่าแต่ว่ามืดๆนี่จะมองเห็นอะไรไม๊เนี่ย..แล้วเจ้าของปราสาทจะออกมาต้อนรับด้วยรึป่าวหนอ ^^”


 
ถึงทางเข้าแล้วว..Minami-Ote Gate

อันว่าปราสาทคุมาโมโต้เนี่ยเค้าว่าใหญ่ติด 1 ใน 3ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว มีอายุยาวนานกว่า 400 ปีแล้ว สร้างตั้งแต่ปีพ.ศ 2150 โดย “คิโยมาสะ คะโต” เห็นไกด์บอกว่าคนนี้ออกแบบหลายปราสาทเลย ..แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว 555 ที่นี่จะมีการปลูกต้นแปะก๊วยไว้เพื่อเป็นการรับรองว่าเวลามีการรบกัน คนในปราสาทจะไม่อดตาย ก็เลยเป็นที่มาของชื่อปราสาทอีกอย่างว่า “จินแนน-โจ” หรือปราสาทแห่งต้นแปะก๊วยนั่นเอง....

 


อันนี้อยู่ด้านนอกปราสาท แต่ต้นแปะก๊วยใหญ่มาก..ปีนเก็บกันทีคงลำบากนะเนี่ย




ปราสาทคุมาโมโต้..ใหญ่..โต..โอฬาร จริงๆ




ด้านข้างปราสาท

ตามหนังสือที่ทัวร์แจก เค้าบอกว่าปราสาทนี้มีป้อมปราการถึง 49 หลัง และมีช่องทางเข้าถึง 29 ประตู นัยว่าเป็นการสร้างความงุนงงให้กับข้าศึกที่บุกเข้ามา...ถ้าเป็นเราอยู่ นอกจากจะสร้างความงุนงงให้ข้าศึกแล้ว ตัวเองก็อาจจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน..จะกลับเข้าป้อมตัวเองถูกไม๊นั่น ยิ่งความจำสั้นๆอยู่ด้วย ^^”   ปราสาทนี้เคยถูกไฟไหม้ไปตอนช่วงกบฏประมาณปีพ.ศ 2420 แต่ได้รับการบูรณะแล้วในปีพ.ศ 2503…เท่าที่เคยไปปราสาทมารู้สึกว่าแต่ละที่จะต้องโดนไฟไหม้เป็น default ไว้อย่างน้อยหนึ่งครั้งทั้งนั้นเลย  น่าเสียดายมากๆ มนุษย์เรามีความสามารถในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมได้ขนาดนี้ แต่ก็มีความสามารถในการทำลายมันได้ในพริบตาเหมือนกัน...เฮ้ออ..


 
ด้านหน้าปราสาท..เริ่มมืดแล้วนะเนี่ย




ด้านในปราสาท..ปลามังกร..รึป่าว ^^”




อันนี้เค้าลือกันว่าเป็นรายนามผู้บริจาค


วิวจากด้านบนสุดของปราสาท..กล้องแพ้แสง(น้อย) ไม่ชัดเลย




อันนี้เป็นด้านหน้าปราสาทยามค่ำคืน..ที่นี่คล้ายปราสาทฮิเมจิมากๆ


รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ยาวนานมากๆ กว่าจะถึงที่พักก็มื๊ดมืดแล้ว ใครที่อ่านมาถึงตอนนี้ได้ ขอปรบมือให้จริงๆ..แต่ยัง ยังไม่จบ ^^  ดังที่บอกไว้ว่าวันนี้มีออนเซ็นอีกแล้ว ..เป็นวันสุดท้ายด้วย ไกด์อุตส่าห์กดดันไว้ ยังไงก็คงต้องไปแหละ...แล้วก็คิดว่าเพื่อนร่วมทริปก็คงคิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นงานนี้คนไทยเพียบแน่นอน 555

ที่นี่เค้ามีออนเซ็นทั้งกลางแจ้งและในร่ม ไม่รอช้ารีบทดลองกลางแจ้งก่อนเลย (นู้ดกันตามสะดวกอีกแล้ว) น้ำร้อนสะใจดีจริงๆ  อากาศข้างนอกก็เย็นๆกำลังดี เค้าบอกว่าให้แช่ประมาณ 10-15นาที ไม่งั้นจะเป็นลมเป็นแล้งไปได้  หลังจากแช่ไปซักพัก ขึ้นมาหน้ามืดเล็กน้อย (สงสัยจะนานไป) แต่ขอสู้ต่อ ไปแช่อ่างในร่มอีกรอบ...ซักพักเริ่มไม่ไหววุ้ย..คือว่าปกติแพ้อากาศเย็น ผื่นจะขึ้นเต็มเลย..ไม่รู้ว่าดันแพ้อากาศร้อนจัดด้วย คราวนี้ได้ที่เลย ขึ้นไปบนห้องผื่นขึ้นเต็มตัว T_T ไหนว่าแช่ออนเซ็นรักษาโรคไงเนี่ย  แต่ว่ามันก็สบายอย่างที่เค้าบอกจริงๆ (ไม่นับผื่น ^^”)  ว่าแล้วก็ขอลาไปคันก่อน ทิ้งท้ายไว้ด้วยบรรยากาศยามเช้าที่โรงแรมละกันค่ะ ขอบคุณอีกครั้งถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ได้ 5555…ยาวนานจริงๆวันนี้

 

ด้านหน้าโรงแรมยามเช้า..เห็นลางๆน่าจะเป็นที่นั่งดูคอนเสิร์ตประมาณนั้น




ตัวโรงแรมด้านซ้าย เห็นทิวเขาอยู่ลิบๆ

 

ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่   http://www.oknation.net/blog/mothemon/gallery/38765

โปรดติดตามตอนต่อไปค้าบบบ....
 

โดย Mothemon

 

กลับไปที่ www.oknation.net