วันที่ พุธ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยีนมหาภัย "H275Y" ..พบในคนไทยแล้ว 3 ราย


 ยีนมหาภัย "H275Y" ..พบในคนไทยแล้ว 3 ราย

คนทั่วโลกอาจตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวอีกครั้งกับหวัด 2009 เมื่อพบว่าไวรัสต้นเหตุของโรคเริ่มดื้อยา จนอาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ และพบคนไทยอย่างน้อย 3 คน ที่มีอาการดื้อยาจากยีนมหาภัยแล้ว

ในที่สุดวันที่คาดการณ์ก็มาถึง หลังจากเคร่งเครียดมานานหลายสัปดาห์ว่าเจ้าตัว "ไวรัสหวัดใหญ่ 2009" จะระบาดระลอก 2 ในเมืองไทยเมื่อไร...    

        เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกประกาศว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รอบ 2 เริ่มระบาดในไทยแล้ว เริ่มจากกรุงเทพฯ ปริมณฑล เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา โดยโรงเรียนแห่งหนึ่งในโคราชมีเด็กล้มป่วยลงถึง 41 คน นำไปสุ่มตรวจเชื้อหวัด 2009 จำนวน 15 คน พบติดเชื้อถึง 13 คน จนต้องสั่งปิดโรงเรียนทันที ส่วนที่เพชรบูรณ์พบทหารเกณฑ์ติดเชื้อในค่ายเดียวกัน 10 ราย

        หน่วยงานเตือนภัยทั่วโลกประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ไข้หวัดใหญ่ 2009" จะกลับมาอีกครั้งในฤดูหนาวปีนี้ เนื่องจากอากาศหนาวเย็นทำให้ไวรัสรู้สึกแข็งแรง และเจริญเติบโตแพร่พันธุ์ได้ง่าย ส่วนมนุษย์ก็หลบความหนาวเย็นยะเยือกเกาะกลุ่มรวมตัวอยู่ในอาคารบ้านเรือน ดังนั้น หากใครได้รับเชื้อไวรัสหวัดใหญ่ 2009 เข้าไป ก็จะแพร่กระจายไปสู่คนอื่นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

        WHO (ฮู) หรือองค์การอนามัยโลกรายงาน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ได้รับการยืนยันมากกว่า 4.8 แสนราย เสียชีวิตแล้ว 6 พันราย หรือประมาณ 1.2-1.3% ส่วนสำนักระบาดวิทยาของไทย สำรวจข้อมูลเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม พบผู้ป่วยติดเชื้อยืนยัน 2.8 หมื่นราย พร้อมคาดการณ์ว่าน่าจะมีคนไทยติดเชื้อนี้แล้ว 8.4 ล้านคน

        ทุกวันนี้ข้อมูลที่ "ฮู" กำลังจับตาเฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมง คือ จำนวนผู้ป่วยดื้อยาต้านไวรัสหวัดใหญ่ 2009 หรือที่เรียกว่า "เชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์" บางคนก็เรียกว่าผู้ป่วยหวัดใหญ่ 2009 ที่ไม่ตอบสนองต่อยาโอเซลทามิเวียร์ว่า เป็นผู้ติดไวรัสกลายพันธุ์ จากสถิติพบไวรัสดื้อยาตัวนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าภายในเวลาไม่กี่เดือน ย้อนหลังไปวันที่ 30 มิถุนายนมีรายงานพบผู้ป่วยเชื้อดื้อยารายแรกที่อังกฤษ จากนั้นรายงานของวันที่ 25 กันยายน มีผู้ติดเชื้อดื้อยาเพิ่มเป็น 28 ราย ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยอดพุ่งขึ้นสูงถึง 52 ราย

        ปัจจุบันในโลกมียาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 เอช 1 เอ็น 1 เพียง 2 ขนาน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่รักษาไข้หวัดนกเอช 5 เอ็น 1 คือ โอเซลทามิเวียร์ กับ ซานามิเวียร์ ทั้งนี้ "โอเซลทามิเวียร์" เป็นชื่อสามัญ มีบริษัทโรชเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และผลิตยาตัวนี้ขายในชื่อการค้าว่า "ทามิฟลู" โดยองค์การเภสัชไทยผลิตในชื่อ "จีพีโอ-เอ-ฟลู" (GPO-A-Flu) เบื้องต้นแพทย์จะสั่งโอเซลทามิเวียร์ให้ผู้ป่วย หากร่างกายคนไข้ไม่ตอบสนองถึงจะใช้ซานามิเวียร์ และถ้ายังไม่ตอบสนองอีก แพทย์ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้แล้ว...ทั่วโลกจึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้เชื้อดื้อยาตัวนี้แพร่ระบาด

        ข้อมูลเครือข่ายเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ระดับโลก The Global Influenza Surveillance Network (GISN) นำเชื้อของผู้ป่วยดื้อยาทั้ง 52 รายมาถอดรหัสอย่างละเอียดจนพบว่ามี 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เคยรับยาโอเซลทามิเวียร์ป้องกันการติดเชื้อหลังสัมผัสผู้ป่วย 2 กลุ่มที่เคยรับยากดภูมิคุ้มกันอย่างแรง 3.กลุ่มที่ไม่เคยได้รับยาโอเซลทามิเวียร์เลย

 โดยทุกรายมีการกลายพันธุ์ของไวรัสที่ยีน "H275Y" เหมือนกัน แต่ยังโชคดีที่ยาซานามิเวียร์สามารถกำหราบได้ และยังไม่มีรายงานการแพร่เชื้อดื้อยาจากคนสู่คนในลักษณะเป็นวงกว้าง พบการระบาดเฉพาะสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันเท่านั้น

        ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ผู้เฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ป่วยจากเชื้อหวัด 2009 ที่ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่าดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ในประเทศไทยมี 3 ราย และมีลักษณะอาการเหมือนกันคือมีกลายพันธุ์ที่ยีน "H275Y" ทำให้ไม่ตอบสนองต่อยาโอเซลทามิเวียร์ แต่ทั้ง 3 รายก็หายป่วยหลังจากให้ยาขนานที่สองคือซานามิเวียร์ จากการสัมภาษณ์ทั้งหมดน่าจะติดเชื้อมาจากต่างประเทศ

        "ตอนนี้ทั่วโลกยังเรียกแค่เชื้อไวรัสหวัดใหญ่ 2009 ที่ดื้อยา ยังไม่เรียกว่าเชื้อกลายพันธุ์ เพราะความรุนแรงของเชื้อยังเท่าเดิม หากจะเปลี่ยนไปเรียกเชื้อกลายพันธุ์ก็ต่อเมื่อเชื้อตัวนี้ไม่ตอบสนองต่อยารักษา และเมื่อเข้าสู่ร่างกายคนแล้วทำให้มีอาการรุนแรง เจ็บป่วยมากกว่าเดิม หรือทำลายอวัยวะต่างๆ ได้รุนแรงรวดเร็วกว่าเดิม" ศ.นพ.อมร อธิบาย

        ส่วนความกังวลเรื่องการระบาดระลอก 2 นั้น ศ.นพ.อมร ยืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากแพทย์ทุกโรงพยาบาลรู้แล้วว่าจะรับมืออย่างไร โดยมีหลักเกณฑ์เหมือนกันคือ หากคนไข้เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เมื่อมีไข้สูง 38 องศาเซลเซียสแล้วปวดเมื่อยตามร่างกาย จะให้ยาโอเซลทามิเวียร์ทันที แต่ถ้าเป็นคนปกติร่างกายแข็งแรงจะรอดูอาการอีก 2 วัน แต่ถ้ายังหนาวสั่นก็สั่งยาให้เช่นกัน หรือบางคนอาจกลัวดื้อยา คิดว่าร่างกายตัวเองสามารถสร้างภูมิต้านทางเองได้ จะรอให้หายเองตามธรรมชาติ โดยไม่กินยาโอเซลทามิเวียร์ก็ได้

        อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขคาดว่า คนไทยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 สายพันธุ์ใหม่ประมาณ 8 ล้านราย ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แล้ว แต่ประชากรที่เหลืออีก 50 กว่าล้านคนยังเสี่ยงติดเชื้อ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน สำหรับฤดูหนาวปีนี้ต้องเฝ้าระวัง 35 จังหวัดภาคเหนือและอีสาน เพราะไวรัสร้ายตัวนี้โปรดปรานอากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ

 

///////////

รายงานตอนที่ 20 คม ชัด ลึก

2/11/2009

 

 

 

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net