วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สืบปฐมเหตุ..บทความท่านเสธ.แดง ขอย้ำ! เราคนไทย เรียก เสียมราฐ แปลว่า รัฐสยาม แต่ไฉนไปอยู่ในเขมร


ปฐมเหตุ จากบทความของ เสธ.แดง ในบล้อกโอเคเนชั่น

http://www.oknation.net/blog/saedang/2009/12/02/entry-1

       

       ใคร่ขอนำเรื่องราวอันเกี่ยวข้อง ที่มาที่ไปแต่โบราณกาล  อันยังเป็นข้อโต้แย้ง  มาจนถึง ณ ปัจจุบัน

        การนำกล่าวควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เป็นไปตามจริง มีการค้นคว้าวิเคราะห์ศึกษาความเป็นไปได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล  รวมทั้งสติปัญญา  ความสามารถ เฉพาะตัวตนแต่ละคน  ที่จะสรุปเรื่องราวนั้น ๆ อย่างไร 

         เรื่องของแผ่นดินเขมรนั้น  มีความเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไทยอย่างไร  และชนชาติไทยนั้น  มีความยิ่งใหญ่  และปกครองบ้านเมืองกันมาอย่างไร  หากท่านต้องการจะวิพากย์  แสดงความคิดเห็น  ความรู้สึก  ไม่ว่าจะด้านใด  ก็ควรได้รู้ข้อมูลเรื่องราวของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  และสำคัญยิ่งที่ต้องยืนอยู่บนความมีเหตุมีผล  มีสติ  โดยตั้งบนฐานของความรักชาติไทย  เพราะเราคือ คนไทย

แผ่นดินเขมร  4  ภาค

คัดลอกจากหนังสือ "สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม" เล่ม 2 (เล่มปลาย) ของประยุทธ สิทธิพันธ์  สำนักพิมพ์สยาม  2516 หน้า 37-42

แผ่นดินเขมรเป็น 4 ภาค คือ

1. เขมรไทย หรือขอมแปรพักตร์

2. เขมรป่าดง หรือเขมรลาว

3. เขมรใหญ่ หรือเขมรละแวก

4. เขมรญวน หรือเขมรใต้ หรือเขมรจาม

ตามเนื้อความเดิม กล่าวว่า...

         เพื่อผสมผสานให้เรื่องราวเกี่ยวกับเขมรสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เรื่อง  "แผ่นดินเขมรเป็น 4 ภาค"  ซึ่งต้นฉบับเดิมเป็นสมุดไทยดำ  เส้นรงค์  ได้จากกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  (พ.ศ. 2493)  ดังต่อไปนี้

1. เขมรไทย หรือขอมแปรพักตร์

         แผ่นดินเขมรเป็น 4 ภาค  คือส่วนที่โบราณเรียกว่า  ขอมแปรพักตร์  และจะให้รู้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง  เขมรไทย  คือเขตแขวงตั้งแต่ฝั่งน้ำปะดงข้างตะวันออกไปจนฝั่งข้างตะวันตกของทะเลสาบ  ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้างชื่อเขมรบ้าง  

            ทั้งสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้าง  อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร  เมืองแปดริ้วเป็นชื่อไทย  เมืองประจิมเป็นชื่อเขมร  เพราะอยู่ทิศตะวันตกของพระนครหลวง  เมืองบางคางเป็นชื่อไทย  เมืองนครนายกเป็นชื่อสันสกฤตเขมรตั้ง  บ้านนาเป็นชื่อไทย

            ด้วยนัยนี้ที่ต่างๆ เป็นตลอดไป  เป็นชื่อไทยบ้างชื่อเขมรบ้าง  คนที่อยู่ในเมืองเหล่านั้นก็เป็นไทยบ้างเขมรบ้างปนกันมาแต่โบราณจนทุกวันนี้  

            เหมือนอย่าง เมืองนครเสียมราฐ ทุกวันเขมรเรียกว่านักกร  แต่คำโบราณเขมรเรียกว่าเสียมเงียบบ้าง  เสียมเรียบบ้าง ไทยเรียกว่าเสียมราฐ ตามคำเขมรโบราณ  ก็คำนั้นแปลว่าเมืองไทยทำปลาแห้ง  คือแต่ก่อนเป็นเมืองไทยทำปลาแห้งขาย  อย่างเมืองฉะเชิงเทราที่ไทยเรียกว่าเมืองแปดริ้วนั้น เขมรก็มีมาอยู่มากจนทุกวันนี้  ก็เมืองส่วนนี้แต่ก่อนพงศาวดารลึกขึ้นไป  กรุงมหานครของเขมรอยู่ที่นครหลวงใกล้กับเมืองเสียมราฐ  ซากเศษเมืองเก่าประสาทราชฐานเหลืออยู่มากจนทุกวันนี้  ก็เมื่อพวกไทยมีกำลังเจริญขึ้น  ยกทัพไปรบกวนเนืองๆ  ทำให้บ้านแตกเมืองเสียเป็นหลายครั้ง  จนเจ้านายฝ่ายเขมรเห็น  เมืองนั้นอยู่ใกล้ไทยนัก  อีกอย่างหนึ่งรังเกียจว่า  เป็นเมืองเก่า  อาลัยของเจ้านายฝ่ายเขมรที่ตายแล้วซ้ำซากมา  เป็นผีสิงอิจฉาหึงหวงเจ้านายที่เป็นขึ้นใหม่ๆ  ให้ตายเร็วๆ ง่ายๆ บ่อยๆ นัก  จึงล่าเลิกถอยไปเสียข้างใต้  ก็ในจังหวัดวงเขมรเจือไทยนี้  เมื่อไทยมีกำลังมาก  ก็ครอบงำออกไปจนหมดบ้างไม่หมดบ้าง  เมื่อไรเขมรมีอำนาจขึ้นก็ครอบงำเข้ามาจนถึงเมืองนครนายก  เมืองประจิม  เมืองฉะเชิงเทราที่ไทยเรียกว่าบ้านนาบางคาง และแปดริ้วนั้นบ้างไพร่บ้านพลเมืองสองอย่างปะปนกันอยู่ดังนี้มานาน  

        แต่จังหวัดขอมแปรพักตร์นี้ ได้ตกเป็นของไทยทั้งสิ้นขาดทีเดียว จนเจ้านายฝ่ายเขมรหรือญวนก้ำเกินเข้ามาไม่ได้เลยทั้งสิ้น  ตั้งแต่เมืองปัตบอง  เมืองนครเสียมราฐ เข้ามาดังนี้นั้น  ตั้งแต่ต้นพระบรมราชวงศ์นี้  เมื่อปีขาล จัตวาศก  จุลศักราช 1144  ตรงกับคริสตศักราช 1782 นั้น  มาจนบัดนี้  ในเขตแขวงแผ่นดินขอมแปรพักตร์ที่ว่ามานี้  ไทยได้ไปตั้งบ้านตั้งเมืองลงใหม่หลายเมือง  คือ มงคลบุรี  ศรีโสภณ  วัฒนานคร  อรัญประเทศ  ถึงเมืองปัตบอง  เมืองเสียมราฐ  แต่ก่อนก็ไม่มีป้อมและกำแพง  ฝ่ายไทยได้ไปสร้างขึ้นเกือบสามสิบปีมาแล้ว  ส่วนนี้เป็นส่วนที่ 1

 

2. เขมรป่าดง หรือเขมรลาว

         ส่วนที่ 2 เรียกว่าเขมรป่าดง  แผ่นดินแดนต่อนครหลวงธม ขึ้นไปข้างเหนือ  และเป็นเมืองอยู่บัดนี้  มีชื่อ 3 คือ  พุไทยสง 1  สุรินทร์ 1  สังข์ 1 พุไทยสมันอีกเมือง 1  แต่เป็นเมืองไม่มีคน  ในเมืองเหล่านี้  เขมรกับลาวปนกัน  ยังเมืองพิมายอีกเมืองหนึ่งชื่อเป็นเขมร  ปราสาทร้างของเขมรก็ยังมี  แต่บัดนี้เป็นแต่เมืองลาวกับไทยอยู่ไม่มีเขมรเลย  ก็เมืองเขมรป่าดง  หรือเขมรลาวนี้เป็นของไทยขาดทีเดียวมานานแล้ว  ไม่รู้ต้น  ส่วนนี้เป็นส่วนที่ 2

3. เขมรใหญ่ หรือเขมรละแวก

         ส่วนตั้งแต่ฝั่งตะวันออกทะเลสาบไป  และฝั่งเหนือฝั่งใต้ของทะเลสาบเล็กน้อยจนสิ้นแขวงเมืองปัตบอง เมืองนครเสียมราฐนั้นด้วย ติดตั้งแต่แขวงเมืองโบสัด (โพธิสัตว์)  และเมืองกมปงสวายลงไป  จนกระทั่งแยกทะเลข้ามที่พนมเปญ  และขึ้นไปตามลำน้ำจาม  จนสิ้นแขวงเมืองสมบุกสมบูรณ์  ซึ่งต่อกับเมืองเชียงแตง  เป็นเมืองลาว  

            และฝั่งทะเลใหญ่ตั้งแต่เมืองกะพงโสมลงไป  จนกระทั่งเมืองพุไทยมาศ  ส่วนเท่านี้เรียกว่าเขมรใหญ่บ้าง  เรียกว่าเขมรละแวกบ้าง  

            เจ้านายฝ่ายเขมรที่ทั้งนครหลวงลงไปได้อยู่มา  และตั้งเมืองในที่ต่างๆ หลายแห่งหลายตำบล  เมืองเหล่านี้มีชื่อเป็นเขมรล้วน  ไม่มีชื่อไทยสืบมาแต่ก่อน  

            เจ้านายฝ่ายเขมรบางทีก็ตั้งตัวเป็นใหญ่  ไม่ได้ขึ้นไทยขึ้นญวน  บางทีก็อ่อนน้อมข้างไทย  ปฏิญญาว่าขึ้นแก่ไทยบ้าง  บางทีก็อ่อนน้อมแก่ญวนปฏิญญาว่าขึ้นแก่ญวนบ้าง  บางทีก็อ่อนน้อมอยู่ทั้งสองข้างบ้าง  ไทยก็ดีญวนก็ดี  เมื่อเวลาไรเจ้านายฝ่ายเขมรมาปฏิญญาว่าขึ้นก็รับ  ว่าเป็นเมืองขึ้นของตัว  แต่ที่แท้ก็จับเข้าไปไม่ถนัดทั้งสองข้าง  ถ้าข้างไหนจับหนักเข้า  คือจะเอาให้ได้ดังใจ  ก็คงจะเกิดวุ่นวายไปต่างๆ  เป็นแต่ประคับประคองกล้อมๆ แกล้มๆ อยู่  จะกดเอาเป็นของตัวจริงอย่างส่วนที่ 1 ที่ 2 เป็นของไทยแท้ทีเดียวนั้นไม่ได้  ในส่วนนี้คนเป็นเขมรเป็นพื้นไปทั้งนั้น  ชาติอื่นภาษาอื่นเข้าไปปะปนบ้างเล็กน้อย  ส่วนนี้เป็นส่วนที่ 3

4. เขมรญวน หรือเขมรใต้ หรือเขมรจาม

         ก็ยังอีกส่วนหนึ่งนั้น  เรียกว่าเขมรญวนบ้าง  เขมรใต้บ้าง  เขมรจามบ้าง  คือแผ่นดินเขมรตั้งแต่เมืองพนมเปญลงไป  หรือข้างฝั่งทะเลตั้งแต่พุไทยมาศลงไปจนสุดแหลม  

            บ้านเมืองเหล่านี้  คนเป็นเขมรบ้าง  ญวนบ้าง  แขกจามบ้าง  ชื่อเมืองทั้งปวงก็มักเป็นสองชื่อ  ชื่อเขมรชื่อ 1  ชื่อญวนชื่อ 1  เหมือนอย่างพนมเปญเป็นชื่อเขมร  นามวันเป็นชื่อญวน  โรงตำรีเป็นชื่อเขมร  ไต้หงินเป็นชื่อญวน  มัจรุกเป็นชื่อเขมร  โจดกเป็นชื่อญวน  บรรทายมาศเป็นชื่อเขมร  ฮ่าตินเป็นชื่อญวน  

            ในเมืองเหล่านั้น  ครั้นเจ้าองจันไปพึ่งญวนขึ้นแก่ญวน ตั้งเมืองพนมเปญ ที่ญวนเรียกว่า นามวาน เป็นเมืองหลวง ในส่วนนั้นทัพญวนตีเข้าเอามาเป็นของญวนโดยมาก  

            ถึงยามเมื่อเจ้านายฝ่ายเขมรเข้าข้างไทย  ไทยได้ช่วยไปรบกับญวน ก็ได้ไปเพียงพนมเปญ ไม่ได้ไปต่อลงไปอีก ทางทะเลเมื่อไทยได้ไปรบ ก็ได้ไปเพียงบรรทายมาศแลโจดก ไม่ได้ไปต่อไปอีก  เมืองบรรทายมาศที่เรียกว่า ฮ่าติน นั้น  แผ่นดินเจ้าตากสิน ก่อนพระบรมราชวงศ์นี้ ยกทัพเรือไปตีมาเป็นของไทยได้  แล้วตั้งเจ้าเมืองไว้ เอาเป็นเมืองขึ้นของไทยสืบมา จนพระบรมราชวงศ์นี้เกือบ 30 ปีมาแล้ว  

            ครั้นภายหลังเจ้าเมืองที่ไทยตั้งไว้ตายลง  เจ้าเวียตนามญ่าล่วง  ครั้งนั้นยังเป็นเจ้าอานัมก๊กอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน  เอาญวนมาตั้งเป็นเจ้าเมืองเสีย  แล้วมีหนังสือทูลขอเข้ามาว่า  เมืองนั้นอยู่ไกลกรุงเทพฯ  ถ้าเจ้าเมืองล้มตายลง  ไม่มีใครว่ากล่าว  ราษฎรก็เป็นโจรผู้ร้ายรบกวนกันวุ่นวาย  จะขอพระราชทานไปขึ้นแก่เมืองไซ่ง่อน  ก็ครั้งนั้นเจ้าอานัมก๊ก  เพราะเป็นผู้ได้มาพึ่งพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นี้หลายปี  เมื่อกลับออกไปอยู่เมืองไซ่ง่อน  รบกับญวนฝ่ายเหนืออยู่นั้น  ก็ปฏิญญาว่าเป็นเมืองขึ้นกรุงเทพฯ  จัดดอกไม้ทองเงินถวายอยู่  เพราะดังนั้นจึงโปรดพระราชทานยกให้  การบ้านเมืองในส่วนนั้น  เป็นของเขมรเท่าใด  เป็นของญวนเท่าใด  ข้างไทยก็ไม่ได้ความนัดเลย  ส่วนนี้เป็นส่วนที่ 4

บทส่งท้าย 1
           
ก็บัดนี้ฝรั่งเศสมาได้เมืองไซ่ง่อนแล้ว  ก็ที่ในส่วนนั้นเท่าไรจะเป็นของฝรั่งเศส  เท่าไรจะเป็นของญวน  ข้างฝ่ายไทยก็ยังไม่ทราบถนัดเลย ฝรั่งเศสเข้ามาทำสัญญากับเจ้าฝ่ายเขมร ๆ  ยอมจะอยู่ในบำรุงฝรั่งเศส  ฝ่ายไทยแต่แรกยังไม่สู้เข้าใจ  ฝ่ายเขมรก็มาปฏิญญาว่าเป็นเมืองขึ้นไทยอยู่  เพราะไทยได้ทำนุบำรุงมานาน  เจ้าแผ่นดินเขมรองค์ก่อนก็ดีองค์นี้ก็ดีได้อยู่ในเมืองไทยมาแต่ก่อนนาน  ไทยได้อุปถัมภ์ค้ำชูไปให้ได้เป็นเจ้า  และบ้านเมืองเกิดวุ่นวาย  ไทยได้ช่วยระงับในเร็วๆ  เพราะการยังไม่สู้เข้าใจถนัด  จึงคิดผิดๆ ไปบ้าง  พูดผิดๆ ไปบ้าง  บัดนี้ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทย  ปรึกษาเห็นพร้องกันกับกงสุลฝรั่งเศส  ว่าเมืองเขมรที่เป็นส่วนที่สาม  เรียกว่าเขมรใหญ่  เป็นที่ครอบครองของเจ้านายฝ่ายเขมรอยู่นั้น  ถึงเจ้านายฝ่ายเขมรปฏิญญาว่าขึ้นไทย  ไทยก็จับไม่ถนัดเหมือนอย่างส่วนที่ 1 ที่ 2  ที่ชนชิดเมืองไทยจนตกเป็นของไทยแท้ขาดมานานแล้วได้  ถ้าแม้นจะว่าเขตแดนที่เจ้านายฝ่ายเขมรครองอยู่นั้นเป็นเมืองขึ้นของไทยเมื่อต่อเขตแดนกับฝรั่งเศสที่มีเหตุเกี่ยวข้อง  จะต้องมาต่อว่าแก่ไทย  ไทยอยู่ไกลจะไปบังคับบัญชาว่ากล่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับฝรั่งเศส  เขมรก็จะทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง  ก็จะเป็นความยากลำบากแก่ไทยและฝรั่งเศสทั้งสองข้างเนือง ๆ ไปไม่รู้วาย  อนึ่งข้างญวนเขาก็เถียงว่า  เขมรส่วนที่ 3 มีเจ้านายฝ่ายเขมรครองอยู่นั้นเป็นเมืองขึ้นของเขา  เพราะเจ้านายฝ่ายเขมรเคยไปพึ่งเขาอยู่หลายครั้งมาแต่ก่อน  ถึงเมื่อมาพึ่งไทยก็ยังไปถวายบรรณาการอ่อนน้อมแก่เขาอยู่  ก็บัดนี้ญวนยอมยกเมืองฝ่ายใต้ให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว  ก็ยอมอำนาจในเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศสด้วย  เมื่อแต่ก่อนฝรั่งเศสยังไม่มาได้เมืองไซ่ง่อนนั้น  เจ้านายฝ่ายเขมรถึงปฏิญญาว่าขึ้นแก่ไทยแล้ว  ก็ยังมาปรับทุกข์กับไทย  ว่า......

            เมืองเขมรอยู่ใกล้ญวนนัก  อยู่ไกลไปแต่เมืองไทย  ต้องอาศัยค้าขายกับเมืองญวน  ถ้าไม่ไปอ่อนน้อมต่อเมืองญวนจะไปค้าขายในแผ่นดินญวนที่อยู่ใกล้ก็ยาก  ก็จะต้องรบกวนกันไปไม่รู้วาย  จะขอให้ไทยยอมให้เขมรแต่งบรรณาการไปถวายอ่อนน้อมต่อเมืองญวนเสีย  เพื่อจะได้ค้าขายกับเมืองญวนสะดวก  

            ฝ่ายไทยก็เห็นจริงด้วยเขมร  จึงยอมให้เขมรไปบรรณาการเมืองญวนสามปีครั้งหนึ่ง  เขมรก็ได้รับชื่อตั้ง  และดวงตราสำหรับตำแหน่งมาแต่เมืองญวนด้วยการเรื่องนี้เป็นจริง  การนั้นฉันใด  ถึงครั้งนี้เมืองเขมรส่วนใหญ่ที่เจ้านายฝ่ายเขมรครอบครองอยู่นั้น  ก็มีเขตแดนต่อติดตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเป็นของฝรั่งเศสมากกว่าใกล้ข้างไทย  

            โดยถ้าฝรั่งเศสจะยอมให้เป็นเมืองขึ้นข้างไทย ๆ  ก็ต้องเป็นเหมือนนายประกันเจ้านายฝ่ายเขมรนั้นอยู่  ถ้าไปผิดอะไรกับฝรั่งเศส  ไทยก็จะพลอยผิดด้วย  จะช่วยเถียงแทนก็ยาก  เพราะเป็นการไกลตา  จะบังคับบัญชาก็ไม่สู้ถนัดนัก  เหมือนเมืองขึ้นชั้นในที่ใกล้ชิด  

เพราะฉะนั้น  เมื่อฝรั่งเศสจะรับทำนุบำรุงเจ้านายฝ่ายเขมรไทยก็ยอม  ด้วยคิดเห็นตามเหตุผลที่ควรจริงๆ  เพราะฝรั่งเศสมีอำนาจมาก  จะบังคับบัญชาเมืองเขมรที่อยู่ใกล้ได้มากกว่าไทยที่อยู่ไกล  และมีอำนาจน้อย  เมืองฝรั่งเศสกับไทยก็เป็นไมตรีอันสนิทไม่มีความผิดต่อกันเหมือนอย่างเมืองญวน  

            บัดนี้ ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทย กับกงสุลฝรั่งเศส  ปรึกษากันตกลงทำใบยอมกันแล้วว่า ให้เมืองเขมรซึ่งเป็นส่วนที่ 3 ที่ 4  ออกชื่อมานั้นอยู่ในทำนุบำรุงฝรั่งเศส ไทยจะไม่ล่วงว่าล่วงกล่าวอะไรแก่เจ้านายและผู้ครองเมืองเขมรเลย จะคงรักษาแต่ส่วนที่ 1 ที่ 2  ซึ่งชิดและเป็นของไทยมานานแล้ว  และได้ไปสร้างบ้านสร้างเมืองลงไว้ เป็นแต่ให้เจ้านายฝ่ายเขมรมาคำนับแก่ไทยฝ่ายหนึ่ง  ฝรั่งเศสฝ่ายหนึ่ง  ให้สมควรแก่เกียรติยศเมืองใหญ่  การทำนุบำรุงเจ้านายฝ่ายเขมรนั้น  เป็นธุระของฝรั่งเศส  การปรึกษาตกลงกันด้วยเหตุผลดังนี้


บทเสริม

จังหวัดฉะเชิงเทราที่เรียกกันว่า ‘แปดริ้ว’ ว่า มาจากชาวบ้านสมัยก่อน เมื่อจับปลาได้ ทำปลาตากโดยริ้วปลาเป็นแปดริ้ว จึงเรียกกันว่าบ้านแปดริ้วและเมืองแปดริ้ว

ชื่อบ้านชื่อเมืองมักมีตำนาน คือมีเรื่องราวอันเป็นเหตุให้เรียกกันว่าบ้านนั้นเมืองนี้ อาจเป็นเรื่องจริงบ้าง เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาทำนองนิทานบ้าง

ดินแดนส่วนนี้เมื่อเขมรยังครอบครองอยู่นั้น รบพุ่งกับไทยอยู่เสมอ เมื่อใดไทยมีอำนาจก็ครอบงำเข้าไว้ เมื่อใดเขมรมีอำนาจก็ครอบงำ ส่วนนี้จึงมีราษฎรทั้งเขมรไทยปะปนกันอยู่ บางทีจึงเรียกกันว่า ‘เขมรไทย’ และจึงมีชื่อทั้งที่เขมรตั้งและไทยตั้ง ดังเช่น

เมืองฉะเชิงเทรา - เขมรตั้ง   แปดริ้ว - ไทยตั้ง
เมืองนครนายก - เขมรตั้ง   บ้านนา - ไทยตั้ง
เมืองปราจีนบุรี (ประจิม)   เขมรตั้ง                บางคาง        –         ไทยตั้ง

ความหมายของคำว่า  ฉะเชิงเทรา   

ฉะเชิง เป็นคำเดียวกับ สะทิง หรือสะทิ้ง  ที่ประกอบในคำ สะทิงพระ ของคนปักษ์ใต้  แปลว่า ท่าน้ำ    เทรา  แปลว่า ลึก

            รวมกันแล้วแปลว่า  ท่าน้ำลึก  หรือท่าเรือที่น้ำลึก

            ส่วนคำว่านครนายก  ที่รัชกาลที่ 4 บอกว่าเป็นภาษาสันสกฤต  แต่เขมรตั้ง

            คงจะแปลง่ายๆ ว่า  เมืองของผู้เป็นใหญ่

            เมืองในแผ่นดินเขมรไทย หรือขอมแปรพักตร์เหล่านี้ ได้ตกเป็นของไทยโดยสิทธิขาด ตั้งแต่ พ.ศ. 2325 (ค.ศ. 1782) 

            ในรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งไทยได้ไปตั้งบ้านเมืองลงใหม่หลายเมือง  คือ เมืองมงคลบุรี เมืองศรีโสภณเมืองวัฒนานคร เมืองอรัญประเทศ ถึงเมืองปัตบอง (หรือพระตะบอง) เมือง เสียมราฐ

        ทีนี้ เขมรส่วนที่ 4 หรือ เขมรใหญ่ หรือ เขมรกลาง เป็นที่ที่เจ้านายฝ่ายเขมรทิ้งนครหลวงในแดนเขมรไทย (ส่วนที่ 1) ดังกล่าว  มาสร้างนครหลวงขึ้นใหม่เป็นประเทศเขมรจนมาถึงปัจจุบันนี้

            เขมรใหญ่ เขมรญวนนี้ แต่เดิมมาก็ขึ้นกับญวนบ้างไทยบ้าง  แล้วแต่ความจำเป็น หรือ ‘นโยบาย’ ของกษัตริย์ และแล้วแต่ความเข้มแข็งของไทยหรือญวน

            จนกระทั่งถึงสมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ทั้งญวนทั้งเขมร เกิดจลาจลแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์กันขึ้น  บุตรชายเจ้าเมืองญวนที่เกิดกบฏ ชื่อ องเชียงสือ หนีมาพึ่งไทย (ปรากฏในเรื่อง ‘บุญบรรพ์’ บรรพ ๑)

            ขณะเดียวกันทางเมืองเขมร ก็เกิดเรื่องวุ่นวายจนขุนนางเขมร ต้องพาพระเจ้าแผ่นดินอายุเพียง 11 ขวบ หนีเข้ามาพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ คือนักองเอง หรือ นักพระองค์เอง (ปรากฏในเรื่อง ‘บุญบรรพ์’ บรรพ ๑ )

            โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ซึ่งประเทศราชต่าง ๆ  ส่วนมากเข้าใจว่าไทยอ่อนกำลังลง เพราะนักรบเก่ง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 1  ต่างสิ้นชีวิตไปแล้วบ้าง ชราภาพบ้าง เมื่อญวนกำเริบจะยึดเอาเขมรซึ่งกำลังวุ่นวาย

            พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ   จึงโปรดฯ  ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกออกไปทำศึกกับญวน ปราบปรามการจลาจลในเขมรอยู่นานถึง 15 ปี มิให้เขมรถูกญวนกลืนเสีย จนกระทั่งตั้งเมืองหลวง และพระราชวังใหม่ขึ้นที่เมืองอุดงฦาชัยเมืองหลวงเก่า ให้ราชวงศ์ของนักองเองครอบครองเป็นพระเจ้าแผ่นดินเขมรสืบกันต่อมา

            เหตุการณ์สมัยรัชกาลที่ 3 มีกล่าวเกี่ยวกับอาณาบริเวณของเขมรบางส่วน แต่ไม่ได้บอกขอบเขตให้ชัดเจนระหว่าง เขมร กับ ลาว  ดังนี้

            จาก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี กรมศิลปากร 2547

            พ.ศ. 2379 (ค.ศ.1836) ... แล้วทรงพระราชดำริถึงลาวฝ่ายตะวันออกเขมรป่าดง ยังไม่ได้จำนวนบัญชีชายฉกรรจ์เป็นแน่ว่ามากน้อยเท่าใด จึ่งโปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาออกไปทำบัญชีเขมรป่าดง เมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองศีรษะเกษ เมืองเดชอุดม เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองอุบล เมืองสุวรรณภูมิ เมืองยโสธร เมืองศรีทันดร เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองอัตปือ รวม 13 เมือง  ให้พระมหาเทพ (ป้อม) ซึ่งเป็นพระยามหาอำมาตย์ พระพิเรนทรเทพ (ขำ) ขึ้นไปชำระบัญชีคนเก่าและคนที่ข้ามมาใหม่...

            ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงอภิเษกให้ นักองเอง เป็นพระเจ้าแผ่นดินเขมรใหญ่ มีพระเจ้าแผ่นดินสืบราชสมบัติกันต่อๆมา ๘ รัชกาล เป็นสาขาดังนี้

รัชกาลที่ 1   นักองเอง (สมเด็จพระนารายณ์ราชาธิราช)

รัชกาลที่ 2   นักองจันทร์ (สมเด็จพระอุไทยราชาธิราช)

รัชกาลที่ 3   นักองด้วง (สมเด็จพระหริรักษ์ราชาธิบดี)

รัชกาลที่ 4   นักองราชาวดี (สมเด็จพระนโรดม  โอรสใหญ่ รัชกาลที่ 3)

รัชกาลที่ 5   นักองศรีสุวัตถ (สมเด็จพระศรีสวัสดิ์)

รัชกาลที่ 6   สมเด็จพระมณีวงศ์ (ถึงรัชกาลที่ 6 นี้   เขมรเป็นของฝรั่งเศส  แล้วการสืบราชสันตติวงศ์หันกลับไปทางสายเหลนของนักองราชาวดี  คือเจ้าชายสีหนุ อายุ 18 ปี)

รัชกาลที่ 7    พระเจ้านโรดมสีหนุ   (ถึง รัชกาลที่ 7  ต่อมาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เจ้าชายสีหนุสละราชบัลลังก์ถวายพระราชบิดา การสืบราชสันตติวงศ์จึงย้อนขึ้นจากลูกขึ้นไปหาพ่อ (พระองค์สุรามฤต)  ซึ่งดูเหมือนจะไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การสืบราชสมบัติ)

รัชกาลที่ 8    พระองค์สุรามฤต  (โอรสของพระองค์สุธารส  ซึ่งเป็นโอรสของ รัชกาลที่ 4 อีกที)

            พระเจ้าแผ่นดินเขมรนั้นตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5  ล้วนอยู่วังในกรุงเทพฯ

            และตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4  ได้รับอภิเษกจากพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ให้ขึ้นครองราชย์ทุกพระองค์จนกระทั่งตกอยู่ในอำนาจของฝรั่งเศส

 

โปรดอ่านเรื่องต่อเนื่องเชื่อมโยง...ความสัมพันธ์ไทยกับเขมร สายเลือดแห่งพงศ์เผ่า

http://www.oknation.net/blog/newslife/2009/12/03/entry-2

เพื่อความรู้ความเข้าใจ...รู้เขา  รู้เรา  รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

 

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล :

http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=7521&username=phavihan

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/03/K4174352/K4174352.html

 

โดย อมต

 

กลับไปที่ www.oknation.net