วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมะจะยาตรา ! ทว่าศาสนา กำลัง 0


ถ้าหาก “ธรรมะ” เป็นสิ่งหนึ่งและสิ่งเดียวที่ถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล การกล่าวว่า เวลาไม่อาจพรากการตั้งอยู่ของธรรมะได้ จึงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงข้างต้น

แม้กระทั่ง ปัจจุบัน พ.ศ.2552 “ธรรมะ” ทั้งหลายก็ยังคงตั้งตระหง่าน ทนต่อการเพ่งพิสูจน์
พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
ให้ผลไม่จำกัดกาล
ควรเรียกกันมาดู
ควรน้อมเข้ามาใส่ตน และ
พึงรู้ได้เฉพาะตน
 /1 

ทว่า “ธรรมะ” ในที่นี้ มิใช่ เนื้อความที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งหมด !

แต่หมายเอาเฉพาะ ธรรมะที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง นั่นคือ “พุทธวจนะ” และไม่หมายรวมถึง ถ้อยคำของสาวกรูปใด ๆ ที่มิได้ถูกรับรองโดยพระองค์เช่นกัน

เหตุที่กล่าวเช่นนี้ เพราะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง
สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ
ดำเนินไปดี
รู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ และ
เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสอนสัตว์
 /2

ดังที่พระองค์ตรัสถึงความสามารถในการจัดระเบียบถ้อยคำของพระองค์ไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” 
จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” 

ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้
กล่าวสอน
พร่ำสอน
แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด

ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย

ภิกษุทั้งหลาย ! (อนึ่ง)
ตถาคตกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น

ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น

อีกพุทธวจนะหนึ่ง นอกจากจะบ่งชี้เหตุผลที่พระองค์ไม่เคยกล่าววาจาขัดกันเองแล้ว ยังบ่งชี้อีกว่า ความสามารถในการจัดระเบียบถ้อยคำของพระองค์เหนือสาวกรูปใด ๆ

อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ

จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้น ๆ ย่อม ตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่
ให้จิตตั้งมั่นอยู่

กระทำให้มีความเป็น จิตเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลาย เคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้

ที่กล่าวว่า เวลาไม่อาจพรากการตั้งอยู่ของธรรมะ (พุทธวจนะ) ได้นั้น หมายถึง เวลาจะผ่านไปนานกี่ร้อย พัน หมื่น แสน ล้านปี ก็ตาม หรือ แม้กระทั่ง “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” พระองค์นี้จะไม่บังเกิดขึ้นในโลก

“ธรรมะ” อันเป็น “ความจริง” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงผ่าน “พุทธวจนะ” ก็ยังคงตั้งอยู่ คงที่ อย่างเดิม ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง !

แต่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ศาสนา” กลับมีการเปลี่ยนแปลง อย่างที่หลายคนเคยสงสัยว่า

ธรรมเสื่อม หรือ ศาสนาเสื่อม กันแน่ !

ก่อนที่จะคลายความสงสัย ลองพิจารณา พุทธวจนะข้างล่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! สังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่

สามอย่างอย่างไรเล่า?

สามอย่างคือ
มีการเกิดปรากฏ (อุปฺปาโท ปญฺญายติ)
มีการเสื่อมปรากฏ (วโย ปญฺญายติ)
เมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ) 

ภิกษุทั้งหลาย ! สามอย่างเหล่านี้แล คือ สังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม

นั่นคือ สิ่งใดก็ตามที่มีปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตธรรม) คือ มีการเกิดปรากฏ สิ่งนั้นย่อมมีความเสื่อมปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏเสมอ !

เพราะฉะนั้น ถ้า ศาสนา มีการเกิดขึ้น ก็ย่อมมีการเสื่อมและเมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏเป็นธรรมดา 

แล้วเคยคิดไหมละครับว่า ศาสนาเสื่อม เพราะเหตุใด ?

หลายคนพยายามตั้งกระทู้เพื่อหา “คำตอบ” นี้ และ
หลายคนเช่นเดียวกันที่พยายามตอบ
“คำถาม” นี้ด้วยตนเอง

ทั้ง ๆ ที่ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ตรัสไว้กว่า 2552 ปีแล้ว ถึงมูลเหตุสี่ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป สี่ประการนั้น คือ

พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด
เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

นี่ มูลกรณีที่หนึ่ง

พวกภิกษุ
เป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่ายาก
ไม่อดทน
ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยความเคารพหนักแน่น

นี่ มูลกรณีที่สอง

พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)
ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ
เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป

นี่ มูลกรณีที่สาม

พวกภิกษุชั้นเถระ
ทำการสะสมบริกขาร
ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
มีจิตต่ำด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

ผู้บวชในภายหลังได้เห็นพวกเถระเหล่านั้นทำแบบแผนเช่นนั้นไว้ ก็ถือเอาไปเป็นแบบอย่าง จึงทำให้
เป็นผู้ทำการสะสมบริกขารบ้าง
ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
มีจิตต่ำด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ตามกันสืบไป

และ นี่ มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป /3

ถ้าพิเคราะห์จากคำพูดของพระองค์ ผู้ซึ่งทำศาสนาเสื่อม ก็คือ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา นั่นแหละ !
โดยที่ ภิกษุและภิกษุณี มีส่วนทำให้ศาสนาเสื่อมใน ทุกกรณี
ขณะที่ อุบาสกและอุบาสิกา มีส่วนทำให้ศาสนาเสื่อม ได้เฉพาะในกรณีที่หนึ่งและกรณีที่สาม เท่านั้น

ในทางกลับกัน พระองค์ก็ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงมูลเหตุสี่ประการที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป สี่ประการนั้น คือ

พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาถูก ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก ความหมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นนั้น

นี่ มูลกรณีที่หนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง พวกภิกษุ
เป็นคนว่าง่าย ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย
อดทน
ยอมรับคำสั่งสอนโดยความเคารพหนักแน่น

นี่ มูลกรณีที่สอง

อีกอย่างหนึ่ง พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)
พวกภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่ บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ

เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดเป็นมูลราก (อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป

นี่ มูลกรณีที่สาม

อีกอย่างหนึ่ง พวกภิกษุผู้เถระ
ไม่ทำการสะสมบริกขาร
ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
ไม่มีจิตตกต่ำ ด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารภความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

พวกภิกษุที่บวชในภายหลัง ได้เห็นพระเถระเหล่านั้น ทำแบบฉบับเช่นนั้นไว้ก็ถือเอาเป็นตัวอย่าง

พวกภิกษุรุ่นหลัง จึงเป็น
พระที่ไม่ทำการสะสมบริกขาร
ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
ไม่มีจิตตกต่ำด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารถความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

นี่ มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป /4

สอดคล้องกับเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน โดยเปรียบ ความอันตรธานของสุตตันตะอันเป็นคำของพระตถาคต เหมือน กลองศึกที่ถูกเสริมด้วยเนื้อไม้ใหม่

ภิกษุทั้งหลาย! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว

กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะเรียกว่า อานกะ มีอยู่
เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตกหรือลิ 

พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น(ทุกคราวไป)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้า ก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น

ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย

สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ่ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักไม่ฟังด้วยดี
จักไม่เงี่ยหูฟัง
จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน

มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว

เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่

เธอจักฟังด้วยดี
จักเงี่ยหูฟัง

จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น
ที่เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา


จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

จากพุทธวจนะเหล่านี้ การเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามกันและกันอยู่ว่า

ข้อนี้เป็นอย่างไร ?
มีความหมายกี่นัย
?

เฉพาะแต่ “พุทธวจนะ” เพียงอย่างเดียวจึงมีคุณค่า เหนือการเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามกันและกันในถ้อยคำของครูบาอาจารย์รูปใด ๆ อันเป็นแค่สาวก ผู้เดินตามรอยเท้าพระองค์ ! 

นอกจากนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังตรัสถึงการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน ในหลายนัยยะด้วยกัน

นัยยะแรก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวถึง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันเป็นธรรมที่พึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึงเจริญ ทำให้มาก ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง

ธรรมเหล่านั้น พวกเธอ
พึงเรียนเอาให้ดี
พึงเสพให้ทั่ว
พึงเจริญ ทำให้มาก
โดยอาการที่พรหมจรรย์ (คือศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน 

ข้อนั้นจักเป็นไป
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งพวกเธอควรเรียนเอาให้ดี...ฯลฯ...เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ?

ธรรมเหล่านั้น คือ
สติปัฏฐานสี่
สัมมัปปธานสี่
อิทธิบาทสี่
อินทรีย์ห้า
พละห้า
โพชฌงค์เจ็ด
อริยมรรคมีองค์แปด

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ ธรรมที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง อันพวกเธอ
พึงเรียนเอาให้ดี
พึงเสพให้ทั่ว
พึงเจริญ ทำให้มาก
โดยอาการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน 

และข้อนั้นจักเป็นไป
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์ เพื่อควรเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

นัยยะที่สอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวถึง สติปัฏฐานทั้งสี่ อันเป็นธรรมที่ควรเจริญ ควรกระทำให้มาก ดังนี้

"ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะไม่ตั้งอยู่นาน ?

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะตั้งอยู่นาน พระเจ้าข้า !”

พราหมณ์ !
เพราะไม่มีการทำให้เจริญ
เพราะไม่มีการกระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐานทั้งสี่

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมไม่ตั้งอยู่นาน

แต่ พราหมณ์เอ๋ย !
เพราะมีการกระทำให้เจริญ
เพรามีการกระทำให้มาก ซึ่ง
สติปัฏฐานทั้งสี่

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมตั้งอยู่นาน

สติปัฏฐานสี่อย่างไรเล่า ?

พราหมณ์ ! ภิกษุในกรณีนี้
เป็นผู้มีปกติตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้มีปกติตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
เป็นผู้มีปกติ ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ
เป็นผู้มีปกติตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

และ นัยยะที่สุดท้าย เป็นภาสิตของพระสารีบุตร ซึ่งอ้างถึงพระพุทธภาสิตอีกต่อหนึ่ง กล่าวถึง ธรรมที่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาพึงทำสังคีติ ดังนี้

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว มีอยู่ 

อันพุทธบริษัททั้งหลาย(ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียว พึงทำสังคีติ (คือสอบสวน จนเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคน แล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง) ในธรรมสองอย่างนั้น

ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น โดยประการที่พรหมจรรย์(ศาสนา)นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน

ข้อนั้นจะพึงเป็นไป เพื่อหิตสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ธรรมสองอย่างนั้นเล่าคืออะไร?

ธรรมสองอย่างนั้นคือ

อายตนกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ)

ปฏิจจสมุปบาทกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท)

(ความฉลาดในอายตนะ ก็คือ ฉลาดในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง และเมื่อฉลาดในการควบคุมอายตนะแล้ว ก็สามารถคุมการเกิดแห่งกระแสของปฏิจจสมุปบาท นับว่าเนื่องกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้และเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติโดยแท้)

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เหล่านี้แลคือธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว 

อันพุทธบริษัททั้งหลาย (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียว พึงทำสังคีติ (คือสอบสวน จนเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคน แล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง) ในธรรมสองอย่างนั้น

ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น โดยประการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา)นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน

ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อหิตสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้ แล

เพราะฉะนั้น การเข้ามาอุปสมบทในศาสนา จำนวน 10 100 1000 10000 หรือ 100000 รูป อันมากด้วยปริมาณ มิใช่ มูลเหตุที่จะทำให้พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ มั่นคงและตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน อย่างที่เข้าใจกัน !

จากที่ลำดับความมาตั้งแต่ต้น ก็เพื่อยืนยันว่า หน้าที่สำคัญของ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน พุทธบริษัท แห่งนี้ มีแค่ 3 ประการ เท่านั้น

เล่าเรียน พุทธวจนะ
ปฏิบัติตาม
พุทธวจนะ และ
เผยแผ่
พุทธวจนะ

อันเป็นการสร้างมูลเหตุที่ทำให้ศาสนาเสื่อมช้าที่สุด !

สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ในช่วงสุดท้ายบั้นปลายชีวิต ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า

“ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดดังนั้น

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย

ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

ซึ่ง “ธรรม” และ “วินัย” นั้น ก็คือ “พุทธวจนะ” หรือมิใช่

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
เริ่มคิด 03/11/52
ร่างเสร็จ 04/12/52

อ้างอิงพุทธวจนะ

/1 ปฏิบัติเพื่อรู้อริยสัจ ต้องเป็นธัมมาธิปไตย
(ติก. อํ. ๒๐/๑๘๘/๔๗๙)

ภิกษุทั้งหลาย ! ธัมมาธิปไตย (ความมีธรรมเป็นใหญ่) เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้

ภิกษุไปสู่ป่าก็ตาม
โคนไม้ก็ตาม หรือ
เรือนว่างก็ตาม

พิจารณาเห็นอยู่ว่า

“เราออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน
เพราะเหตุจะได้จีวรก็หามิได้
เพราะเหตุจะได้บิณฑบาตก็หามิได้
เพราะเหตุจะได้เสนาสนะก็หามิได้
เพราะเหตุจะได้เป็นอย่างนั้นจะได้เป็นอย่างนี้ก็หามิได้

แต่ว่าเราบวชแล้วโดยพิจารณาเห็นว่า
“เราถูก
ชาติ
ชรา
มรณะ
โสกะ
ปริเทวะ
ทุกขะ
โทมนัส
อุปายาส หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีทุกข์หยั่งลงแล้ว มีทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว

ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏแก่เรา” ดังนี้

อนึ่ง พระธรรม
เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตน
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

สพรหมจารีผู้รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งธรรมนั้น ว่าเป็นดังนี้ก็มีอยู่

ก็เราบวชแล้วในธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วอย่างนี้ จะเป็นผู้เกียจคร้านประมาทอยู่ ข้อนั้นไม่สมควรแก่เรา” ดังนี้

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ว่า

“ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักเป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน
สติที่เข้าไปตั้งไว้แล้วจักไม่หลงลืม
กายอันรำงับแล้ว ไม่กำเริบ

จิตตั้งมั่นแล้ว มีอารมณ์อันเดียว” ดังนี้

ภิกษุนั้น
กระทำพระธรรมให้เป็นใหญ่
ละอกุศลเจริญกุศล
ละกรรมที่มีโทษ
เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ
บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ธัมมาธิปไตย

/2 พระตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อแสดงแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐแก่โลก
(บาลี มู.ม. ๑๒/๔๘๙/๔๕๔ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตะวัน)

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้
เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง
สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ
ดำเนินไปดี
รู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์
เป็นผู้เบิกบานแล้ว
จำแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว์

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตนั้น ได้ทำให้แจ้ง
ซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม
ซึ่งหมู่สัตว์กับทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้แจ้งตาม

ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะ
ในเบื้องต้น
ท่ามกลาง และ
ที่สุด

ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถะ
พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

คฤหบดี หรือลูกคฤหบดี หรือคนที่เกิดในตระกูลอื่นใดในภายหลังย่อมฟังธรรมนั้น
ครั้นฟังแล้ว ย่อมเกิดศรัทธาในตถาคต
กุลบุตรนั้นผู้ประกอบอยู่ด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า

เพศฆราวาสนี้ เป็นทางมาแห่งธุลี
ส่วน การบรรพชา เป็นโอกาสว่าง

มันไม่เป็นไปได้โดยง่ายที่เราผู้อยู่ครองเรือนเช่นนี้
จะประพฤติพรรหมจรรย์นั้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว

เหมือนสังข์ที่เขาขัดสะอาดดีแล้ว

ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาด
ออกจากเรือนไป บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด....

/3 ผู้ทำศาสนาเสื่อม
(บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.)

ภิกษุทั้งหลาย ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

สี่อย่างอะไรกันเล่า ?

สี่อย่างคือ

ภิกษุทั้งหลาย !
พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด
เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง
พวกภิกษุเป็นคนว่ายาก
ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่ายาก
ไม่อดทน
ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยความเคารพหนักแน่น

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้มูลกรณีที่สอง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง
พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต
คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)

ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ
เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง
พวกภิกษุชั้นเถระ ทำการสะสมบริกขาร
ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
มีจิตต่ำด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

ผู้บวชในภายหลังได้เห็นพวกเถระเหล่านั้นทำแบบแผนเช่นนั้นไว้ ก็ถือเอาไปเป็นแบบอย่าง
จึงทำให้เป็นผู้ทำการสะสมบริกขารบ้าง
ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
มีจิตต่ำด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ตามกันสืบไป

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้แล ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

/4 ผู้ไม่ทำศาสนาเสื่อม
(บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๘/๑๖๐ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย)

ภิกษุทั้งหลาย ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ย่อมทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

สี่ประการอะไรบ้างเล่า ?

สี่ประการ คือ

(๑) ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้
เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาถูก ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก
ความหมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นนั้น

ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็นมูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

(๒) ภิกษุทั้งหลาย! อีกอย่างหนึ่ง
พวกภิกษุ เป็นคนว่าง่าย
ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย
อดทน
ยอมรับคำสั่งสอนโดยความเคารพหนักแน่น

ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็นกรณีที่สอง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง
พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต
คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา (แม่บท)

พวกภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่ บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ
เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดเป็นมูลราก (อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป

ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็นมูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

(๔) ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง
พวกภิกษุผู้เถระ
ไม่ทำการสะสมบริกขาร
ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
ไม่มีจิตตกต่ำ ด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารภความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

พวกภิกษุที่บวชในภายหลัง ได้เห็นพระเถระเหล่านั้น ทำแบบฉบับเช่นนั้นไว้ก็ถือเอาเป็นตัวอย่าง 

พวกภิกษุรุ่นหลัง จึงเป็นพระที่
ไม่ทำการสะสมบริกขาร
ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา
ไม่มีจิตตกต่ำด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์
มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารถความเพียร
เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็นมูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้แล ย่อมทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไปเลย

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net