วันที่ พุธ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยาสมาธิสั้นทำให้เด็กตายเฉียบพลันจริงหรือ


                 จากการแถลงข่าวของนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า "การใช้ยาสมาธิสั้นมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็ก  ซึ่งองค์การอาหารและยาสหรัฐ (USFDA) มีความวิตกกังวลกับเรื่องนี้มาก ถึงขั้นอาจห้ามใช้ยานี้”  โดยอ้างถึงรายงานจากวารสารทางการแพทย์  ข้อมูลดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกกับผู้ปกครองจำนวนมากเพราะกลัวว่าบุตรหลานที่ทานยาอยู่จะได้รับอันตรายถึงตาย   ผู้เขียนจึงได้ไปอ่านทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและขอเล่าให้ฟังดังนี้

                วิจัยที่ว่านี้เป็นของ Madelyn Gould ซึ่งตีพิมพ์ใน American Journal of Psychiatry ฉบับเดือนมิถุนายน 2552  วิธีการวิจัยโดยสรุปก็คือผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังของเด็กที่ตายเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ (unexplained sudden death) ระหว่างปี 2528-2539  เด็กกลุ่มนี้สืบค้นต่อมาบางรายพบสาเหตุตายในภายหลัง  สุดท้ายจึงเหลือเด็กที่ไม่พบสาเหตุตายจริง ๆ อยู่ 564 คน

                ผู้วิจัยไปหากลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบ  โดยกลุ่มที่เลือกมาคือเด็กที่ตายจากอุบัติเหตุจราจรจำนวน 564 คนเท่ากัน  ผลการเปรียบเทียบคือกลุ่มที่ตายไม่ทราบสาเหตุ 564 คน มีอยู่ 10 คนที่มีประวัติกินยารักษาโรคสมาธิสั้นในกลุ่ม Stimulants  ในขณะที่กลุ่มที่ตายจากอุบัติเหตุมี 2 คนจาก 564 คนที่กินยานี้  จำนวนเด็กที่กินยาของ 2 กลุ่มแม้จะต่างกันแค่ 8 คน  แต่โดยทางสถิติคำนวณออกมาแล้วปรากฏว่ามีนัยสำคัญ  จึงสรุปผลการวิจัยว่ายาสมาธิสั้นมีความสัมพันธ์กับการตายแบบเฉียบพลันของเด็ก

                วิจัยดังกล่าวเคยสร้างความตื่นตระหนกในสหรัฐมาพักหนึ่งในช่วงที่ลงตีพิมพ์ใหม่ ๆ  แต่พอฝรั่งตั้งสติกันได้ทุกอย่างก็สงบ

                สิ่งที่ทำให้วิจัยดังกล่าวอาจไม่เป็นที่เชื่อถือนักเป็นเพราะวิธีการศึกษาที่ใช้การย้อนหลังไปเก็บข้อมูลในอดีต (Retrospective) ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนจากการจำผิดจำถูก (Recall bias) ได้สูง  และที่สำคัญที่สุดคือตรรกะของผลที่ได้  เพราะการบอกว่า “เด็กตายมีประวัติกินยาสมาธิสั้น”  ไม่ได้แปลว่า  “เด็กกินยาสมาธิสั้นแล้วจะตาย” 

กรณีวิจัยของ Gould นั้นสามารถสรุปผลได้เพียงว่าเด็กที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น  มีคนที่กินยาสมาธิสั้นเยอะกว่าเด็กทั่วไป  ซึ่งถ้าจะโต้แย้งกันจริง ๆ แล้ว  เด็กกลุ่มนี้อาจจะกินอย่างอื่นเยอะกว่าเด็กทั่วไปด้วยก็ได้  เช่นกินขนมถุง  กินองุ่น  กินเกาลัด  กินกล้วยทอด ฯลฯ (แต่คงไม่กินทุกอย่างเหมือนนักการเมืองหรือผู้บริหารบางองค์กร) เพียงแต่ผู้วิจัยไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ (เพราะคงไม่มีใครถามได้ครบว่าเด็กกินอะไรบ้าง)

แล้วคิดง่าย ๆ ว่าถ้าวิจัยของ Gould เป็นจริง  อัตราตายเฉียบพลันที่ได้จากวิจัยนี้คือ 1.8%   ถ้านำไปคำนวณต่อเทียบกับปริมาณเด็กที่ใช้หรือเคยใช้ยานี้ซึ่งมีจำนวนมหาศาลทั่วโลก  เราคงได้เห็นเด็กล้มตายกันเป็นเบือมาตลอด 50 ปีที่มียานี้ใช้มา  ซึ่งตรงข้ามกับความจริงที่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง

                วิธีหาคำตอบว่ากินยาสมาธิสั้นแล้วตายจริงไหมที่ดีกว่าการศึกษาที่อย.นำมาอ้างนั้นที่จริงมีคนทำมาก่อนแล้ว  เป็นคณะผู้เชี่ยวชาญที่ USFDA เชิญมาเป็นกรรมการ  แถมยังตีพิมพ์ออกมาก่อนวิจัยของ Gould ซะด้วยซ้ำ  โดยข้อสรุปสำคัญที่สุดจากกรรมการชุดนั้นในปี 2550 ก็คือจากการติดตามเด็กที่ทานยาสมาธิสั้นนั้นพบว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้มีความเสี่ยงของการตายเฉียบพลันแตกต่างไปจากเด็กปกติแต่อย่างใด  (ซึ่งไม่ได้แปลว่าเด็กจะไม่มีโอกาสตายเฉียบพลัน  แต่เด็กทั่วไป 100,000 คนมีโอกาสตายเฉียบพลันประมาณ 0.6-6 คน  เด็กกินยาสมาธิสั้นก็โอกาสเท่ากัน)

                ความตระหนกในสหรัฐเริ่มสงบลงเมื่อข้อมูลที่มีน้ำหนักมากกว่าเป็นที่รับทราบ  ตัว USFDA เองก็เคยมีแถลงการณ์ตามมาว่าให้ระวังการแปลผลวิจัยของ Gould และผู้ปกครองที่มีลูกทานยาสมาธิสั้นอยู่ไม่ควรให้ลูกหยุดยาเพียงเพราะเชื่อผลวิจัยชิ้นนี้  (http://www.medscape.com/viewarticle/704421)

                ในเมื่อต่างประเทศเขาลดความกังวลกับประเด็นนี้ไปแล้ว  แต่เหตุใดทางอย.ถึงเพิ่งนำวิจัยชิ้นนี้มากล่าวอ้างทั้งที่บทความก็ตีพิมพ์มาตั้งหลายเดือนแล้ว  เหตุใดผู้บริหารอย.จึงเพิ่งมาออกข่าวเพื่อสร้างความตระหนกกับสาธารณชน  ผู้เขียนนึกย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ปะติดปะต่อภาพได้ดังนี้

                หลังจากที่มีการเปลี่ยนผู้บริหารอย.ใหม่  มีเหตุการณ์ยาสมาธิสั้นขาดตลาดมาแล้ว 2 รอบ รอบละ 2-3 เดือน  ครั้งแรกคือเมื่อต้นปี 2552  ครั้งต่อมาคือปลายปีคือช่วงปัจจุบันนี้  แต่ละครั้งอย.เป็นผู้ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เพราะทุกสถานพยาบาลต้องมาซื้อยาจากอย.เท่านั้น  ถ้าอย.บริหารสต็อคไม่ดี  รพ.ทุกที่ก็จะไม่มียาให้คนไข้ใช้

                เมื่อยาขาดตลาดก็เริ่มมีกลุ่มผู้ปกครองที่เดือดร้อนร้องเรียนเข้ามาที่อย.  มีการพาเด็กสมาธิสั้นเข้าไปขอความเห็นใจให้ช่วยเหลือ  แต่เมื่อยายังขาดอีกก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ (หรือจะเรียกว่า “ด่า” ก็คงไม่ผิด) อย. ตามสื่อต่าง ๆ มากมาย  โดยอย.พยายามแก้ตัวว่ายายังมีทั้งที่ยาหมดลามไปทั่วประเทศแล้ว

                เมื่อไม่สามารถหายามากลบเสียงก่นด่าได้ทัน  ยุทธวิธีที่น่าจะได้ผลก็คือทำให้ความต้องการลดลง  คนจะได้เลิกเรียกร้องหายาเสียที  เรื่องนี้อะไรจะดีไปกว่าการให้ข้อมูล “วิชาการ” กับสาธารณชน  เราจึงได้เห็นผู้บริหารอย. ให้สัมภาษณ์สื่อว่ายาสมาธิสั้นมีฤทธิ์เสพติดและตามมาด้วยการแถลงข่าววิจัยว่ายาทำให้เด็กตาย   ถ้าทำให้คนเชื่อเรื่องนี้ได้ใครจะอยากเรียกร้องหายาอีก

                ผลพลอยได้อีกอย่างก็คืออย.จะเปลี่ยนจาก “ผู้ร้าย” กลายเป็น “พระเอก” ทันทีเพราะได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ปกป้องสวัสดิภาพของเด็ก ๆ จากยาสมาธิสั้นอันชั่วร้าย

                แต่พระเอกเรื่องนี้ดูจะมีวิจารณญาณในการอ่านน้อยไปสักหน่อย  จึงไปเอางานวิจัยที่เขาไม่ให้ราคาแล้วมากล่าวอ้าง  ส่วนการให้ข่าวว่า USFDA กำลังพิจารณาว่าจะเพิกถอนยาชนิดนี้ยิ่งทำให้พระเอกของเราดูคล้ายจำอวดเข้าไปทุกที  เพราะมีเด็กที่ทานยานี้เป็นล้าน ๆ คนในอเมริกา  การจะระงับใช้ยานี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ  แต่ไม่ว่าผู้เขียนจะค้นหาข่าวนี้อย่างไรก็ไม่เจอ  เขียนอีเมล์ไปถามเพื่อนจิตแพทย์ทั้งไทย-เทศที่อยู่ในสหรัฐก็ไม่มีใครเคยได้ยิน  หรือแม้แต่เมื่อเดือนที่แล้วที่ผู้เขียนและเพื่อนแพทย์เดินทางไปประชุมสมาคมจิตแพทย์อเมริกันด้วยตนเองก็ไม่เห็นมีใครพูดถึง  ทำไมเรื่องใหญ่ระดับชาติของสหรัฐอเมริกาแต่กลับมีอย.ไทยรู้อยู่คนเดียว?

                ผู้เขียนยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมอย.ถึงต้องมาเปิดแนวรบอันไร้ประโยชน์ตรงปลายทางเช่นนี้?  ทำไมอย.ถึงไม่กลับไปที่จุดตั้งต้นของปัญหา  แล้วทำภารกิจที่อย.พึงกระทำ  เป็นภารกิจที่ผู้บริหารอย.ชุดก่อนหน้านี้ก็ทำได้ดีมาตลอดคือจัดซื้อยามาให้พอเพียง  แล้วก็ขายยาให้สถานพยาบาลต่าง ๆ ไปจ่ายให้คนไข้  สถานพยาบาลส่งยอดมาก็ไปเตรียมซื้อยามาไว้ขายในรอบต่อไป  ฟังดูก็เป็นงานที่แสนจะง่ายและตรงไปตรงมา

                หรือเพราะว่าที่นี่เป็นองค์กรขนาดใหญ่  มีการซื้อการขายวงเงินมหาศาล  มีเปิดการประมูล  มีการเปิดซอง  มีการเซ็นเอกสารเปิดออร์เดอร์  มีนักการเมืองมาเกี่ยวข้อง  หรือมีอะไรสารพัดที่ทำให้ท่านทำงานกันตรงไปตรงมาไม่ได้

                ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ให้คนอื่นที่เขาทำได้มาทำแทนเถอะครับ  อย่ามัวแต่เล่นเกมโดยจับเอาประชาชนเป็นตัวประกันอย่างนี้ต่อไปอีกเลย

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03091252§ionid=0130&day=2009-12-09

มติชน พุธ 9 ธันวาคม 2552

โดย หมอโจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net