วันที่ พุธ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิธีสร้างอักษรจีน 汉字的造字法


วิธีสร้างอักษรจีน 汉字的造字法

          อักษรจีนเป็นอักษรที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่าสามพันปี  เป็นอักษรที่ได้ผ่านการวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัยและใช้จนถึงปัจจุบัน จากวิวัฒนาการอักษรจีนตั้งแต่อักษรกระดองเต่ากระดูกสัตว์ (เจี่ยกู่เหวิน) อักษรโลหะ (จินเหวิน) อักษรจ้วน อักษรข่าย อักษรหวัด อักษรสิง (อักษรกึ่งหวัดกึ่งบรรจง) และอักษรตัวย่อในปัจจุบัน มีวิธีการสร้างตัวอักษรที่เป็นพื้นฐานของรูปแบบอักษรทั้งหมด นั่นคือ ลิ่วซู (การสร้างอักษรหกชนิด)
          วิธีการสร้างอักษรแบบดั้งเดิมของจีนเรียกว่า “ลิ่วซู” (อักษรหกชนิด) วิธีการสร้างอักษรหกชนิดนี้มี อักษรเหมือนภาพ (เซี่ยงสิง) อักษรบ่งความ (จื่อซื่อ) อักษรรวมความหมาย (ฮุ่ยอี้) อักษรแบบบอกความหมายและเสียง (สิงเซิง) อักษรอธิบายเสียง (จ่วนจู้) อักษรยืม (เจี่ยเจี้ย) แท้จริงแล้วในการสร้างอักษรนั้นมีเพียงสี่ชนิดแรกเท่านั้น สองชนิดหลังเป็นเพียงการใช้อักษรไม่ได้เป็นการสร้างอักษร ดังนั้นจึงมีการเรียกวิธีการสร้างอักษรจีนแบบดั้งเดิมอีกว่า “ซื่อซู” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอักษรแบบหกชนิดหรือสี่ชนิด คนรุ่นหลังอาศัยการใช้งานที่แท้จริงในสังคม และได้ผ่านการศึกษาวิเคราะห์สรุปเป็นกฎเกณฑ์ได้หลายข้อ กฎเกณฑ์นี้ไม่ได้เพิ่งกำหนดออกมาแล้วนำมาใช้ในการสร้างอักษร แต่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นแล้ว ผู้ที่ใช้วิธีการสร้างอักษรดังกล่าวเป็นครั้งแรกคือ สวี่เซิน นักอักษรศาสตร์ ด้วยเหตุที่สี่ชนิดเป็นวิธีการสร้างอักษรโดยตรงและใช้กันมากในปัจจุบัน จึงขอแนะนำดังนี้
          1.อักษรเหมือนภาพ  (เซี่ยงสิง)     
          อักษรเหมือนภาพ หมายถึงอักษรที่วาดหรือเขียนออกมาตามเค้าโครงบางส่วนหรือทั้งหมดของสิ่งของหรือรูปร่างของสิ่งนั้น ๆ เช่น
           人 รูปคน   木 รูปต้นไม้   山 รูปภูเขา     舟 รูปเรือ     火 รูปไฟ    
           口 รูปปาก  耳 รูปหู        角 รูปเขาสัตว์  毛 รูปขนนก  牛 รูปหน้าวัว    
          อักษรชนิดนี้ได้ผ่านการวิวัฒนาการมาหลายพันปี อักษรส่วนใหญ่ไม่เหมือนรูปเดิม แต่ในบรรดาอักษรจำนวนมากทีเดียวที่ยังคงสามารถแยกแยะหรือเปรียบเทียบให้เห็นได้
         

           2.อักษรบ่งความ (จื่อซื่อ)
อักษรบ่งความนั้นเป็นการสร้างอักษรจากการใช้เครื่องหมายแสดงความหมาย แบ่งเป็นสองประเภทคือ แบบที่หนึ่งใช้เส้นขีดมาประกอบเป็นตัวอักษร ประเภทที่สองคือ การใส่หรือเพิ่มเครื่องหมายลงไปในอักษรเหมือนภาพเพื่อบ่งบอกความหมาย ได้แก่  一  อี หมายถึง หนึ่ง 二  เอ้อร์ หมายถึง สอง 三  ซานหมายถึง สาม  ส่วนที่ใช้เครื่องหมายเติมลงอักษรเหมือนภาพ เช่น 本 เปิ่น  หมายถึงรากฐาน เติมขีดขวางลงบนส่วนล่างของต้นไม้ หมายถึงส่วนรากของต้นไม้ ต่อมามีความหมายว่ารากแก่น รากฐาน  末 ม่อ หมายถึง ปลายหรือสุด เป็นการสร้างอักษรบ่งความ โดยการเติมขีดบนส่วนบนของต้นไม้ หมายถึงยอดไม้ ส่วนสุดของต้นไม้  เป็นต้น
         

          3.อักษรรวมความหมาย (ฮุ่ยอี้)
          อักษรรวมความหมาย เป็นการสร้างอักษรแบบรวมตัวอักษรเข้าด้วยกัน อาจจะเป็นสองตัวหรือสองตัวขึ้นไป แสดงความหมายอย่างหนึ่ง เช่น


อักษรตัวคน 人
ถ้าเป็นสองตัว 从 แสดงความหมายว่า สองคนเดินตามกัน
และถ้าสามตัวรวมกัน 众 รวมความหมายว่า ฝูงชน มวลชน 


อักษรตัวต้นไม้ 木
ต้นไม้สองต้น ถ้าสองตัวรวมกันเป็นตัวอักษร  林 หมายถึง ป่าไม้
แต่ถ้าสามตัวรวมกันเป็น 森 (เซิน) แปลว่า ป่าทึบ


คำว่า 水น้ำ (สุ่ย) 
ถ้าสามตัวรวมกันเขียนเป็น 淼 มีความหมายว่า น้ำเอ่อ ล้นนอง เป็นต้น


          ลักษณะข้างต้นเป็นอักษรที่เหมือนกันมารวมกัน อีกลักษณะหนึ่งเป็นการรวมตัวอักษรที่ต่างกัน เช่น อักษรคำว่า 休 มีความหมายว่า พักผ่อน ส่วนหน้าคือ 人 เหยิน หมายถึงคน ส่วนหลังเป็นตัวอักษร 木 (ต้นไม้) รวมความหมายว่า คนเมื่อเหนื่อยแล้วจะไปพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้  ตัวอักษรคำว่า 泪 (เล่ย) มีความหมายว่า น้ำตา ส่วนหน้าเป็นน้ำ 水 ส่วนหลังเป็น 目 มีความหมายว่า ดวงตา คำนี้จึงรวมความหมายว่า น้ำตา เป็นต้น 


          4.อักษรแบบบอกความหมายและเสียง  (สิงเซิง)
          อักษรแบบบอกความหมายและเสียงนั้นเป็นการสร้างอักษรที่มีส่วนประกอบสองส่วนคือ ส่วนบอกเสียงและส่วนบอกความหมาย อักษรชนิดนี้ส่วนมากจะมีสองส่วน และในปัจจุบัน อักษรชนิดนี้มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาอักษรทั้งหมด เช่นคำว่า 慢 ม่าน แปลว่า ช้า ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนหน้าคือ 心  เป็นหมวดคำ และมีความหมายคือ หัวใจ ส่วนหลังคือ  曼  ออกเสียงว่า ม่าน เป็นส่วนบอกเสียง คำว่า  妈  มา (แม่) เป็นอักษรที่ประกอบด้วย  女 และ 马  ส่วนหน้าบอกความหมายเกี่ยวกับเพศหญิง ส่วนหลังบอกเสียง หม่า คำว่า 椅 ออกเสียงว่า อี่ มีความหมายว่า เก้าอี้ ประกอบด้วยส่วนหน้าคือ 木 หมายถึง ไม้ ส่วนประกอบด้านหลังคือ 奇 ออกเสียงว่า ฉี เป็นต้น
          อักษรแบบบอกความหมาย (รูป) และเสียงนั้นเป็นวิธีการสร้างตัวอักษรที่ใช้กันมากที่สุดในการสร้างตัวอักษรตัวย่อในปัจจุบัน เพราะส่วนประกอบของอักษรชนิดนี้สามารถบอกความหมายคร่าว ๆ หรือบอกความหมายเชิงหมวดของคำแล้วยังสามารถเดาเสียงอ่านของคำ ๆ นั้นได้ แต่ในด้านเสียงอ่านนั้น ปัจจุบันมีคำที่สามารถบอกเสียงตามส่วนประกอบบอกเสียงได้เหมือนกันทั้งหมดนั้นมีน้อย อาจจะมีเสียงพยัญชนะหรือเสียงสระและวรรณยุกต์ และเสียงวรรณยุกต์ที่เหมือนกัน เสียงพยัญชนะอาจแตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ยังคงอยู่ในฐานออกเสียงเดียวกัน เช่นคำว่า 长 ฉาง เมื่อประกอบอยู่ในคำอื่นอาจออกเสียงเป็น จาง (张) จ้าง (帐 账 胀) เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่าส่วนบอกเสียงของคำนั้นไม่อาจบอกเสียงได้ 100% ทีเดียว 

         ตำแหน่งของหมวดคำในอักษรจีนอาจจัดวางอยู่ได้หลายตำแหน่ง ทั้งซ้าย ขวา บน ล่าง คลุมบน ห่อล่าง ล้อมรอบ หรือแม้แต่ทับซ้อนเข้าไปข้างใน การจำแนกหมวดคำอักษรจีนจึงต้องอาศัยประสบการณ์การค้นหาบ่อยครั้ง ทราบว่าหมวดคำที่เปลี่ยนรูปมีอะไรบ้าง ปกติแล้วเรามักจะสังเกตได้ว่าหมวดคำกลุ่มหนึ่งมักจะอยู่ที่ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา แต่หากเป็นกรณีพิเศษอื่นก็ต้องจดจำ ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

หมวดคำที่วางข้างซ้าย เช่น 人→亻;   手→扌;   心→忄;   糸→糹/纟;   阜→阝*;   犬→犭;   衣→衤;   示→礻;   言→訁/讠;   金→釒/钅
หมวดคำที่วางข้างขวา เช่น 支;   攴→攵;   辛;   邑→阝*;   隹;   瓦;   殳;   刀→刂
หมวดคำที่วางข้างบน เช่น 癶;   穴;   艸→艹;   宀;   老→耂;   竹→⺮
หมวดคำที่วางข้างล่าง เช่น 火→灬;   夊;   鼎;   禸
หมวดคำที่คลุมข้างบน เช่น 冂;   門/门;   气;   广;   尸;   戶/户/戸
หมวดคำที่ห่อข้างล่าง เช่น 凵;   辵→辶;   廴
หมวดคำที่ล้อมรอบ เช่น 囗;   匚;   匸
หมวดคำ 阜 และ 邑 เปลี่ยนรูปเป็น 阝 เหมือนกัน ถ้าอยู่ข้างซ้ายคือ 阜 ถ้าอยู่ข้างขวาคือ 邑

ตัวอย่างเช่น 讀、計、詩、訂、訓、話、誓、變、誾 ถือว่าอยู่ในหมวดคำ 言 บางครั้งอักษรบางตัวก็ไม่อยู่ในหมวดคำตามที่คาดการณ์ไว้เช่น 聞 อยู่ในหมวดคำ 耳 แทนที่จะเป็น 門; 化 อยู่ในหมวดคำ 匕 แทนที่จะเป็น 人; 章 กับ 意 อยู่ในหมวดคำ 立 กับ 音 ตามลำดับ เป็นต้น


          การเข้าใจวิธีการสร้างอักษรทำให้ผู้เรียนภาษาจีนสามารถเรียนรู้และจำอักษรจีนได้รวดเร็วและมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำที่ไม่ได้เรียนมาก่อน ถ้าเรามีพื้นฐานความรู้ทางด้านคำศัพท์และหมวดคำจะทำให้เราสามารถเดาความหมายและเสียงอ่านได้ เพราะอักษรส่วนใหญ่ในปัจจุบันมากกว่าร้อยละ 80 เป็นอักษรแบบบอกเสียงและความหมาย


      ครั้งต่อไปจะนำเสนอประวัติอักษรจีน(ตามตัวอักษร)

--ขอขอบคุณครูอาจารย์ที่อบรมให้ความรู้--

โดย accountset

 

กลับไปที่ www.oknation.net