วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สิกบก..ส้าเดิ้ก เรื่องสั้น


สิกบก…ส้าเดิ๊ก

 

พวกเราพากันล้อไอ้ชัยว่า

“ไอ้ชัยหม้อนาฮก    ”

แล้วเราก็หัวเราะชอบใจ  วิ่งรอบ ๆ ตัวมัน   ชัยหน้าแดง เหงื่อออก มองพวกเราอย่างเคียดแค้น  ตาแดงก่ำ  กำมือแน่น  พยายามข่มกลั้นใจตัวเองเต็มที่  พวกเราสามคนที่วิ่งรอบตัวมันนั้น  หารู้ไม่ว่า  ถ้ามันกลั้นใจตัวเองไม่อยู่แล้ว  หน้าของเราบางคนอาจจะบวมปูด

“จ-ว-ย-บะ”

มันตะโกนได้แค่นั้น  มันก็วิ่งหนีพวกเราไป  เรามองตากันแล้วก็หัวเราะ  พากันถือกระเป๋านักเรียนเดินร้องเพลงไปตามทาง  ข้างหน้าเห็นชัยวิ่งไปด้วยความเร็วจี๋  ไม่หันมามองทางเราเลย

 

“ฮู้ก่อ  ลักของวัดมันบาป  จะตกหม้อนาฮก”

“หม้อนาฮกอะหยังกะจ่าง  กูบ่าสน”

“เอ้อ...แล้วแต่คิงเต๊อะ”

“คิงบ่าเอาตวยฮาคิงก่อจะไปปาก”

ว่าแล้วชัยมันก็ย่องไปขโมยไข่เป็ดจากรังสามฟอง   มันได้ไข่เป็ดแล้วมันก็เอามาใส่กระเป๋าย่าม  พวกเราเดินออกมาจากกำแพงวัดแล้ว  ก่อนที่ชัยมันจะมุดหัวออกมา  พระรูปหนึ่งก็ดึงมันไว้  

“อะหยังละอ่อน”

ชัยละล่ำละลักตอบ

“บ่อมีอะหยังครับตุ๊ปี้”

พระรูปนั้นยังยึดร่างชัยไว้แน่น  เราสามคนถอยห่างออกมาจากกำแพงวัดให้ห่างมากที่สุด  กลัวพระจะเข้าใจว่าเรามีส่วนรู้เห็น  

“บ่ามีได้จะใด  นี้โล๊ะ”

พระว่าแล้วก็ล้วงเอาไข่เป็ดออกมาจากย่ามใส่หนังสือเรียนของชัย   ชัยหน้าซีด  น้ำตาใกล้จะไหล  ภาษาบ้านผมเรียกว่า  “หน้าบี่” ทำอะไรไม่ถูก  ตัวอ่อนมืออ่อนอยู่ช่องกำแพง   โดยมีมือเหล็กจับหลังไว้  

“เอาไปไว้ตี่เก่า  แล้วตุ๊ปี้จะบ่าเอาผิด”

เหมือนสวรรค์โปรดชัย  มันรีบคลานถอยหลัง  กลัวว่าหลวงพี่จะเปลี่ยนใจเอาผิดกับมัน  รับเอาไข่สามฟองนั้นไปวางที่เดิมของมันแล้วก็ยกมือไหว้หลวงพี่ด้วยความดีใจ

“จะไปยะอีกเน้อ  ระวังตกหม้อนาฮก”

“ครับ....ผมจะบ่ายะอีกแล้วครับ”

มันไหว้หลวงพี่ปะหลก ๆๆแล้วก็รีบวิ่งมาให้ทันเรา  หน้าตามันยากจะบรรยาย

 

ผมรู้จักหลวงพี่รูปนั้นภายหลังว่า  “ตุ้ซิ่ง” หรือหลวงพี่ซิ่ง  ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ท่าน  ชื่อจริงของท่านจะมีว่าอย่างไร  ผมไม่รู้ 

 ไอ้ชัยมันก็เรียกท่านว่าอย่างนั้น  ชัยมันมาเป็นเด็กวัด  หรือที่ภาษาบ้านผมเรียกกันว่า  “ขะโยม”  หลังจากนั้นไม่นาน   มันคงติดใจที่หลวงพี่ใจดีไม่ทำอะไรมันหรือบางทีมันอาจสำนึกผิดที่ได้ทำลงไป  อยากจะไถ่บาปจึงขอมาเป็นเด็กวัด

พวกเราหลายคนใฝ่ฝันที่จะเป็นขะโยม  มันเท่ดี  ความรู้สึกของเด็กบ้านนอกอย่างพวกผม  การอยู่วัดทำให้ได้กินของอร่อย ๆ  โดยเฉพาะวัดที่เพื่อนของผมอยู่  เป็นวัดที่มีชื่อเสียง วันพระมีคนมาทำบุญเต็มโบสถ์เต็มวิหาร   กับข้าวเหลือจนกินไม่หมด  ไอ้ชัยมันบอกว่า

“กับข้าวเหลือเบอะเหลือเบ๋อ”

  มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทุกวัน  เมื่อก่อนหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านเลี้ยงสัตว์ไว้หลังวัดด้วย  ดึงดูดนักท่องเที่ยวดีนัก  โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆอย่างพวกผม

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ผมจึงขลุกอยู่กับเด็กวัดพวกนี้  บางทีก็กินนอนกับพวกมัน  ไอ้ชัยจบปอหกแล้วแต่ไม่เรียนต่อ พ่อมันให้บวช   หลวงพ่อท่านให้เป็นขะโยมก่อนสักสองสามเดือน  พอใกล้เข้าพรรษาค่อยบวช    

ตอนเย็นพวกเราเล่นซ้อมมวยกัน  พระเณรบางรูปก็มาเล่นซ้อมมวยกับเรา  บางทีก็เตะตะกร้อ  เล่นฟุตบอลไปตามเรื่องตามราว  เณรบางรูปอายุก็ยังไม่มาก  วัยไล่เลี่ยกัน เคยเรียนหนังสือด้วยกันมา อายุสิบสี่สิบห้าปี  ถ้าไม่มีผ้าเหลืองแล้ว  เป็นคนบ้านก็เรียกกันว่า“ฮา –คิง” ไปแล้ว  ติดแต่ว่ามีผ้าเหลืองเท่านั้น

แต่ลับหลังเราก็เรียกเณรอดีตเพื่อนอย่างสนิทสนมว่า

“เณรบ่า...”  ตามด้วยชื่อเณรคนนั้น

ตุ๊ซิ่งท่านเป็นเพื่อนกับพี่ชายของผม   เคยเรียนมัธยมมาด้วยกัน  ไม่รู้ทำไมท่านถึงบวช  อาจจะเป็นเพราะว่าท่านอยากบวช  แต่คนมักสงสัยกันอย่างนั้นว่าท่านบวชทำไม  ท่านยังหนุ่มแน่น  อายุยี่สิบกว่า  เกณฑ์ทหารเสร็จปั๊บท่านก็บวช  ได้สามพรรษาแล้ว 

 

เข้าพรรษานั้นชัยก็บวช  ผมอิจฉามัน  เอ๊ยท่าน...

ที่ว่าอิจฉาก็เนื่องจาก  พอชัยบวชแล้วหลวงพ่อก็จัดกุฏิให้หนึ่งหลัง  มันเป็นเหมือนบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ผมเคยฝันอยากจะมี  เด็ก ๆ ก็คงเคยฝันอยากจะมีบ้านหลังเล็ก ๆแบบนั้นกันทุกคน  บ้านส่วนตัวที่มีห้องน้ำส่วนตัว  มีห้องเล็ก ๆห้องเดียว  มีเตียง  มีหน้าต่างรอบห้อง  เหมือนกับรีสอร์ท ส่วนตัวอย่างไงอย่างงั้น

ผมบอกเณรชัยว่าอิจฉา  เณรว่า

“คิงไค่ได้...คิงยังบ่าบวช”

“อี่ป่อบ่าหื้อบวชอ่าเณร...”

“อั้นก่ามาอยู่ตวยกันก่าได้   แต่นอนตังลุ่มหนา”

เณรชัยชวนผมมาอยู่ด้วย  มาเป็นขะโยมให้เณร   ความจริงผมมารู้ทีหลังว่า  เณรชัยกลัวผีจึงชวนผมมาอยู่ด้วย  เลิกเรียนกลับบ้าน  ทำงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย  เช่นตักน้ำใส่โอ่ง  รดน้ำผัก  ถูบ้าน  กินข้าวกินปลาอาบน้ำอาบหนองเสร็จแล้วผมก็จะขออนุญาตแม่มานอนเป็นเพื่อนเณร

ผมนอนข้างล่างปลายเท้าเณรชัยนั่นเอง 

 

วันหนึ่งเลิกเรียนผมปั่นจักรยานจากโรงเรียนมาแวะที่วัดก่อน  เผื่อเณรชัยต้องการอะไรจะได้ไปบอกทางบ้าน   อากาศค่อนข้างหนาว   คืนนั้นมีงานฤดูหนาวที่ทางจังหวัดจัดขึ้นเป็นวันแรกจอดรถหน้ากุฏิเณรชัย  ประตูหน้าไม่ได้ล็อก นั่งรออยู่นาน ผมเดินอ้อมไปทางหลัง  เณรชัยอยู่ในห้องน้ำ 

“เณรยะหยังอยู่”

“อาบน้ำ”

“อาบน้ำหยังเมินแต้เมินว่า”

เณรชัยไม่ตอบ  พอผมเดินเข้าไปใกล้ ๆห้องน้ำจึงเห็นภาพที่ไม่ควรเห็น  เณรชัยโกนขนที่ลับอยู่  เณรชัยโตเป็นหนุ่มแล้ว 

“เป๋นบ่าวแล้วลู้”

“คิงจะไปปาก”

ผมหัวเราะกับภาพที่เห็น   เณรชัยเป็นหนุ่มแล้ว   คงเหมือนกับผมโกนขนหน้าแข้งทิ้งนั่นแหละ  

“เณรไค่ได้อะหยังก่อ  จะไปบ้านแล้วหนา”

“บอกตี่บ้านหื้อเอาหมวกไหมพรมหื้อจิ่ม  ไปลืมเน้อ”

“ครับ”

ผมรับปากเณรชัยแล้วก็กลับมาบ้าน  เณรชัยอยากได้หมวกไหมพรม  อากาศหนาว   คงจะเอามาสวมหัวเวลานอน 

 

เย็นนั้นผมมาหาเณรชัยช้ากว่าปกติ  พ่อใช้ให้ไปเอาข้าวที่โรงสี  รอข้าวอยู่นาน  หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ  อาบน้ำอาบท่าสองสามขันแล้ว  ผมก็รีบปั่นจักรยานแจ้นออกบ้าน  แวะไปรับหมวกไหมพรมที่บ้านพ่อแม่เณรชัย   แล้วก็เข้าไปวัด บรรยากาศรอบข้างมืดสนิท  พระคงทำโบสถ์กันเสร็จแล้ว  ผมมาช้ากว่าเคย  ห้องเณรชัยปิดประตูเห็นไฟวอมแวมอยู่ภายใน

เปิดประตูเข้าไป  เณรชัยชะงัก  กำลังสวมกางเกงยีนส์อยู่  

“เณรยะหยังนั่น”

“สิกบก”

“สิกบก ! สิกบกไปไหน”

“บ่าง่าว  ไปแอ่วงานฤดูหนาวก่าบะ   ไปปากนัก  เอาหมวกมาก่อ”

ผมยื่นหมวกไหมพรมให้เณรชัย   งุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น  เณรชัยลาบวชเอง  เพื่อไปเที่ยวงานฤดูหนาว  

“คิงไปตวยฮา”

ตกลงผมกับเณรชัยไปเที่ยวงานฤดูหนาวด้วยกัน  ผมไม่รู้ว่าเณรชัยไปเอากางเกงยีนส์กับเสื้อยีนส์ชุดนั้นมาจากไหน  มองดี ๆ  ก็เหมือนกับวัยรุ่นคนหนึ่ง  กลมกลืนกับคนที่มาเที่ยวงานฤดูหนาวคืนนั้น   วัยรุ่นชุดยีนส์กับหมวกไหมพรม  เป็นใครก็คงจะดูไม่ออกว่าเป็นเณรแอบหนีมาเที่ยว 

เรายังเป็นวัยรุ่นด้วยกันทั้งคู่   งานฤดูหนาวคนมาเที่ยวมากมาย  มีสินค้าสารพัดชนิดที่เราไม่เคยเห็น  เครื่องเล่นล่อตาล่อใจ  เราขึ้นเล่นชิงช้าสวรรค์สองรอบ  ไปดูรถบั้มป์มีคนเปิดเพลงเต้นกันรอบเวทีนั้น  สักพักมีวัยรุ่นชกต่อยกัน  เราสองคนจึงเดินหนีไปทางจอภาพยนตร์  หนังจีนกำลังสนุก  มีฉากอีโรติก  นางเอกถูกผู้ร้ายข่มขืน  เราสองคนน้ำลายไหลยืดเมื่อเห็นถันขาวอวบของนางเอกคนนั้น   จนเวลาล่วงเข้าไปเกือบตีหนึ่งจึงชวนกันกลับ

เราปั่นจักรยานกลับวัดที่ห่างออกไปเกือบห้ากิโลเมตรด้วยความสนุกสนาน  เณรชัยได้แอบเที่ยวเปิดหูเปิดตา   มีชีวิตเหมือนวัยรุ่นกับเขาบ้าง  ผมสนุกและก็อร่อยกับลูกชิ้นปิ้งที่เณรชัยซื้อให้  ไปถึงวัด  เราเข้าทางหลังวัด  ทางป่ากล้วย  ค่อย ๆจูงจักรยานไป  ขณะที่กำลังผ่านกุฏิหลังที่สองนั้น  เสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“ไปไหนกั๋นมาเณร..มานี่ก่อน”

ตุ๊ซิ่งนั่นเอง  เรียกเราให้เข้าไปหา  พอเห็นว่าเณรชัยอยู่ในชุดยีนส์ก็หัวเราะ 

“ไปเปลี่ยนชุดเร็ว  ๆเดี๋ยวหลวงพ่อมาเห็นหนา”

ตุ๊ซิ่งบอกเณรชัยให้รีบไปเปลี่ยนชุด  ส่วนผมตุ๊ซิ่งบอกว่าให้ตามท่านไปที่กุฏิ

“มีอะหยังครับตุ๊ปี้”

ผมเดินตามตุ๊ซิ่งไปอย่างว่าง่าย  เมื่อเห็นว่าท่านใจดีกับเณรชัยเพื่อนผม

“คิงมาจ่วยตุ๊ปี้ซอยจิ้น....ตุ๊ปี้ไค่อยากกิ๋นส้าจิ้นบะ”

ผมนั่งซอยเนื้อวัวเพื่อทำส้าให้กับตุ๊ซิ่งในตอนเกือบจะตีสอง แม้ว่าจะรู้สึกง่วงนอน   ใจหนึ่งก็อยากจะกิน  “ส้าเดิ๊ก”  ฝีมือตุ๊ซิ่งดูว่าจะอร่อยสักปานใด   แต่อีกใจก็อยากจะรู้ว่าใครเป็นคนไปซื้อเนื้อวัวให้หลวงพี่ ...  

 

หมายเหตุ  ๑.ส้า  อาหารเหนือ เหมือนกับลาบ แต่ใช้วิธีซอยเนื้อเป็นชิ้นบาง ๆ แทนการลาบ

                ๒. ส้าเดิ๊ก  - ส้าดึก   ส้าตอนดึก ๆ   ๓.สิกบก  -  แอบลาสิกขาบทเอง  ชั่วคราว

โดย แก้มหอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net