วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปเยือนคนไทยต่างแผ่นดิน ณ ถิ่นเมืองเชียงตุงอดีต จังหวัดหนึ่งของไทย ประเทศพม่า (ตอนที่ 2 ตะลอนเที่ยวชมความงามของวัด ณ เมืองเชียงตุง)


        ไปเยือนคนไทยต่างแผ่นดิน ณ ถิ่นเมืองเชียงตุงอดีต จังหวัดหนึ่งของไทย ประเทศพม่า
(ตอนที่ 2 ตะลอนเที่ยวชมความงามของวัด ณ เมืองเชียงตุง)



วัด…เป็นกระจกสะท้อนความเจริญพุทธศาสนาของเชียงตุง
                เราเดินทางแบบทุลักทุเลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย เข้าสู่เมืองท่าขี้เหล็ก ได้เลือกพาหนะเดินทางไปยัง เชียงตุง คือ รถแท็กซี่แบบฉบับพม่า จากท่าขี้เหล็กไปตามถนนลาดยางเล็กๆ ที่ชาวว้า (ชนกลุ่มน้อยของพม่า) ได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้สัญจรระหว่างเมือง

.....จุดแรกเราจะพบจุดตรวจคนเข้าเมืองของพม่า คือ ด่านตรวจบ้านแม่ยาง (สำเนียงไทขึน เรียกว่า หมากยาง)

.....จุดที่สอง คือ เมืองท่าเดื่อ (สำเนียงไทขึน เรียกว่า ต้าเลอ หรือ ต้าเล)

.....จุดที่สาม คือ เมืองพยาก (สำเนียงไทขึน เรียกว่า เมืองเพี๊ยก หรือเมืองแพรก)

.....จุดที่สี่ คือ เมืองเชียงตุง เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ นครเขมรัฐตุงคบุรี หรือ รัฐที่มีความเกษมสำราญ  ก่อนอื่นขอขยายความชาวไทขึน หรือ ไทเขิน คือ กลุ่มชาติพันธุ์ ชาวไทลื้อ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มหนึ่งที่มีความใกล้เคียงทางภาษาและวัฒนธรรมกับชาวไทยวน หรือ ชาวล้านนา โดยชาวไทขึนตั้งหลักปักฐานในเมืองเชียงตุงโดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำขึนเท่านั้น โดยคำว่า “ขึน” มีความหมายว่า “ฝืน”  เพราะแม่น้ำขึนเป็นแม่น้ำที่แปลกกว่าแม่น้ำทั่วไป จะไหลขึ้นไปทิศเหนือลงแม่น้ำของหรือแม่น้ำโขง ซึ่งต่างจากแม่น้ำทั่วไปที่ไหลลงทิศใต้ลงสู่ทะเล ดังนั้นชาวไทลื้อที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำขึนจึงเรียกตัวเองว่า “ไตขึน” หรือ “ไทขึน” แต่คนไทยภาคกลางเรียกเพี้ยนไปว่า ไทเขิน ซึ่งอาจเป็นเพราะชาวไทขึนความสามารถในการทำภาชนะเครื่องใช้จากไม้ไผ่ที่สานอย่างละเอียดแล้วเคลือบด้วยยาวไม้สีแดงจึงเรียกว่า เครื่องเขิน หรือ ครัวฮักครัวหาง (ภาษาล้านนา)ผลของการเผยแพร่พุทธศาสนา เมื่อครั้งปี พ.ศ. 1882 “พระยาผายู (พ.ศ. 1889-1898) กษัตริย์แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้ส่งพระโอรสไปครองเมืองเชียงตุง คือ พระยาเจ็ดพันตู โหรของพระองค์ได้ทำนายไว้ว่า "เมืองเชียงตุงเป็นเมืองนามจันทร์ น้ำไหลจากทางทิศใต้ไปทิศเหนือ ผู้หญิงกินเมืองดี ถ้าผู้ชายกินเมืองให้เลี้ยงเจนเมือง 500 นา และสร้างเจดีย์เป็นชื่อเมืองจึงจะดี" ในการเสด็จไปครองเมืองเชียงตุงในครานั้น พระยาเจ็ดพันตูจึงทรงได้นำเอาช้างม้า คนพลติดตามไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระไตรปิฎกและพระสงฆ์ 4 รูป คือ พระมหาธัมมไตร จากวัดพระแก้วเชียงราย พระธัมมลังกา วัดหัวข่วง พระทสปัญโญ วัดพระกลาง และพระมหาหงสาวดี วัดจอมทอง เมืองเชียงใหม่” วัดส่วนใหญ่ในเชียงตุงอายุมากกว่า 600 กว่าปี ถือได้ว่ามีความเก่าแก่ร่วมสมัยกับเชียงใหม่ เชียงแสน น่าน และสุโขทัย หรือมากกว่ากรุงศรีอยุธยา 100-200 ปี และกรุงเทพฯ 400 ปี สภาพวัดวาในเชียงตุงในปัจจุบันยังบ่งบอกถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของชาวเชียงตุง เมื่อท่านเข้าไปในเขตวัดจะเห็นว่าของทุกสิ่งทุกอย่างในวัดชาวเชียงตุงทุ่มเทสละทรัพย์สินเงินทอง แรงกาย และแรงใจ แสดงฝีมือฝากศิลปะไว้เป็นพุทธบูชา สังเกตจากวิหารจะมีลักษณะเป็น “วิหารลายคำ” คือ มีการลงลักษณ์ปิดทองทั้งหลังตามแบบศิลปะไทขึนยังมีสภาพเหมือนกับเมื่อ 600 ปีที่แล้ว สำหรับทริปนี้พวกเราได้ไปเยี่ยมชมวัดต่างๆ ที่มีความเก่าแก่และสวยงาม เวลา 14.00 น. ของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 เริ่มภาระกิจชมวัดเชียงตุง จากสมญานามว่า เมืองร้อยวัด ทริปนี้จึงเข้าไปชมวัดในเชียงตุงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

ขอบคุณภาพจาก คุณ Khai mong

วัดหัวข่วง
          วัดหัวข่วง เป็ดวัดที่สำคัญของเชียงตุง ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนกลางเมืองเชียงตุง ในอดีตเจ้าฟ้าของเชียงตุงทุกท่านจะบวชเป็นส่าง (สามเณร) หรือตุ๊ (พระภิกษุ) อาทิเช่น เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าก๋องไต และสุดท้ายเจ้าฟ้าจายหลวง (เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายของเชียงตุง) นอกจากนี้ยังมีเจ้านายในราชวงศ์มังรายในเชียงตุงอีกหลายท่าน สภาพโดยรวมของวัดหัวข่วง จะมีซุ้มประตูสีเหลืองและเหลืองทรงปราสาทเด่น และเจดีย์ประดับด้วยปานซอยสีขาว แต่สำหรับวิหารมองภายนอกอาจจะดูไม่ค่อยสดุดตา แต่หากเปิดประตูวิหารเข้าไปจะพบกับอลังการของความวิจิตรบรรจงในการตกแต่ง เช่น เสา คาน และแท่นพระประธาน จะมีการลงลักษณ์ปิดทองแบบวิหารลายคำบนแท่นพระประธานมีพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนจำนวนหลายสิบองค์

 



วัดพระเจ้าหลวง หรือ วัดมหาเมี๊ยะมุณี
           วัดพระเจ้าหลวงคือพระอารามหลวงของเมืองเชียงตุง ตั้งอยู่ในวงเวียนใจกลางเมืองเชียงตุง มีชื่ออีกอย่างหนึ่ง พระมหาเมี๊ยะมุณี หรือพระเจ้าหลวงของชาวเชียงตุง ภายในวิหารจัตุรมุขประดิษฐานสีขาวหลังคาสีแดงทรงปราสาท มีซุ้มประตูสี่ทิศเด่นสะดุดตา พระมหาเมี๊ยะมุณี ซึ่งจำลองมาจากพระเจ้าพะราละแข่งแห่งเมืองมัณฑะเลย์ องค์พระมหาเมี๊ยะมุณีได้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองมัณฑะเลย์ และแยกชิ้นส่วนใส่เกวียนเทียมวัวขนมาประกอบที่เชียงตุง องค์พระมหาเมี๊ยะมุณีลงลักษณ์ปิดทองอย่างสวยงาม บางก็ว่าหล่อจากท้องคำแท้กว่า 1 ตัน พระพักตร์ของพระองค์ดูสว่างไสว เพราะชาวเชียงตุงมีประเพณีล้างหน้าพระเจ้าคล้ายกับพระพระเจ้าพะราละแข่งแห่งเมืองมัณฑะเลย์ 

 

กราบพระแก้ว


วัดยางกวง
          วัดยวงกวง หรือ วัดยางกง สร้างขึ้นเมื่อครั้งสมัยพระยาผายู (พ.ศ. 1879-1898) แห่งเชียงใหม่ ได้ส่งพระเถระจากเชียงใหม่ขึ้นไปเชียงตุง เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาหนสวนดอก ได้สร้างวัดยางกวงขึ้น พร้อมกับวัดป่าแดง จุดเด่นของวัดนี้คือ ทางขึ้นจะดูด้านล่างตัววัดตั้งอยู่บนเชิงดอย ภายในวิหารของวัดมีพระพุทธรูป 3 องค์ จีวรประดับด้วยอัญมณีหลากสีมองดูคล้ายเกล็ดพญานาค ชาวเชียงตุงจึงเรียกว่า พระเกล็ดนาค พร้อมกันนั้นมีเรื่องเล่าของชาวเชียงตุงว่ามีพญานาคอาศัยอยู่ในหนองตุงมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงเลื้อยขึ้นมาในเวลากลางคืนนำอัญมณีจากใต้หนองตุงมาสร้างพระเกล็ดนาค 3 องค์ไว้ที่วัดยางกวง นอกจากนี้บริเวณทางเข้าวัดยางกวง มีชุมชนยางกวงซึ่งมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา จะพบกับเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ ใช้ฝีมือล้วนๆ ปราศจากเทคโนโลยี และพบกับ “ต้นรับบ้านดิน“ ของจริง ซึ่งมีการสร้างเพื่ออยู่อาศัยมาหลายร้อยปีแล้ว

 

ระหว่างทางก็แวะชม การทำเครื่องปั้นของชาวเชียงตุง


วัดอินทร์
         วัดอินทร์ หรือ วัดยิน (สำเนียงไทขึน) ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญของเชียงตุง มีนิทานพื้นบ้านเชียงตุงเล่าว่า พระอินทร์ได้มาสร้างวัดขึ้นก่อนที่ชาวบ้าน ทำให้วัดนี้มีลักษณะเด่น คือ มีวิหาร 2 แห่งในหลังคาเดียวกัน ประกอบด้วย วิหารหลวงเป็นวิหารที่ชาวบ้านสร้างขึ้น และวิหารน้อยเป็นวิหารที่พระอินทร์สร้างขึ้น ดังนั้นชาวเชียงตุง จึงเรียกวัดนี้ว่า “วัดอินทร์” ภายในอลังการของความวิจิตรบรรจงในการตกแต่ง ทั้งการลงลักษณ์ปิดลองแบบวิหารลายคำ โดยเฉพาะพระประธานวิหารหลวงจะมีการสร้างกู่พระเจ้าแบบชาวล้านนาครอบพระประธานไว้ สุ้มประตูวิหารด้านในจะประดับด้วยอัญมณีที่ล้ำค่านอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำทิพย์อยู่ด้านหลังพระประธานวิหารหลวง สำหรับภายนอกก็ยังเจดีย์หรือพระธาตุ และกุฎิพระสงฆ์แบบศิลปะอังกฤษ เป็นตึกสีแดงเวลาโดนแสงแดดสะท้อนจะสวยงามมาก



วัดเชียงยืน
          วัดเชียงยืน หรือ วัดเจ๋งยิน (สำเนียงไทขึน) ถือได้ว่าเป็นวัดหลวงของเชียงตุง ที่มีความเป็นมาเก่าแก่ ภายในวิหาร มีพระพุทธรูปประทับยืน 1 องค์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้ รวมถึงภายในวิหารยังมีการตกแต่งอย่างสวยงาม ตามแบบฉบับเชียงตุง สำหรับวัดเชียงยืนยังเป็นที่ประทับขององค์สังฆราชอาญาธรรม หรือสังฆราชเชียงตุง วัย 86 ปี สามารถไปกราบนมัสการท่านได้ องค์สังฆราชยังเคยเสด็จมาเมืองไทยหลายครั้ง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และน่าน เป็นต้น


วัดพระธาตุจอมคำ
          วัดพระธาตุจอมคำ เดิมมีชื่อว่าวัดพระธาตุจอมสร้าง  สร้างโดยจันทรสิกขะและฤาษี 4  ตน มีอายุประมาณ 1,200 กว่าปี ตามประวัติกล่าวว่า เป็นพระธาตุที่ทำจากทองคำแท้สูง 226 ฟุตกว้าง  84 ฟุต ประดับด้วยเพชรพลอยมากประมาณ 882  เม็ด ภายในพระอุโบสถมีสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่งดงาม ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนา ไทยใหญ่ และพม่า เข้าด้วยกัน มีวรรณกรรมเรื่องมหาชาติ โดยช่างฝีมือจริง ๆ ด้านหน้าอุโบสถ มีศาลาคล้ายวิหารคด และสุดท้ายมีตู้ที่เก็บคัมภีทางพระพุทธศาสนาที่วิจิตรอลังกาล วัดพระธาตุจอมคำการปรับปรุงซ่อมแซมมาหลายครั้งดังนี้พ.ศ. 2052 พระยาอาติตราชให้ชื่อว่า พระธาตุจอมคำ พ.ศ. 2062 นางสุคันธาเกศา (นางผมหอม) ให้ชื่อว่า  พระธาตุจอมตอ พ.ศ. 2477 เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลงให้ชื่อว่า พระธาตุจอมตอง พ.ศ 2494  เจ้าฟ้าชายหลวงให้ชื่อว่า พระธาตุจอมคำ  อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงวัดทุกวัดในเชียงตุงจะมีกลองแขวนไว้ในวิหารทุกวัด ซึ่งจะใช้ตีกันในงานวันบุญใหญ่ของวัด โดยผู้บรรเลงจะเป็นสตรีวัยกลางคนจนถึงวัยชรา 5-7 คน ช่วยกันตีประโคมพร้อมกับฆ้องและฉาบ



วัดจอมสัก
          วัดจอมสัก ตั้งอยู่เนินเขาอีกฝากหนึ่งของหนองตุง เป็นหนึ่งใน 3 จอม (จอม คือ เนินเขา เชียงตุงประกอบด้วย จอมคำ จอมมน และจอมสัก) มีพระยืนชี้นิ้วที่ใหญ่มี่สุด เป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่า ถือเป็นจุดเด่นของเชียงตุงอีกแห่งหนึ่ง



วัดจอมมน
       
   วัดจอมมนอยู่บนเนินอีกด้านหนึ่งของหนองตุง วัดจอมมนเป็นวัดไทใหญ่ ซึ่งจะแตกต่างจากวัดเมืองโดยทั่วไป วิหารจะเป็นศิลปะไทใหญ่ทั้งหมด มีพระประธานที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีพระผ่องพะอู 5 องค์จำลองมาจากหนองอินเลย์ เมืองตองกีในรัฐฉาน บริเวณนี้สามารถชมวิวมุมสูงของเชียงตุงได้  ด้านหน้าของวัดจะมี หมายเมือง เป็นต้นยางยักษ์อายุ 894 ปี (Kanyin phyu) ซึ่งปลูกด้วยกษัตริย์พม่า(King Alaunphaya) ด้านล่างเชิงเขาวัดจอมมน มีหมู่บ้านจอมมน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องเขินของเชียงตุง

     ทั้งที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงการเดินทางทริปสั้นๆ ของพวกเรา อาจจะไปไม่ครบทุกวัดที่สำคัญของเชียงตุง แต่ก็ประทับใจหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากกว่า 600 ปี ในดินแดนแห่งนี้ และยังคงสภาพอยู่เหมือนเมื่อครั้งอดีต แม้ผ่านกาลเวลา หรือสงครามมาตลอด แสดงถึงผู้คนในดินแดนแทบนี้ “ทำทุกอย่างให้วัดให้พระพุทธศาสนา” ดังนั้นวัด...จึงเป็นกระจกสะท้อนถึงความเจริญของพุทธศาสนาของเชียงตุง


เนื้อเรื่อง      คุณพอดี
ถ่ายภาพ     น้ำเชี่ยวตะวันเจ้าเก่าครับ


----------------

โปรดรอติดตาม   (ตอนที่ 3 ตะลอนเที่ยวชมอาทิตย์อัสดงยามเย็นที่ หนองตุง และ ชุมชนทำเครื่องเขิน)
                         (ตอนที่ 4 วิธีการเดินทางไป - กลับ  เมืองเชียงตุงกับกฏที่เข้มงวดมากๆ)


                                                             ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ
                                                          น้ำเชี่ยวตะวันผู้โดดเดี่ยว....แต่ไม่เดียวดาย

ข้อมูลผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ


                                               รวม entry เชียงตุงที่ผ่านมา
ตอนที่ 1 ตะลอนเที่ยวตลาดเช้า เมืองเชียงตุง
(
www.oknation.net/blog/tawan999/2009/12/13/entry-1)

 

 

โดย น้ำเชี่ยวผู้น่ารัก

 

กลับไปที่ www.oknation.net