วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิกฤตค่านิยมคนไทย เหตุแห่งความวุ่นวาย!!!...คุณคิดเห็นอย่างไร?


นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ยังไม่มีสมัยใด ที่ประชาชนชาวไทยเกิดความแตกแยกทางความคิดความเห็นได้ร้าวลึกเท่ากับช่วงเวลานี้ เป็นความแตกแยกด้านค่านิยม 2 ประการ คือ ความเก่ง” กับ ความดี และ ความร่ำรวย กับ ความพอเพียง เป็นค่านิยมสองประการที่สร้างสับสน ยุ่งเหยิงในด้านความคิด และ การตัดสินใจของประชาชนในการตัดสินใจ เลือกผู้นำประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่ายสองข้างอย่างเห็นได้ชัด และ กำลังนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง 

ประการแรก: ความแตกต่างระหว่างค่านิยม ความเก่ง กับ ความดี” 

ฝ่ายแรก: เห็นว่า ขอให้ได้ผู้นำที่เก่ง สามารถทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีคุณธรรมอะไรมากมาย ผู้นำประเทศในอดีตทุกคนต่างก็โกงกินด้วยกันทั้งนั้น คนเหล่านี้เชื่อว่า ผู้นำที่เก่งต้องมีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาสูง ยิ่งได้ปริญญาจากเมืองนอกยิ่งดี เป็นคนมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล กล้าได้กล้าเสีย ตัดสินใจรวดเร็ว และ มุ่งผลลัพธ์ คือ มีความร่ำรวย ได้ทรัพยากรที่เป็นรูปธรรม จึง ดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน ได้ผลตอบแทนกลับในเวลารวดเร็ว และ มีกระแสเงินหมุนเวียนไม่ขาดมือ เพื่อให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรม คือ ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น อยู่ดีกินดี มีบ้านใหญ่โต บ้านเมืองมีตึกระฟ้า มีถนนหลายๆ สาย มีเครื่องอุปโภคบริโภคสมัยใหม่ โดยไม่สนใจศักดิ์ศรีของชาติ ไม่สนใจใยดีกับการพิทักษ์รักษาความภาคภูมิใจของชาติ เพราะไม่สามารถตีค่าเป็นทรัพย์สินได้

ฝ่ายที่สอง: เห็นว่า ยังไงซะ...คนดีจะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติเท่าชีวิต เชื่อว่าคนเก่งอาจ ไม่คิดรักษาผลประโยชน์ศักดิ์ศรี หรือ ความภาคภูมิใจของชาติของแผ่นดิน ผู้ที่ยึดค่านิยมความดี เชื่อว่า ผู้นำต้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต เสียสละความสุขส่วนตน และ ญาติมิตร เพื่อประเทศชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง วงศ์ตระกูล และ พวกพ้อง เทิดทูนหวงแหนสมบัติ และ ความภาคภูมิใจในชาติ ไม่ดูหมิ่นดูแคลนคนไทยด้วยกันเอง ไม่เห็นต่างชาติดีกว่าคนไทยด้วยกันเอง ไม่ปล่อยให้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และ ประเพณีของไทย ถูกกลบไปด้วยวัฒนธรรมจากต่างชาติ ผู้นำที่ดีจะจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบัง ไม่มีหมกเม็ด เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เกรงกลัว และ ละอายบาป ไม่ กล้าเบียดเบียนผู้อื่น สังคม และ ประเทศชาติ ด้วยเกรงว่า ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ จะกลายเป็นไฟมาเผาผลาญตนเองให้มอดไหม้ในนรก ยิ่งเมื่อตนมาอยู่ในสถานะของผู้นำประเทศก็ย่อมต้องให้ประเทศชาติมากกว่าประชาชนคนอื่นๆ แต่จะรู้สึกขวยเขิน และ ละอายใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อตนได้ทรัพย์สมบัติมากล้นกว่าคนอื่น 

ประการที่สอง: ความแตกต่างระหว่างค่านิยม ความร่ำรวย และ ความเป็นอยู่อย่างพอเพียง 

ฝ่ายแรก: ถือว่า ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ หากมีใครสัญญาว่า จะมาช่วยขจัดความยากจน เพิ่มรายได้ ไม่มีหนี้สิน หรือ ทำให้ร่ำรวยได้ ก็จะได้รับการชื่นชมสนับสนุนให้เป็นผู้นำประเทศ แต่จะไม่สนับสนุนผู้นำที่มุ่งเน้นนโยบายการประหยัด การอดออม พวกนี้ถือว่า เงินเป็นพระเจ้า สามารถ ดลบันดาลได้ทุกอย่าง เงินทำให้มีบ้านใหญ่โต ได้ใช้ของดี ราคาแพง เช่น รถราคาคันละหลายสิบล้าน นาฬิการาคาเรือนละแสน ฯลฯ จะห้อมล้อมด้วยญาติมิตร และ บริวาร เงินสามารถนำไปสู่อำนาจรัฐ ซึ่งจะเกื้อหนุนให้ร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้น มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เข้าตนเอง และ พวกพ้อง

ฝ่ายที่สอง: มุ่งความเป็นอยู่ตามอัตภาพ ไม่ทะยานอยากในอำนาจ ยศ และ ตำแหน่ง ผู้นิยมความพอดี เป็นผลผลิตของเศรษฐกิจแบบพอเพียง มุ่งดำรงชีวิตเพื่อให้ อยู่เย็นเป็นสุข และ ความพออยู่พอกินมากกว่าอยู่ดีกินดี เพราะคิดว่า ข้าวแกงหนึ่งจาน น้ำเปล่าหนึ่งแก้ว ก็ประคองสังขารให้อยู่ได้ บ้านช่องก็พอประมาณตามฐานะ มีเงินเดือนมากบ้านก็หลังใหญ่ มีรายได้น้อยก็อยู่บ้านหลักเล็ก มีเครื่องอุปโภคบริโภคเท่าที่จำเป็น ทำมาหากินโดยสุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อหนี้สิน (หากไม่มีความจำเป็น) มีเงินก็รู้จักเก็บออม ไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย จึงไม่จำเป็นต้องฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกง เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมชาติ และ ถือว่า ต้องชดใช้แผ่นดินเกิดที่ตนเองได้อาศัย

ความแตกต่าง และ ความขัดแย้ง ของค่านิยมสองคู่สองประการข้างต้นนั้น กำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการอบรมสั่งสอน และ การจัดการศึกษาของไทยที่มุ่งเน้นเนื้อหาสาระแบบตะวันตกมากเกินไป และ ประชาชนชาวไทยบางกลุ่มที่ขาดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วนทุกมุมมอง ทำให้ไม่สามารถแยกแยะความถูกจากความผิดได้ ยังคงเพ้อฝ้นกับแสงสีที่เป็นภาพลวงตาว่า รายได้ต่อหัว หรือ ต่อครอบครัวสูงขึ้น จนลืมถามตนเองว่า แล้วหนี้สินต่อหัวล่ะ ลดลง หรือ เพิ่มขึ้น เงินร้อยบาทเดี๋ยวนี้ มีอำนาจซื้อเท่ากับเมื่อ 4-5 ปีก่อนหรือไม่ ฯลฯ ความขัดแย้งในค่านิยมที่กล่าวมาทั้งหมดอาจเป็นชนวนระเบิดที่ทำให้บ้านเมืองล่มสลายได้ หากชาวไทยยังคอยรับใช้สัญชาตญาณของตัวเอง คือ ความเอาตัวรอดของตนเป็นสำคัญ ไม่ใช้สามัญสำนึก คือ ความรู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูก รู้ผิด มาเป็นหางเสือกำหนดทิศทางการตัดสินใจของตนเองในการเลือกผู้นำประเทศ ยุติปรากฏการณ์ “กบเลือกนายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพื่อความอยู่รอดของชาติ...

 

โดย ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

 

กลับไปที่ www.oknation.net