วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติอำเภอสวี จังหวัดชุมพร (เมืองประวัติศาสตร์)


ภาพหลวงเสวีวรราช (แดง ธนะไชย) นายอำเภอสวี คนแรก

เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๔๐ - พ.ศ.๒๔๔๔

...รักกันไว้เถิด...

 

รักรัก กันไว้เถิด

 

ไทยบ้านเกิด สุดหาไหน

 

พื้นดิน งามทั่วไทย

 

เรื่องน้ำใจ คนยังมี

 

รักชาติ ศาสน์กษัตริย์

 

ภัยพิบัติ ไทยไม่หนี

 

ปกป้อง พวกไพรี

 

รักธานี สืบยาวนาน

 

เอาเลือด ทาแผ่นดิน

 

ไหลหลั่งริน พื้นแดงฉาน

 

กอบกู้ หริราน

 

ให้ลูกหลาน มีแผ่นดิน

 

บ้านนี้ และเมืองนี้

 

คิดให้ดี มีทรัพย์สิน

 

กอบกู้ ตั้งธานิน

 

ลูกหลานกิน ชั่วชีวี

 

รักกัน ให้มั่นเถิด

 

รักบ้านเกิด กู้ศักดิ์ศรี

 

อย่าให้ ใครย่ำยี

 

โอ้ไทยนี้ จงรักกัน.

 

...หยาดกวี...

 

 

๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒

 

ประวัติอำเภอสวี จังหวัดชุมพร

 

ปัจจุบัน อำเภอสวี ขึ้นจังหวัดชุมพร

 

ประวัติศาสตร์ เมืองสวี

 
ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา

 

 ท้องที่อำเภอสวีนี้ ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา มีตำนานเก่าของวัดพระธาตุกาวี ที่รับรู้ต่อกันมา ในพื้นบ้านพื้นเมืองอันเป็นที่รู้จักกันทั่ว ๆไปว่า เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระเจ้าศรีธรรมโศกราชองค์หนึ่งกับพระมเหษีพากองทัพไพร่พลกลับจากการทำสงคราม มาหยุดพักแรกที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างปรักหักพัง มีอยู่แต่กองอิฐดินเผาเกลื่อนกลาดทับถมกันอยู่ ในระหว่างที่เหล่าทหารบางคนจัดสร้างที่พัก บางคนจัดการหุงหาอาหารกันตามหน้าที่ ก็มีกาฝูงหนึ่งพากันบินมาจับกลุ่มที่ซากอิฐดินเผาซึ่งเหลืออยู่จากการหักพังทำลายแล้วพากันวีปีกและส่งเสียงร้องขึ้นพร้อม ๆ กัน ราวกับเป็นการนัดหมายกันมาเสียงฉู่ฉาวเจี๊ยวจ๊าวลั่นไปหมด และเมื่อทหารไล่มันไปมันก็พากันบินหนีไป แต่ไม่นานมันก็กลับมาที่เก่าอีก แล้วพวกมันก็พากันร้องวีปีกเช่นเดิม พวกทหารไล่มันอีก มันก็หนีไปอีก แล้วมันก็กลับมาใหม่ กระทำเหมือนที่แล้วหลายครั้งหลายหน ไม่ยอมแพ้ต่อการขับไล่ของทหาร ความทราบถึงพระเจ้าศรีธรรมโศกราชกับพระมเหสี เป็นเรื่องหนึ่งที่ให้เกิดความสนพระทัยขึ้น จึงเสด็จไปทอดพระเนตร แล้วทรงรับสั่งให้ทหารรื้ออิฐปูนที่ปรักหักพังออก ก็พบองค์พระเจดีย์ใหญ่ยังเหลืออยู่ท่อนหนึ่ง และเมื่อทหารทำการรื้อต่อไป ก็ได้พบผอบทองสีสุกใสอยู่ในพระเจดีย์ร้างนั้นจึงนำถวายท้าวเธอทรงเปิดผอบดูพบพระธาตุสถิตอยู่ในผอบนั้น จึงรับสั่งให้นายทัพนายกองทำการซ่อมสร้างสถาปนาพระเจดีย์องค์นั้นขึ้นใหม่จนสำเร็จ แล้วท้าวเธอนำเอาพระบรมธาตุในผอบทองนั้นเข้าบรรจุประดิษฐานไว้เช่นเดิม แล้วจัดให้มีการมหรสพสมโภชทำบุญเป็นการใหญ่ฉลอง ๗ วัน ๗ คืน แล้วพระราชทานชื่อว่า พระบรมธาตุกาวีปีก ต่อมาคำว่าปีกหายไป คงเหลือแต่พระบรมธาตุกาวี ต่อมาบัดนี้เรียกกันว่า พระธาตุสวี เรื่องนี้ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้ยกทัพมารบกับท้าวพิชัยเทพเชียงราชา (หรือท้าวอู่ทอง) แล้วตกลงประนีประนอมยอมแบ่งปันเขตแดนกันในเขตท้องที่เมืองบางตะพาน เมื่อเสร็จศึกแล้ว พระเจ้าศรีธรรมโศกราชก็ยกทัพกลับไปนครศรีธรรมราช ปรากฏว่า ในระหว่างทางได้ตั้งพระอารามก่อพระเจดีย์ ปลูกพระศรีมหาโพธิ์รายทางมาจนถึงนครศรีธรรมราช จึงสันนิษฐานว่า พระบรมธาตุกาวีปีก พระเจ้าศรีธรรมโศกราช คงทรงซ่อมสร้างขึ้นในครั้งเดินทัพกลับในครั้งนั้นเอง

 

 ในท้องที่อำเภอสวีนี้ มีบ้าน ๆ หนึ่งเรียกว่า บ้านแพรก ตั้งอยู่ริมคลองสวี ทางทิศตะวันออกของที่ว่าการอำเภอลงไปทางปากน้ำ ที่บ้านแพรกนี้ มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่า ในสมัยโบราณก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เคยเป็นที่ตั้งเมืองมาแล้วหนหนึ่งชื่อว่า เมืองแพรก คนจีนเรียกว่าเมืองยะสิ่ว และว่าเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว มีการไถและขุดพบกระเบื้องดินเผาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ฝังอยู่ในดิน จึงเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองในตำนาน เมืองนครศรีธรรมราชเรียกว่าเมืองแพรก กล่าวคือตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า ในศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักร อโยธยาส่งพระพนมทะเลศรีสวัสดิ์ ฯ ออกมาคุมเชิงเฝ้าดูทางฝ่ายอาณาจักรนครศรีธรรมราช โดยมอบกำลังทหารให้เจ้าศรีราชาเข้าโจมตีเมืองชุมพรได้ แล้วผ่านไปตั้งเมืองที่เมืองแพรก (ท้องที่อำเภอสวี) เพื่อทำการต่อไป แล้วให้พระพนมวัง นางสะเคียงทอง พร้อมด้วยเจ้าศรีราชานำกำลังทัพเข้าตีเมืองกาญจนดิษฐ์ได้อีก จึงจัดตั้งเมืองนครดอนพระขึ้นใหม่ เพื่อทำการรบกับฝ่ายอาณาจักรนครศรีธรรมราชและทำการรบกันอยู่นาน จึงยุติไม่แพ้ไม่ชนะกัน แต่ฝ่ายอาณาจักรนครศรีธรรมราชต้องเสียเมืองชุมพร เมืองสะอุเลา เมืองกาญจนดิษฐ์แก่ฝ่ายอาณาจักรอโยธยาไป

 

 สมัยกรุงศรีอยุธยา

 

 ตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ มีปรากฏตามคำให้การชาวกรุงเก่า หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ตามบัญชีรายชื่อ หัวเมืองปักษ์ใต้ซึ่งขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาลำดับที่ ๔๘ และว่าที่คลองสวี ที่บ้านเรามีพลอยต่าง ๆ เมือง สวี มีหน้าที่ส่งส่วยพลอยต่อกรุงศรีอยุธยา แต่ตัวเมืองสวีในสมัยนั้นจะตั้งศาลาว่าการเมือง ณ ที่ใดไม่ปรากฏ

 

 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

 เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ จัดส่งคณะทูตไปเจริญทางพระราชไมตรียังประเทศลังกาโดยทางเรือ บังเกิดอุบัติเหตุเรือแตก คณะทูตจึงเดินทางผ่านเมืองสวี และเมืองสวีเป็นเมืองชั้นจัตวาขึ้นต่อเมืองชุมพร ซึ่งเป็นเมืองชั้นตรี

 

 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ทางราชการจัดระบบการปกครองเป็นมณฑล โดยมีข้าหลวงสมุหเทศาภิบาลเป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้า ฯ ให้ยุบเมืองสวีลงเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองหลังสวนแล้วให้รวมหัวเมืองคือ

 

๑ เมืองชุมพร ๒ เมืองหลังสวน ๓ เมืองไชยา ๔ เมืองกาญจนดิษฐ์ รวม ๔ เมือง ตั้งขึ้นเป็นมณฑลเรียกชื่อว่า มณฑลชุมพร ตั้งที่ทำการศาลาว่าการมณฑลชุมพร ณ ที่ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง เมืองชุมพร แต่งตั้งพระยารัตนเศรษฐี (ตอซิมกอง) ผู้ว่าราชการเมืองระนองมาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้า ฯ ให้ยุบจังหวัดหลังสวน โดยลดฐานะลงเป็นอำเภอ และให้โอนอำเภอต่าง ๆ ที่ขึ้นกับจังหวัดหลังสวนไปขึ้นกับจังหวัดชุมพร อำเภอสวี จึงโอนไปขึ้นกับจังหวัดชุมพรตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

 อำเภอสวี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอเมืองชุมพร อยู่ทางทิศเหนือของอำเภอหลังสวน อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อาณาเขตทางทิศตะวันออกตกทะเลในอ่าวไทย และอำเภอสวีเมื่อมีฐานะเป็นเมือง จะตั้งศาลากลางเมือง ณ ที่ใดไม่ทราบชัด แต่เมื่อยุบเมืองลงเป็นอำเภอแล้ว ชั้นแรกที่ว่าการอำเภออาศัยบ้านพักท่านรัษาเมือง (หลวงภักดีสงคราม นิ่ม) ซึ่งอยู่ริมคลองสวี หมู่ที่ ๕ ตำบลนาโพธิ์ชั่วคราว เมื่อวันที่ ๑๖ เมย. พ.ศ. ๒๔๔๐ ประมาณครึ่งปี จึงย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านพักของนายทองชุ่มกำนันโดย หยาดกวี

 

กลับไปที่ www.oknation.net