วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กวนอูไม่กินเต้าหู้


                                                กวนอูไม่กินเต้าหู้ 

                กวนอูนับเป็นบุคคลพิเศษจริง ๆ   

                จากจุดเริ่มต้นที่ได้เป็นเทพฝ่ายบู๊ ลำดับรอง ๆ  กระทั่งถูกยกย่องให้เป็นเทพฝ่ายบู๊ ระดับประธานของเทพฝ่ายบู๊    แล้วก็ได้รับการสถาปนาจากฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงหลายพระองค์  ยกให้เป็นเทพระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ  

                สาเหตุมาจากนิยายเรื่อง “สามก๊ก”  

                นี่แลจึงเห็นว่า “อำนาจแห่งวรรณกรรม” มีพลังยิ่งนัก

                ศาลเจ้าบูชาเทพแห่งขุนนางนั้น   เดิมทีมีแต่ศาลเจ้าบูชาเทพฝ่ายบุ๋น  ต่อมาเพิ่มศาลเจ้าฝ่ายบู๊ขึ้น    ซึ่งดั้งเดิมนั้น   เทพฝ่ายบู๊ที่เป็นประธานคือ “งักฮุย” ขุนพลยุคราชวงศ์ซ่งใต้  ผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณด้านความรักชาติ   นำกองทัพจีนทำสงครามต่อต้านชนเผ่ากิม (จิน)  ซึ่งต่อมาก็คือชนชาติแมนจู ผู้ได้ครองแผ่นดินจีนเป็นราชวงศ์ชิงนั่นเอง     ฮ่องเต้ชาวแมนจูก็เลยเปลี่ยนเทพประธานฝ่ายบู๊  จากงักฮุยมาเป็นกวนอู   เพื่อลดแรงเสียดทานเรื่องความรัก(เชื้อ)ชาติของคนจีน

                สามก๊กตามฉบับนิยายนั้น  กวนอูมีวีรกรรมที่ประทับใจผู้อ่านมากมาย   นับเป็นตัวละครที่โดดเด่นมากรองจากขงเบ้ง

                แต่สามก๊กตามฉบับตำนานชาวบ้านนั้น    ดั้งเดิมทีเดียว   บทบาทของเตียวหุยโดดเด่นมากกว่ากวนอู !

                อย่างไรก็ตาม  ตำนานสามก๊ก หรือนิทานสามก๊กของชาวบ้านนั้น    มีเรื่องราวมากมายที่สนุก ๆ แบบชาวบ้านฟังนิทาน    อันแตกต่างจากเนื้อเรื่องในฉบับนิยาย

                เรื่องเกี่ยวกับกวนอูนี่มีเยอะเป็นพิเศษ  แบบเขียนเป็นพ้อคเก็ตบุ้คได้เลย

                แค่เพียงเรื่องใบหน้ากวนอูทำไมสีแดงนี่ก็มีหลายเรื่องแล้ว   

                ท่านรู้มั้ย  ทำไม กวนอูจึงมีหน้าแดงเหมือนพุทราสุก  มีดวงตาเหมือนหงส์  มีคิ้วเหมือนหนอนไหมนอน

                กวนอูเป็นคนมณฑลซานซี   ผลไม้ที่มีชื่อเสียงของที่นั่นคือพุทธาจีน  ท่านคงเคยเห็นพุทาแห้งที่มาจากเมืองจีน   มันมีสีแดงจัดจริงๆ   

                เรื่องราวมันก็เริ่มตั้งแต่ตอนกวนอูยังวัยรุ่นเลือดร้อน   ด้วยจิตใจรักความเป็นธรรม  เกลียดชังการข่มเหงรังแกคนอ่อนแอ   กวนอูเกิดเรื่องถึงขั้นทำร้ายคนชั่วเสียชีวิตไป  จึงต้องหลบหนีอาญาแผ่นดิน

                กวนอูหนีเข้าไปถึงป่าพุทรา (ภาษาจีนว่า ป่า  ความจริงน่าจะเป็นไร่พุทราขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา)  ผู้เฒ่าที่ดูแลป่าพุทราอยู่เอ็นดูกวนอู   จึงเสนองานให้กวนอูเป็นคนเฝ้าดูแลรักษาป่าพุทรานั้น   

                ที่ป่านั้น  พุทราออกลูกดกเหลือจะกล่าว  ลูกพุทราแดงเถือกเต็มต้นจนกิ่งจวนจะหัก  พุทราสุกตกเกลื่อนเต็มแดงเถือกไปทั้งป่า    พอลูกพุทราเน่าเกิดน้ำเฉอะแฉะไหลสู่ลำธารทำให้น้ำในแม่น้ำลำธารแดงแจ๋ไปด้วย

                แล้วมันก็อย่างภาษิตจีนเขาว่าไว้ว่า  “ใกล้ภูก็หากินกับภู  ใกล้น้ำก็หากินกับน้ำ”   กวนอูอยู่ป่าพุทรา  วันวันก็ต้องมองเห็นแต่พุทราสีแดง  ต้องขายพุทราสีแดง  ต้องกินพุทราสีแดง    กินน้ำก็เป็นน้ำสีแดง  อาบน้ำก็อาบน้ำสีแดง   เพราะลำธารกลายเป็นสีแดงไปแล้ว  นานไป ๆ  กินพุทราแดงเข้าไปมาก ๆ  อาบน้ำสีแดงไปหลาย ๆ ปี   ในที่สุด  หน้าของกวนอูจึงสีแดงดั่งลูกพุทราสุก !

          ส่วนที่ว่าทำไมตากวนอูจึงหรี่ปรือเหมือนตาพญาหงส์    นั่นเป็นเพราะว่ากวนอูต้องนอนเฝ้าพุทราอยู่ใต้ต้นพุทราทุกวันป้องกันคนมาขโมยพุทรา    ดวงตากวนอูจึงเหมือนกึ่งหลับกึ่งไม่หลับ  หรี่ ๆ ปรือ ๆ  เป็นอยู่อย่างนี้นานปี   ตากวนอูจึงหรี่ปรืออยู่ใต้กระจุกขนคิ้วหนา ๆ  มองดูแล้วจึงเหมือนตาพญาหงส์

                มีนิทานอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าทำไมกวนอูไม่กินเต้าหู้     

                ก็จับเรื่องตอนที่กวนอูต้องหลบหนีอาญาแผ่นดินอีกเหมือนกัน  แต่เรื่องนี้เล่าว่า  กวนอูหลบไปอาศัยอยู่กับคนทำเต้าหู้   ช่วยเขาทำเต้าหู้ขายไปวันวัน 

                วันหนึ่งมีพ่อค้าขายน้ำตาลมาเห็นกวนอูขายเต้าหู้  จึงแกล้งกล่าวเสียดสีว่า   “ขายเต้าหู้นี่มันต้มตุ๋นคนซื้อ   ดูซิในเต้าหู้มีแต่น้ำทั้งนั้น” 

                กวนอูก้มพิจารณาสินค้าของตัวเอง  ในเต้าหู้ก็เป็นน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่จริง ๆ ด้วย   กวนอูเป็นบุคคลรักความเที่ยงธรรม   จึงรู้สึกอับอายมากทำให้หน้าแดงจัด   นับแต่นั้นมาใบหน้าจึงเป็นสีแดงมาตลอด

                แต่กวนอูก็เกิดความรู้สึกว่าไม่ควรจะยอมแพ้ง่าย ๆ  จึงโต้เถียงกลับไปว่า  “เจ้าขายน้ำตาล    คนก็ต้องเอาไปละลายน้ำเสียก่อนจึงกินได้   มันก็ครือ ๆ กันหละว้า    ทำไมมาด่าว่าข้าฝ่ายเดียว”

                พ่อค้าน้ำตาลตอบกลับไปว่า  “น้ำในสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน  น้ำในเต้าหู้ของเจ้ามันหลอกลวง  แต่น้ำละลายน้ำตาลของข้ามันของจริง”

                เอ้า ! อย่างนี้มันก็หาเรื่องกันชัด ๆ นี่หว่า   กวนอูบอก

                พ่อค้าน้ำตาลก็ลอยหน้าลอยตาอธิบายต่อไปว่า  ก้อนน้ำตาลนี้มันเป็นของจริง ๆ แท้ ๆ   น้ำหวานเมื่อตอนเป็นน้ำ  เคี่ยวจนแห้งเป็นก้อนน้ำตาล   เอาน้ำมาละลายน้ำตาลก็เป็นน้ำหวาน  จะเปลี่ยนกลับไปกลับมากี่รอบ  มันก็เหมือนเดิม   แต่เต้าหู้ของเจ้านั้น  เอาถั่วมาบดละลายน้ำ  เติมน้ำปูนใสเกิดเป็นก้อนเต้าหู้  เต้าหู้นี่จะเอากลับไปแยกเป็นถั่วอีกก็ไม่ได้   เต้าหู้มันของมายา  ไม่จริงแท้เหมือนน้ำตาลของข้า

                คราวนี้กวนอูหมดทางโต้เถียง  จำยอมรับว่า  เต้าหู้เป็นของมายา   ตนเองเป็นลูกผู้ชายตนจริง  จึงตัดสินใจเลิกทำเต้าหู้  เลิกขายเต้าหู้  และก็เลิกกินเต้าหู้ตั้งแต่บัดนั้นถึงบัดนี้

                ใครไปเซ่นไหว้เทพเจ้ากวนอู  อย่าเอาเต้าหู้ไปถวายนะ...จะบอกให้            

โดย ทองแถม-นาถจำนง

 

กลับไปที่ www.oknation.net