วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประมวลผลเหตุการณ์กรรมการสิทธิ์ลงพื้นที่สืบเนื่องจากโครงการประตูระบายน้ำแม่สอย 18/12/2552 (Part I)


 

 

Part I  - โครงการประตูระบายน้ำแม่สอย… เหรียญอีกด้านที่ถูกใครบางคนปกปิดไว้...

 

 

“วันที่ 18 ว่างไหม ช่วยไปถ่ายรูปที่แม่สอยให้หน่อย” น้ำเสียงที่คุ้นเคยของใครบางคน

เอ่ยถามผมที่กำลังวุ่นวนอยู่กับการเตรียมลงแข่งงาน Canon Photo Marathon

ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคมที่กำลังจะถึงอีกไม่กี่วัน  แต่เมื่อถูกร้องขอ ก็รับปากไปครับ

นัดแนะเวลาเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะทราบจากกำหนดการว่าทางคณะกรรมการสิทธิ์

จะลงพื้นที่ถามไถ่ข้อมูลจากชาวบ้านตั้งแต่เช้า

 

คืนนั้นก็เลยหาข่าวสารเกี่ยวกับโครงการนี้ที่แม่สอยทาง Internet เสียหน่อย

ซึ่งก็ได้ข้อมูลบ้างพอสมควร คร่าวๆ ที่เก็บใจความได้ก็คือเป็นโครงการที่ทำขึ้น

เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในช่วงหน้าฝน และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง

แต่ปัญหาก็คือตัวแทนชาวบ้านแม่สอยไม่เห็นด้วยกับโครงการ ด้วยเหตุผลที่ว่า

ต่อให้ไม่มีโครงการนี้ ชาวบ้านแม่สอยก็มีน้ำกินน้ำใช้กันในหน้าแล้งดีอยู่แล้ว

ส่วนปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝนนั้น เป็นปํญหาที่ชาวบ้านปรับตัวได้เพราะเจอกันมาจนชิน

 

ข้อมูลที่ได้ทำเอาผมงง เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าอย่างนั้นโครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แล้วทำไมถึงเป็นโครงการพระราชดำริได้ หากว่าไม่มีชาวบ้านยื่นฎีการ้องขอไป

แล้วถ้าชาวบ้านไม่ต้องการโครงการนี้จริงๆ รัฐจะทำอย่างไร เพราะดูจากข้อมูลแล้ว

ดูเหมือนว่าโครงการจะเดินหน้าแบบเต็มที่ ตามประสาโครงการไทยเข้มแข็ง

ที่เดินโครงการแบบรูปปรึดๆ ก่อนจะหมดโอกาสกอบโกย

 

หลายต่อหลายข้อมูลที่ได้รับทำให้ผมรู้สึกสับสน แต่ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าพึ่งเชื่ออะไรมาก

บ่อยครั้งไปที่สื่อถูกหลอกด้วยการให้ข้อมูลด้านเดียว และพูดความจริงไม่หมด

และบ่อยครั้งไปที่สื่อถูกตัวแทนชาวบ้านบางคน ที่มีกลุ่มบางกลุ่มหนุนหลัง

สร้างละครดราม่าเรียกน้ำตา จนทำให้ผู้สื่อข่าวบางคนหลงเชื่ออย่างปักใจ

ว่าข้อมูลที่ได้รับจากคนที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนชาวบ้านนั้นคือข้อเท็จจริง

ประสบการณ์จากสนามข่าวในหลากหลายพื้นที่ ทำให้ผมเลือกที่จะตั้งเหรียญไว้ตรงกลาง

ไม่ปล่อยให้ด้านใดด้านหนึ่งล้มทับจนมองข้ามความเห็นของเหรียญอีกหนึ่งด้านไป

 

รูปที่ 1 – บอร์ดแสดงข้อมูลโครงการประตูระบายน้ำแม่สอยที่อยู่ภายในเต็นท์ใกล้ที่ประชุม

จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการโดยกรมชลประทาน

 

 

เดินทางไปถึงบริเวณที่จะมีการประชุมกันราวๆ 9 โมง ซึ่งจุดที่จะประชุมนั้นถูกเปลี่ยนจาก

ห้องประชุมของ อบต.แม่สอย เป็นบริเวณจุดที่ตั้งหลักของโครงการประตูระบายน้ำแม่สอย

ผมยืนมองดูลำน้ำปิงที่น่าจะเรียกว่าแห้งคอดได้อย่างเต็มปาก สังเกตจากมีชาวบ้านเดินไปมา

ในลำน้ำ พร้อมกับเห็นได้ไม่ยากว่าปริมาณนั้นสูงไม่ถึงหัวเข่าด้วยซ้ำไป

 

รูปที่ 2 – สภาพล้ำน้ำปิงที่แห้งขอดจนมองเห็นสันทรายมากกว่า 80% ของพื้นที่ลำน้ำเดิม จุดที่เป็นระดับกักเก็บที่ +266.00 นั้นอยู่ห่างจากระดับพื้นของสนามประชุมราวๆ 3 – 4 เมตร

 

 

 

“ช่วงนี้ไม่ได้สูบน้ำออก น้ำปิงเลยเหลือให้เห็นวันนี้เยอะหน่อย” ปลายเสียงนั้นเต็มไปด้วยน้ำเสียงปลงๆ

ปนประชดประชันชะตาชีวิตของตัวเองบ้างเล็กๆ น้อยๆ

 

“นี่พึ่งจะพ้นหน้าฝนมาได้สองสามเดือนเอง น้ำมันแห้งได้ขนาดนี้แล้วเหรอครับ” ผมเอ่ยถามไป

ด้วยความสงสัย เพราะไม่คิดว่าระดับน้ำจะลดต่ำลงไปได้มากขนาดนี้ภายในเวลาไม่กี่เดือน

 

“แล้วยังงี้หน้าแล้งน้ำจะเหลือแค่ไหนกันครับนี้” คำถามของผมเรียกเสียงหัวเราะแบบเจือความระทม

แบบคับอกคับใจของชาวบ้านบริเวณได้เป็นอย่างดี

 

“แห้งแค่ไหนเหรอพ่อหนุ่ม  เอาเป็นว่ามดมันข้ามไปข้ามมาระหว่างสองฝั่งได้สบายก็แล้วกัน”

 

“อ้าวแล้วอย่างนี้เอาน้ำที่ไหนมาทำการเกษตรช่วงหน้าแล้งกันล่ะ”

 

“ก็ต้องเจาะ ต้องสูบเอาจากน้ำใต้ดินแหละ  แต่เจาะกันทีก็หมดกันเป็นหมื่นๆ ใครไม่มีเงินก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้น้ำ”

 

รูปที่ 3 – สภาพล้ำน้ำปิงที่แห้งขอดจนถูกใช้ทำเป็นสนามตะกร้อ และสนามฟุตบอลชั่วคราวระหว่างที่น้ำแห้ง ลำน้ำปิงที่เห็นในภาพมีระดับน้ำสูงไม่ถึงเจ็ดสิบเซ็นติเมตร เดินข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างสบายๆ

 

 

 

“ถ้างั้นที่ตัวแทนชาวบ้านที่ไปยื่นหนังสือประท้วงบอกว่าต่อให้ไม่มีโครงการ ชาวบ้านแม่สอย

ก็มีน้ำกินน้ำใช้กันอย่างพอเพียงก็ไม่จริงนะสิครับ” ผมถามกลับไปพร้อมปรายตามองไปยังลำน้ำปิง

ที่แห้งขอดเบื้องหน้า จินตนาการได้ไม่ยากเลย ว่าช่วงหน้าแล้งน้ำจะเหือดแห้งไปมากกว่านี้เพียงใด

 

“มันก็พูดเองเอ่อเองทั้งนั้นแหละ ใครให้มันเป็นตัวแทนชาวบ้านกัน ทั้งกลุ่มคัดค้านนั้นพ่อหนุ่มรู้ไหม

ว่าเป็นชาวบ้านแม่สอยสักกี่คน  มีกันยี่สิบกว่าคนเท่านั้นแหละ นอกนั้นก็พวก NGOs หนุนหมด

ดูข่าวในทีวีแล้วมันปวดใจเหลือเกินที่ไปพูดว่าชาวบ้านแม่สอยไม่ต้องการน้ำ ก็พูดซะอย่างนี้

แล้วจะให้คนที่เหลือเขาคิดกันยังไง ดูข่าวในทีวีพ่อหนุ่มก็น่าจะเห็นนะ ว่าคนเหนืออย่างเรา

มันมีพวกหัวหยิก ผิวดำแบบนั้นซะทีไหน” 

 

“ที่สำคัญคนแม่สอยก็ไม่ได้เรียนหนังสืออะไรสูง จบป.สี่ ก็เข้าสวนเข้านา ทำเป็นแค่นี้

จะเอาปัญหาที่ไหนไปยื่นหนังสืออะไรแบบนั้น ถ้าไม่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง”

 

จากนั้นสารพัดข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุนก็ทำเอาผมรู้สึกว่า ข้อมูลที่ได้รับจากเหรียญทั้งสองด้านนั้น

มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แม้ในใจจะยังบอกกับตัวเองว่าอย่าพึ่งเชื่ออะไรก็ตามที

แต่ภาพน้ำปิงที่เห็นเบื้องหน้า และข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้านหลายสิบคน ณ เวลานั้น

มันช่างทำให้ผมหวั่นไหวเหลือเกิน

 

“แล้วนี่มีใครได้เห็นคณะกรรมการสิทธิ์มาลงพื้นที่บ้างหรือยัง” ผมถามอีกคำถามหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มมุงเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ นานามากขึ้น

 

“เขาอยู่ฝั่ง NGOs นู้น  คงไม่มาถามอะไรพวกเราหรอก จะถามก็คงไปฝั่งฝ่ายค้านนู้นแหละ

ทางนี้เขาไม่สนใจหรอกว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เขาคิดอะไร ต้องการอะไร”

ดูเหมือนว่าคำถามนี้จะจุดประเด็นใหม่ให้เกิดขึ้นจนมากเกินไป และทำให้เห็นได้ชัด

ว่าภาพของคณะกรรมการสิทธิ์ในสายตาชาวบ้านนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่า

มันจะเป็นเพียงความเข้าใจผิดของชาวบ้าน และที่สำคัญผมเองก็ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก

จึงไม่กล้าจะไปคิดไปตัดสินใจอะไร ทำได้เพียงแค่ยิ้มและเอ่ยลาเพียงเท่านั้น

 

ระหว่างนั้นทางทีมข่าวก็ขับรถไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ

แต่ก็ไม่พบกับทีมงานของเจ้าหน้าที่กรรมการสิทธิ์แต่อย่างใด ทำให้ไม่สามารถทำข่าวอะไรได้

เนื่องจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการสิทธิ์ไม่ได้แจ้งตารางเวลาให้ทางสื่อมวลชนทั่วไปทราบ

แต่จากข้อมูลของทางทีมข่าวทำให้ทราบว่าจะมีการเชิญเจ้าหน้าและทีมข่าวของ Thai PBS

เข้ามาถ่ายทำข่าวในวันนี้ด้วย

 

“ลองขับไปแถวๆ บ้านแกนนำฝ่ายค้านดูไหม” เสียงที่ดังข้ามเบาะมาจากด้านหลังเอ่ยออกมา

แบบเซ็งๆ หลังจากขับรถไปๆ มาๆ วนหาหลายรอบแล้วก็ไม่พบ ซึ่งทางคนขับก็จัดให้ตามคำขอ

แล้วในที่สุดเมื่อวิ่งแล่นไปถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งหน้าบ้านติดป้ายคัดค้านโครงการตัวใหญ่

ด้วยแผ่นผ้าสีขาวผืนโต เพียงแค่ขับผ่านและปรายตามองไปด้านในบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากถนน

ไม่มากนัก ก็มองเห็นรถตู้จอดอยู่ ซึ่งดูจากสภาพแล้วชาวบ้านแถวนี้คงไม่มีใครซื้อรถตู้มาใช้งาน

เนื่องจากไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ภายในพื้นที่ ทำให้สรุปได้โดยง่ายว่านั่นคงเป็นรถตู้

ของทางเจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิ์แน่ๆ แต่ทำไมมาจอดที่นี่อันนี้ผมก็ไม่ทราบได้

 

ถ้ามองโลกในแง่ดีหน่อย ก็คงตีความได้ว่าทางเจ้าหน้าที่มาที่นี่เพื่อซักถามข้อมูลจาก

แกนนำฝ่ายค้าน ซึ่งน่าจะสามารถพาไปพบกับผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง  ประเด็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิ์บางท่าน

กับทางแกนนำฝ่ายค้านที่มี NGOs หนุนหลังก็ทำเอาผมเริ่มจะโอนเอียงไปบ้างเหมือนกัน

เพราะข้อมูลตรงที่ได้รับจากชาวบ้านมันเข้าเป้าจังๆ หลายข้อเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้

มากไปกว่าขับรถจากมา พร้อมกับความเงียบงันไปทั้งรถกับภาพเบื้องหน้าที่เห็นพร้อมกับคำถามในใจ

ว่ามันเหมาะสมแค่ไหนกับการตัดสินใจเลือกจอดรถในบ้านแกนนำแบบนี้

แล้วไม่กลัวว่าชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนจะยิ่งฝังใจไปกันใหญ่หรือ ว่าจริงๆ แล้ว

คณะกรรมการสิทธิ์เอนไปทางฝั่ง NGOs จริงๆ เพราะรถมันจอดให้เห็นอยู่คาตา

 

รูปที่ 4 – ตัวแทนชาวบ้านฝั่งสนับสนุนที่เลือกจะนั่งรวมกลุ่มกันด้านนอกเต็นท์

แทนที่จะเข้าไปนั่งด้านใน เพราะกลัวถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ฝ่ายคัดค้านโครงการ 

(คนเหนือหน้าตาแบบนี้นะครับไม่ได้ผมหยิกผิวดำ)

 

---------------------------------------------------------------------------------------------

 

ช่วงบ่ายพวกเรากลับไปยังบริเวณจุดที่จะใช้เป็นที่ประชุมกันอีกครั้ง ซึ่งก็พบว่าตัวแทนชาวบ้าน

เริ่มทยอยกันมาหนาตาขึ้นกว่าเมื่อช่วงสาย และดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน

 

กลุ่มแรกที่นั่งอยู่บริเวณรอบนอก สังเกตุได้ชัดว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนเนื่องจากมีป้าคนหนึ่ง

ที่ตะโกนติติงทางแกนนำของฝ่ายค้าน ที่เอาบอร์ดแสดงข้อมูลคัดค้านมาจัดวางไว้ในบริเวณเต็นท์ภายนอก

ที่น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งฝ่ายสนับสนุนโครงการจัดเตรียมไว้ จึงมีการยืนยันให้ฝ่ายคัดค้านย้ายบอร์ดและป้ายผ้า

ที่เตรียมมาออกไปนอกบริเวณพื้นที่เต็นท์  ซึ่งก็จำเป็นต้องย้ายออกไปวางบริเวณด้านหน้าเต็นท์แทน

ทุกอย่างจึงกลับคืนสู่ความสงบ พร้อมกับภาพตัวแทนฝ่ายค้านที่เดินกลับไปนั่งบริเวณภายในอาคาร

ที่มีการจัดเก้าอี้วางไว้สองฝั่ง พร้อมๆ กับคนอื่นๆ อีกราวๆ สิบกว่าคนโดยที่ฝ่ายคัดค้าน

เลือกที่จะนั่งภายในอาคารฝั่งขวากันทั้งหมด

 

ภาพเบื้องหน้าทำให้เห็นได้ชัดว่าปมความขัดแย้งของชาวบ้านค่อนข้างรุนแรงไม่น้อย ซึ่งแสดงให้เห็น

ถึงความแตกต่างทางความคิดอย่างสุดขั้ว ระหว่างกลุ่มชาวบ้านทั้งสองกลุ่ม

 

 

ไม่นานนักตัวแทนของทางฝ่ายกรรมการสิทธิ์ก็มาถึง และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ รถตู้คันนั้น

เป็นรถตู้ของทางกรรมการสิทธิ์จริงๆ ทีมงานลงมาพร้อมๆ กับกล่องอะไรหลายต่อหลายกล่อง

ซึ่งเมื่อแกะมาดูก็พบว่าเป็นกล่องที่เตรียมมาแจกผู้เข้าร่วมประชุมนั่นเอง ประกอบไปด้วย พัด,

หนังสือเอกสารชี้แจงหน้าที่และบทบาทของทางหน่วยงาน ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีการตะโกนชักชวน

ให้ชาวบ้านเข้ามารับของแจก

 

 

รูปที่ 5 -  คณะกรรมการสิทธิ์และของที่เตรียมมาแจกผู้เข้าร่วมประชุมด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม

ในขณะที่ด้านในอาคารไม่มีใครเข้าไปนั่ง เพราะกลัวจะถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายคัดค้าน

 

 

ในช่วงแรกๆ ก็มีชาวบ้านทยอยๆ กันเข้าไปรับของแจกบ้าง แม้จะไม่หนาตามากเท่ากับ

ทางชาวบ้านฝ่ายคัดค้านโครงการ แต่สักพักเมื่อรับแจกไปแล้ว ก็มีเสียงตะโกนของชาวบ้าน

ดังตามมาข้างหลังว่า

 

“ไม่ต้องไปรับของแจก พวกนี้เป็นพวกเดียวกับ NGOs คืนของเขาไป อย่าเอามา”

ไม่ต่างอะไรกับการจุดพลุตูมใหญ่ เพียงเท่านั้นชาวบ้านฝั่งสนับสนุนที่ยืนรับของแจกอยู่นั้น

ต่างพากันคืนของกันให้วุ่น พร้อมเสียงตะโกนดังจนจับใจความไม่ได้ แต่เป็นทำนอง

บ่นและตำหนิติติงจนดังก้องไปทั่วบริเวณไม่ผิดกับที่ผมคาดไว้

รูปที่ 6 - ชาวบ้านไม่รับของแจกจากทางคณะกรรมการสิทธิ์

 

และเพียงเท่านั้นของแจกก็กลายเป็นหมันทันที ใบหน้าและสีหน้าของทางตัวแทนและทีมงาน

จากคณะกรรมการสิทธิ์ถึงกับซีดจางแทบจะทันทีเมื่อเห็นภาพการต่อต้านของชาวบ้าน

ที่น่าจะฝังใจกับการเคลื่อนไหวของ NGOs ในพื้นที่มากพอสมควร

 

อีกทั้งข้อมูลปากต่อปากที่ชาวบ้านพูดกันในเต็นท์ว่าพวกนี้มันพวกเดียวกัน เมื่อตอนเที่ยง

ทั้งคณะก็ไปกินข้าวที่บ้านแกนนำฝ่ายค้านก็ยิ่งทำให้ภาพของคณะกรรมการสิทธิ์เอียงไปทาง

ฝั่ง NGOs ทันที พร้อมกับกระแสต่อต้านจนเรียกว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนเดินไปใกล้

บริเวณที่แจกของเลยแม้แต่คนเดียว

สังเกตุได้ว่าในมือไม่มีใครถือถุงผ้าสักกะใบ เพราะปักใจว่าทางคณะกรรมการสิทธิ์โอนเอียงไปทางฝั่ง NGOs มากกว่าทางฝั่งเสียงส่วนใหญ่ของชาวบ้าน

 

รูปที่ 7 – ชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนล้วนปักหลักอยู่ในเต็นท์ ไม่ยอมออกไปรับของแจกจากทางคณะกรรมการสิทธิ์

 

 

เหตุการณ์สูญญากาศเกิดขึ้นอยู่นานพอสมควร ซึ่งทางตัวแทนคณะกรรมการสิทธิ์ก็หันหน้าปรึกษาหารือกันใหญ่

ว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านยอมรับในการเข้ามาในพื้นที่ เพราะหากติดภาพลบเช่นนี้ สถานการณ์

ในการประชุมก็คงไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน แต่ระหว่างที่ปรึกษากันอยู่นั้นทางตัวแทนของกรมชลประทาน

ก็เดินทางมาถึง โดยมีทีมงานมาด้วยกันราวๆ 6-7 คน

 

ระหว่างนั้นทางตัวแทนจากกรมชลประทานก็เข้าไปพูดคุยกับทางคณะกรรมการสิทธิ์ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

จึงทำให้ตัวแทนจากกรมชลประทานเข้าไปชี้แจกกับชาวบ้านว่า คณะกรรมการสิทธิ์ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกับ NGOs

แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ค่อยให้ความเชื่อถือนัก อันเนื่องมาจากข่าวลือ (ที่น่าจะจริง) ว่าตัวแทนหลายคน

มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับทาง NGOs และตัวแทนฝ่ายค้านจนถึงขั้นไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน

ก่อนมาร่วมประชุม

 

สุดท้ายฝ่ายคณะกรรมการสิทธิ์จึงต้องเป็นฝ่ายเข้าหาชาวบ้านก่อน ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณน้าผู้หญิงคนนี้คือใคร

แต่เท่าที่ดูแล้ว เธอมีจิตวิทยามวลชนที่ดีมาก คือเข้าหาชาวบ้านด้วยรอยยิ้มแถมเดินเข้าไปคนเดียว

พูดจานิ่มๆ เพราะๆ เพื่อพยายามคุมสถานการณ์ไม่ให้ชาวบ้านมองภาพของคณะกรรมการสิทธิ์

ในแง่ลบมากไปกว่านี้ โดยเริ่มจากอธิบายบทบาทหน้าที่ของทางคณะกรรมการว่าเป็นหน่วยงานอิสระ

ไม่เข้าข้างใคร (แต่จะโอนเอนไหม อันนี้อีกเรื่อง) พร้อมกับหยิบถุงผ้า และเอกสารขึ้นมายืนยันประกอบ

ซึ่งท่าทีของเธอทำให้กระแสต่อต้านของชาวบ้านเบาลงไปเยอะพอสมควร

 

รูปที่ 8 – ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิ์เข้ามาชี้แจงกับชาวบ้านว่าไม่ได้เป็น NGOs แต่เป็นองค์กรณ์อิสระที่วางตัวเป็นกลาง

 

 

จากนั้นเมื่อชาวบ้านเย็นลง ก็เริ่มสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านฝั่งสนับสนุน ซึ่งก็มีชาวบ้านเข้ามาแสดงความเห็น

และให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งอย่างมากมาย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วข้อมูลตรงนี้จะถูกนำไปใช้มากน้อยเพียงใด

 

 

 

 

รูปที่ 9 – 11 ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิ์เข้ามาสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านฝั่งสนับสนุนโครงการ

 

 

ครั้นพอใกล้เวลาประชุม ชาวบ้านก็เริ่มทยอยกันมาเข้าร่วมอย่างหนาตามากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าชาวบ้าน

ฝ่ายที่สนับสนุนโครงการยังคงเลือกที่จะนั่งอยู่ด้านนอกตัวอาคาร และในบริเวณเต็นท์เช่นเคย

ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่เข้าไปนั่งในอาคาร เนื่องด้วยไม่อยากถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายคัดค้านโครงการ

 

รูปที่ 12 – ชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนโครงการที่เริ่มมาชุมนุมแสดงความต้องการโครงการให้กับคณะกรรมการสิทธิ์เห็นเริ่มหนาตาขึ้นกว่าเดิมมาก

 

 

แม้ว่าจากที่กะเกณฑ์โดยสายตาแล้ว จะเห็นว่าชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนโครงการนั้นมากกว่าฝ่ายค้านหลายเท่า

แต่เสียงที่ดังมาจากทางด้านหลังนั้น ทำให้ผมหันหลังกลับไปทันที และภาพที่เห็นก็คือมีตัวแทนชาวบ้าน

อีกกลุ่มหนึ่งเดินขบวนตามกันมาอย่างคึกคักพร้อมกับแผ่นป้ายแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน

 

 

รูปที่ 13 – ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเดินขบวนกันมาเพิ่มเติม พร้อมแผ่นป้ายผ้าแสดงเจตนารมณ์ของตัวเอง

 

 

และเพียงแค่ซูนเลนส์เข้าไปก็เห็นข้อความเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ว่านี่คือตัวแทนกลุ่มที่สนับสนุนโครงการ

ซึ่งเรียกว่าเยอะมากๆ กะรวมแล้วน่าจะเกินพันคนสำหรับคนที่เดินขบวนมาเพิ่มเติม ณ เวลานั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่ 14 – 23  ภาพชาวบ้านฝั่งสนับสนุนโครงการจากหลายหมู่บ้านที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ หากว่าโครงการนี้ได้รับการก่อสร้าง เดินขบวนกันเข้ามาในบริเวณงานเพื่อแสดงพลังความต้องการของชาวแม่สอย

 

 

เมื่อรวมเข้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมเดิมที่ยึดพื้นที่ในเต็นท์อยู่ก่อนหน้า ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าความแตกต่างระหว่าง

กลุ่มที่สนับสนุนโครงการ กับกลุ่มคัดค้านโครงการแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งตรงนี้หากจะมองว่า

เป็นการจัดตั้งระดมพลชาวบ้านมาก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะชาวบ้านที่มาร่วมประชุมไม่ได้มานั่งเฉยๆ

รอรับเงินแล้วกลับบ้านเหมือนการระดมพลจัดตั้งที่อื่นๆ

 

นั่นเพราะชาวบ้านที่มาในวันนี้ล้วนแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาตลอดเวลาระหว่างประชุม

คนของคณะกรรมการสิทธิ์หากไม่อคติเกินไป ย่อมรู้ดีว่าชาวบ้านที่อยู่ล้อมรอบตัวเขาขณะนี้

คือคนแม่สอยจริงๆ และเขาเดือนร้อนต้องการน้ำเพื่อการเกษตรจริงๆ ผมที่เป็นคนนอก

ยังรับถึงพลังความต้องการที่พวกเขาสื่อออกมาได้อย่างมากมายเลย ถามใครเขาก็ให้ข้อมูลตรงกัน

ว่าพื้นที่นี้มีปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรจริงๆ แถมหันมองน้ำปิงมันก็เป็นหลักฐานอยู่อย่างชัดเจน

เพราะเลยเดือนนี้ไปคงไม่มีปาฏิหารย์อะไรที่จะทำให้ระดับน้ำปิงสูงขึ้นไปได้มากกว่านี้

มีแต่จะลดลงๆ เมื่อวันเวเลาเลื่อนผ่านพ้นไปเข้าสู่ฤดูร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

วันนี้ปิดท้าย Blog นี้ด้วยภาพพวกนี้ละกันครับ  ดูให้ชัดละกันครับ นี่แหละคนแม่สอยที่ต้องการโครงการนี้

คนเหล่านี้หรือเปล่าครับที่พวกคุณหลายๆ คนไม่เคยมองเห็น เพียงเพราะถูกเหรียญอีกด้านหนึ่งทับไว้

พร้อมกับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และไม่ถูกต้อง ในขณะที่ข้อมูลบางส่วนก็ถูกบิดเบือนเพียงเพื่อ

สร้างความน่าเชื่อถือและผลประโยชน์ให้กับฝั่งตัวเอง

ดูภาพเหล่านี้ให้ชัดๆ แล้วถามตัวเองดูดีๆ ว่าข้างที่คุณคิดว่าเป็นฝ่ายคนดีนั้น เขาพูดถูกต้องแล้วหรือว่า

... คนแม่สอยไม่ต้องการน้ำ และจะคัดค้านโครงการนี้จนถึงที่สุด ...

... คนหลักสิบกับคนหลักพัน... ฝ่ายไหนกันที่ควรจะเรียกว่าเป็นความเห็นที่แท้จริงของคนแม่สอย ... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เห็นภาพด้านบนครบแล้วใช่ไหมครับ  นั่นแหละครับชาวบ้านฝั่งสนับสนุนโครงการ

เยอะไหมครับ เมื่อเทียบกันคนอีกยี่สิบกว่าคนที่กำลังคัดค้านโครงการนี้อยู่ ณ เวลานี้

 

ผมอยากถามว่าอย่างนี้แล้ว เวลาออกข่าว  ออกสื่อ  ทำไมทางตัวแทนฝ่ายค้าน

ถึงกล้าสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นตัวแทนคนแม่สอย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว

คุณไม่ใช่...  ไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย...

 

ในบล็อกโอเคเนชั่นผมเห็น Blog ที่ตั้งหัวเรื่องว่า ... “แม่สอยอย่าร้องไห้”...

 

คุณรู้ไหมครับว่าพอทางอบต.เปิดบล็อกนี้ให้ชาวบ้านดู...

 

... เขาร้องไห้ครับ ...

 

ร้องไห้... ที่ว่าทำไมคนภายนอกที่ไม่ได้มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทำไมถึงได้ฟังความเห็นเพียงแค่ด้านเดียวของคนกลุ่มเดียว แล้วเอาความเห็นนั้น

ไปสานต่อเรื่องราวไปได้มากมายขนาดนั้น

 

หากว่าโครงการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้วละก็...

จริงอยู่ที่ว่าคุณจะทำให้ชาวบ้านในกลุ่มที่เข้าไปชี้แจงให้คุณฟังในวันนั้น

เรือนสิบสามารถยิ้มได้... ไม่ร้องไห้... ไม่ต้องโยกย้ายที่อยู่...

 

แต่คุณรู้ไหมในขณะเดียวกัน...

ภายใต้อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ถูกทับไว้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามที....

 



... คุณกำลังทำให้ชาวแม่สอยอีกหลายพันคน ...

 

... ต้องร้องไห้ซ้ำๆ ... รอบแล้วรอบเล่า ...

... ทั้งๆ ที่ความหวังของเขา ณ วันนี้มันลอยเข้าใกล้จนเกือบจะเอื้อมมือคว้าได้แล้วแท้ ๆ ...

ภูมิใจไหมครับ ที่คุณจะได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความทุกข์ให้กับคนแม่สอยอีกนับพันๆ คน

 

 

มีประโยคหนึ่งที่ตัวแทนฝ่ายค้านโครงการพูดไว้แล้วผมเห็นด้วยเต็มๆ นั่นก็คือ

 

“การพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน 

และชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จึงจะเรียกว่า การพัฒนาโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

 

... ถูกต้องมากๆ  ถูกต้องที่สุด ...

 

Blog และภาพที่แสดงในวันนี้น่าจะสื่อได้ชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมนะครับ

ว่า ณ เวลานี้ ความต้องการของชุมชนคนแม่สอยเขาต้องการอะไร

และเมื่อยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้ว อะไรคือสิ่งที่ควรจะทำ

และใครคือคนที่คุณ... ควรจะสงสารและเห็นใจ ...

... เหรียญอีกด้านที่ถูกทับไว้ ...

... วันนี้ผมหวังว่าอย่างน้อยมันจะถูกแง้มเปิดให้กับแสงสว่างได้ลอดผ่านไปบ้างแล้วนะครับ ...

บล็อกหน้า Part II จะมากล่าวสรุปถึงการอธิบายของกรมชลประทาน เกี่ยวกับภาพรวมของโครงการนี้

ตลอดจนวิธีแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง และน้ำขาดแคลน ที่เป็นปัญหาซ้ำซากของพื้นที่นี้มานับสิบปี

หากไม่ปิดตาปิดใจจนเกินไป ฝากรออ่านด้วยก็แล้วกันครับ

โดย MrForever

 

กลับไปที่ www.oknation.net