วันที่ พุธ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กิ่วแม่ปาน อัศจรรย์การเดินทาง


                             หลังจากที่ได้ไปเก็บภาพแสงแรกแห่งวันใหม่ กันจนเป็นที่พอใจแล้ว จุดมุ่งหมายต่อไปก็คือ มุ่งหน้าสู่ "ยอดดอยอินทนนท์" เพื่อเก็บไว้ในความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งเราก็เป็นผู้หนึ่งที่พิชิตยอดดอยมาแล้ว ถึงแม้ว่าหนทางที่จะเป็นผู้พิชิตนั้นแสนง่ายดาย เพราะถนนที่ตัดขึ้นไปจนถึง ณ จุดนั้น และแน่นอนว่า นักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดดอย เป้าหมายส่วนใหญ่ ก็คงอยู่ที่ การได้ขึ้นไปเก็บภาพถ่าย โดยเฉพาะกับ ป้าย ที่บอกว่า "สูงสุดแดนสยาม" ผมเองก็ถ่ายไว้เหมือนกัน แต่คิดว่ารูปก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลยเอาภาพอีกมุมมองหนึ่ง มาฝากครับ

                          ก่อนหน้านี้ ผมเคยขึ้นดอยอินทนนท์มาแล้วครั้งนึง ตอนนั้นผมไม่ได้เดินลงไปเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาหลวง แต่คราวนี้ผมไม่พลาดครับ

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ "อ่างกาหลวง" เต็มไปด้วยพรรณไม้โบราณ พืชตระกูล มอส เฟิร์น ซึ่ง พืชเหล่านี้ ต้องขึ้นอยู่ในสภาพชื้นแฉะ

ผมก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพรรณไม้เท่าไหร่ครับ รู้แต่ว่า ตอนที่ลงไปนั้น อากาศหนาว เย็นมากๆ คิดว่าอากาศบนยอดดอยนั้นหนาวแล้ว แต่ที่อ่างกาหลวง ยิ่งเย็นกว่า มือไม้แข็งไปหมด นาฬิกาที่ใส่อยู่แทบอยากจะถอดเก็บไว้ในกระเป๋า มันเย็นบาดเนื้อเลยล่ะครับ น่าเสียดายที่มุมมองเรื่องการถ่ายภาพ ณ เวลานั้น ยังไม่เหมือนตอนนี้ บวกกับ memory ที่เตรียมไปน้อยเหลือเกิน ภาพที่ได้ส่วนใหญ่ จึงเป็นภาพนางแบบซะมากกว่า ก็เลย ไม่กล้าเอามาเปิดเผย แบบว่า เขิน...น่ะครับ

                                 หลังจากเดินเที่ยวรอบอ่างกาหลวงแล้ว ผมกับแฟน และพี่สองคนที่ผมได้ติดรถขึ้นมา ก็ตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่กิ่วแม่ปานกันต่อ ขับรถกลับลงมาที่หลักกิโลเมตรที่.....

 

ก่อนเดินเท้าเข้าไปในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกครั้ง เราทั้งสี่อาศัยร้านค้าบริเวณนั้นเป็นสถานที่รับประทานอาหารเช้าและนั่งคุยทำความรู้จักกัน จนทำให้ผมทราบว่า พี่ที่มีพระคุณกับผมทั้งสองคนนั้น เค้าเป็นหุ้นส่วน ทำธุรกิจค้าขาย เฟอร์นิเจอร์โบราณ อยู่ที่สวนลุมไนท์บาร์ซา เดินทางท่องเที่ยวมาตั้งแต่แม่ฮ่องสอนจนมาถึงดอยอินทนนท์ มื้อนั้น ผมก็เลยถือโอกาสเลี้ยงเป็นการขอบคุณ แล้วยังแถมเงินให้พี่เค้ายืมอีก ห้าร้อย เค้าบอกว่า เค้ามีแต่บัตรเครดิต ตั้งแต่แม่ฮ่องสอนจนมาถึงอินทนนท์หาที่กดเงินไม่ได้ เค้าขอยืมผมก่อนแล้วบอกว่าถ้าเข้าไปในเมือง ก็จะคืนให้ ซึ่ง ก็ไม่เป็นปัญหาครับ ไว้ใจครับ แค่เค้าให้ติดรถเที่ยวก็ดีเท่าไหร่แล้ว

                   ก่อนที่จะเดินเข้าไปเที่ยวในกิ่วแม่ปาน ต้องมีผู้นำทางครับ กลุ่มผมได้คนนำทางเป็นชาวเขา เป็นอาสาสมัครของกรมป่าไม้ คุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี

 

ก่อนออกเดินทางก็ต้องแนะนำวิธีปฏิบัติ และข้อควรระวังเวลาเดินเข้าไปในกิ่วแม่ปาน คนนำทางเค้าบอกกับผมว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง อย่างเร็วที่สุดประมาณชั่วโมงครึ่งก็เสร็จแล้ว อย่างช้าประมาณสองชั่วโมง ตอนแรกผมคิดว่าเวลาเดินมันเยอะเกินไป ตั้งสองชั่วโมง แต่พอเดินเข้าจริงๆ สองชั่วโมง ยังไม่พอเลยครับ

                    ตลอดเส้นทางเดินเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และพืชคลุมดินระดับเอว ปีนป่าย ขึ้นเขา ลงห้วย กันบ้าง แต่ก็ไม่ลำบากจนเกินไปนัก สบายๆ ครับ ระหว่างทาง ก็มีเกล็ดเล็ก เกล็ดน้อย ที่คนนำทางเค้าแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นพรรณไม้หายาก ต้นไม้แปลกๆ ซึ่งผมเองก็เสียดาย ที่ต้องสงวนแบตเตอรี่เอาไว้ เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามต่อไป ก็เลยไม่มีภาพช่วงนี้มาฝาก

                         หลังจากที่ใช้เวลาบุกป่าฝ่าดงกันมาด้วยความยากลำบากพอสมควร ผมก็ต้องตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งกับภาพที่ได้พบเห็น เพราะเพียงแค่พ้นเขตต้นไม้สูง ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นทุ่งหญ้า ที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้สีขาวเต็มพรืดไปหมด เมฆขาวลอยปะทะหน้า คลอเคลียอยู่กับยอดหญ้า

 ซึ่งแตกต่างจากช่วงแรกๆ ที่เดินผ่านมา อย่างสิ้นเชิง เป็นทัศนียภาพที่สวยงามมากๆ เท่าที่ผมเคยเห็นมาในประเทศไทย (อาจจะมีที่อื่นสวยกว่านี้ แต่ยังไม่เคยเห็น)

ก้อนเมฆ ลอยอยู่ตรงหน้าบ้าง ลอยผ่านตัวพวกผมไปบ้าง มันช่างเย็น สดชื่น และสวยงามจริงๆ

ผมเองแทบไม่อยากจะเดินออกจากบริเวณนั้นเลย ภูเขาที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าและดอกไม้ ช่างเป็นดินแดนในฝันจริงๆ

อีกหนึ่งความประทับใจที่ได้พบเจอก็คือ "ต้นกุหลาบพันปี"

ต้นไม้ที่สามารถขึ้นได้ เพียงที่อินทนนท์นี้เท่านั้น ไม่สามารถ เพาะพันธุ์จากการตอนกิ่ง หรือทำอย่างอื่นได้ ต้องขึ้นเองตามธรรมชาติ (คนนำทางเค้าบอกมา) ซึ่งช่วงที่ผมไปนั้น ต้นกุหลาบพันปี กำลังออกดอกบ้างเป็นบางต้น โครงสร้างของต้นกุหลาบพันปีก็แปลกตา และสวยงามมาก เหมือนต้นไม้โบราณ แต่มีดอกสีแดง สวยมากๆ ครับ

แต่น่าเสียดาย ที่ก่อนหน้าที่ผมจะไปหนึ่งปี เกิดไฟไหม้ป่า เผาผลาญเอาต้นกุหลาบพันปี ถึงแม้จะไม่ตาย แต่ก็ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอยู่หลายปี คิดดูนะครับ ถ้าไฟป่า ไม่ไหม้ และถึงช่วงฤดูออกดอก ดอยทั้งดอย จะเต็มไปด้วยดอกกุหลาบพันปีสีแดง ขึ้นอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ปกคลุมด้วยดอกไม้สีขาว จะเป็นภาพที่สวยงามขนาดไหน

                            สำหรับผู้ที่ไม่เคยไปสัมผัสกับภาพเหล่านี้ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่นำมาเปิดเผยซะหมดเลย ไม่รู้ว่าเวลาที่พวกท่านได้ไปเที่ยว จะ surprise กัน อย่างที่ผมเป็นหรือป่าว แต่ผมบอกได้คำเดียวครับ ว่า "สวย" มากๆ นอกจากนี้ เมื่อเดินไปถึงจุดชมวิว ณ จุดหนึ่ง ก็จะสามารถมองเห็น พระมหาเจดีย์ ทั้งสองนี้ ได้อย่างชัดเจน

             จากที่คนนำทางบอกไว้ว่า น่าจะใช้เวลาในการเดินทางไม่เกินสองชั่วโมง แต่พอเอาเข้าจริงๆ พวกผมเดินกัน เกือบสี่ชั่วโมง เหนื่อย แต่ก็คุ้มครับ

พวกพี่ที่ไปด้วย ก็ไม่บ่นอะไรเลย ทุกคนประทับใจกันหมด  แถมท้ายอีกนิดนึง ถึงพวกพี่ๆ ที่เค้าไปด้วย ต้องขอบคุณพวกพี่ๆ เค้าอีกครั้งนึง เพราะว่า พอเสร็จสิ้นการเดินทางบนดอยอินทนนท์ พวกพี่เค้าก็ให้ผมอาศัยรถกลับเข้าเมืองอีก แล้วก็เอาเงินที่ยืมไป ใช้คืนให้กับผม เท่านั้นยังไม่พอ ยังพอผมไปเลี้ยงข้าว ที่ร้าน "เฮือนข้าเจ้า" อีก ใจดีสุดๆ หายากนะครับ คนแบบนี้ ผมก็ได้แต่ตอบแทนเค้าด้วยการ write cd รูปภาพ เอาไปให้เค้า ก็เป็นอันว่าการเดินทางของผมก็สิ้นสุดลง ณ ร้านอาหารแห่งนี้แหละครับ

                    ขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ร่วมเดินทางกับผม จนมาถึง ตอนจบ

                     ขอได้รับความขอบคุณจาก Fuji s 9500 , พื้นแผนดินไทย ที่สรรสร้างธรรมชาติ ที่สวยงาม ทั้งหลายทั้งมวล และพี่ๆ ที่ใจดีทั้งสองคนที่ให้ความอุปการะ และ ที่ขาดไม่ได้ พี่ๆ น้องๆ ชาว blogger ที่คอยติดตาม แล้วพบกันใหม่ trip หน้าครับ เร็วๆ นี้

โดย SHUTTERTD

 

กลับไปที่ www.oknation.net