วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตะปาคู้ หมู่บ้านกอไผ่ปล้องยาว


ฉันนอนหัวเราะหึหึ ในถุงนอนชนิดหนาท่ามกลางความหนาวเย็นและมืดมิดของป่าไพร เสียงหัวเราะกับตัวเอง คงดังไปถึงคนที่นอนบนเปลสนามที่ไม่ไกลกันนัก

“พี่หัวเราะอะไรน่ะ” น้ำเสียงแปร่ง เหน่อ พูดภาษาไทยไม่ชัดถ้อย แบบคนกะเหรี่ยง
“หัวเราะตัวเอง”
“ทำไมล่ะ มีอะไรน่าหัวเราะ”

“ขำดี มาป่าหนนี้ไม่มีปัญหาให้คุ้ยให้ค้น ก็ยังอุตส่าห์จะค้น”
“เรื่องอะไรล่ะพี่” ฉันนิ่งไปอึดใจ แล้วถอนหายใจ
“อ้าว มาถอนหายใจอีก เออ..พี่นี่นะ” เขาหัวเราะบ้าง
“ถามจริงๆเถอะเบาะ เงินมีความสำคัญสำหรับคนที่นี่มากน้อยแค่ไหน” ฉันเริ่มเดินทางเข้าสู่ปัญหาโลกแตกอีกแล้ว

“ก็พอสมควรล่ะพี่ อย่างน้อยก็ต้องซื้ออะไรบ้างล่ะ น้ำมันรถไงพี่”
“อือ  ใช่สินะ เด็กๆต้องไปโรงเรียนข้างนอกนี่ แต่เบาะหาเงินไปทำไม ไม่มีเมีย ไม่มีลูก”

“ผมต้องดูแลพ่อแม่ อย่างน้อยก็ต้องมีบ้าง ผมเองก็ใช้เงินเป็นนะพี่” น้ำเสียงกึ่งขำ กึ่งจริงจัง

“แล้วเบาะจะทำยังไงเรื่องที่ดิน ในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว”

............... ไม่มีเสียงตอบจากพรานนำทางของฉัน.......มีเพียงเสียงนกกลางคืนชนิดหนึ่งที่ครวญเพลงเจื้อยแจ้ว ประสานเสียงแมลงกรีดปีก ฉันจึงหันเหอารมณ์มาดื่มด่ำกับสิ่งที่ไม่ปรุงแต่งเหล่านี้ อย่างรู้ตัวเองดีว่ากำลังปรุงแต่งหัวใจให้เข้ากับวิถีของป่าดิบแห่งนี้ เพื่อความสุขที่ไม่อาจหาได้จากที่ใด และมันอาจจะหาไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่ในที่นี้ ในอนาคตไม่ไกล

เพราะความรู้สึกอยู่ไม่สุขที่ในเมือง จึงดิ้นรนอยากเข้าป่า ด้วยคิดถึงคน คิดถึงป่า คิดถึงสัตว์ป่า ที่เคยส่งเสียงอยู่ใกล้ๆไกลๆ อย่างสมบูรณ์พูนสุข เมื่อ 17 ปีก่อน ในราวป่าแห่งนี้

เมื่อก่อนนี้ ฉันมารู้จักชุมชนกะเหรี่ยงแห่งนี้ ท่ามกลางปัญหา ท่ามกลางเรื่องราวที่คนอื่นก่อทุกข์ให้พวกเขา

ป่าคู้...คือชื่อชุมชน แต่ชื่อป่าจริงๆ ไม่มีคำตอบจากคนท้องถิ่น รู้แต่ว่าปัจจุบันน่าจะเป็นเขตอุทยานพุเตย พื้นที่ป่าที่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 4 ชั่วโมงด้วยรถยนต์

ป่าคู้ เพี้ยนมาจาก ตะปาคู้ ตะปา คือไม้ไผ่ปล้องยาว คู้ คือกอ...หมู่บ้านกอไม้ไผ่ปล้องยาว

.

ที่นี่เป็นชุมชนกะเหรี่ยง ที่มีอายุยาวนานร่วม 200 ปี ผู้นำชุมชนชื่อว่า "หะซู่พลาไขล่" ที่ได้ร่วมกับกองทัพไทยทำสงครามกับพม่าอย่างกล้าหาญ จนได้รับความดีความชอบให้เป็นผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงละแวกนี้

ประวัติศาสตร์ชุมชนชุดนี้มาจากคำบอกเล่าของคนในชุมชน หนึ่งในผู้นำชุมชน มีนามสกุลว่า “พาไขล่”

เมื่อปี 2537 อันเป็นปีที่บ้านป่าคู้ กลายเป็นบ้านแตกสาแหรกขาด แยกเป็นสองบ้าน เป็นป่าคู้บนและป่าคู้ล่าง เพราะ "อ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ในโครงการพัฒนาห้วยองคต" ได้ทำให้น้ำท่วมบ้านของพวกเขาจนหมดสิ้น กลุ่มบ้านล่างยินยอมให้สร้างอ่างเก็บน้ำและยินดีรับเงินค่าชดเชย แต่กลุ่มบ้านบนสู้หัวชนฝา จนเจอของแข็ง ถูกข่มขู่สารพัด จนกลายเป็นบาดแผลฟังใจต่อหน่วยงานบางหน่วย

วันนั้น วันที่ฉันเข้ามาที่นี่ หมู่บ้านเล็กๆเพียง 30 กว่าหลังคา ถูกบังคับให้ย้ายออกไปยังพื้นราบข้างล่าง โดยจัดที่ดินให้ครอบครัวละ 2 ไร่ เพื่อสร้างบ้าน และไม่มีความชัดเจนเรื่องที่ดินทำกิน พวกเขาจึงอพยพมาสร้างหมู่บ้านในที่ดินทำกิน หรือไร่ที่เชิงเขา ที่ตั้งในปัจจุบันนี่เอง จนได้ชื่อว่า “บ้านป่าคู้บน”

ความเป็นชุมชนที่แน่นเหนียวในวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม นั่นคือการทำไร่หมุนเวียน โดยใช้วัฒนธรรมชุมชนมากำกับดูแลกัน ไม่มีใครถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะจับจอง ตกลงกันว่าใครจะถากถางที่เพื่อทำไร่ที่ไหน และจำนวนเนื้อที่เท่าใด ตามแรงงานของครอบครัวที่มี ไม่มีใครมีเครื่องจักรจำพวกรถไถ เครื่องตัดหญ้า ทุกคนทำงานด้วยแรงมือ ด้วยมีด ด้วยจอบ ด้วยเสียม แต่ละครอบครัวจึงทำข้าวไร่ครอบครัวละ 5-6 ไร่ เท่านั้น ไม่มีใครผลิตข้าวเพื่อขาย ผลิตแค่พอกิน บางปีที่แห้งแล้งยังต้องซื้อข้าวจากข้างนอกกิน

การทำไร่ข้าวที่อาศัยแรงงานตนเอง การเว้นไร่ให้เป็นไร่ซาก ตั้งแต่ 3 – 5 ปี คือการปล่อยให้ธรรมชาติสร้างปุ๋ยขึ้นมาใหม่ นั่นหมายถึงการไม่ต้องลงทุนเรื่องปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เอาไว้ มีหลากหลายพันธุ์ตามความชอบของตน เงินตราแทบว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับวิถีผลิตแบบนี้ บางครอบครัวยังหยอดเมล็ดฝ้ายเพื่อเอาดอกฝ้ายมาทำด้ายทอผ้านุ่งห่ม ทำย่ามสำหรับใส่ของกินของใช้เวลาไปป่าไปไร่ ส่วนการหยอดเมล็ดฟักแฟงแตงกวา ถั่ว งา มัน เผือก พริก ลงไปในไร่ด้วย เพื่อเป็นอาหารสำรองนั้น ไม่มีครอบครัวไหนที่ไม่ปลูกไว้  และข้างๆบ้านจะมีพืชสวนครัวครบครัน มีอาหารเหลือเฟือ ที่พิเศษและค่อนข้างโชคดีกว่าคนหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่นอกป่า คือที่นี่มีสวนกระวาน ที่บรรพบุรุษปลูกสร้างเอาไว้มานมนานให้เก็บเกี่ยวผลกระวานเอามาขาย โดยแทบจะไม่ต้องลงทุน ลงเพียงแค่แรงงานในการถากถาง ตกแต่งต้นกระวานบ้าง ปีละครั้ง สองครั้ง เท่านั้น

บางคนปลูกเพิ่มเติม แซมแทรกเข้าไปในผืนป่า ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ทุกคนต่างรับรู้ว่ากระวานตรงไหนเป็นของใคร ไม่เคยมีการแย่งชิง ลักขโมยกัน

คืนนี้ ฉันนอนอยู่ที่ป่ากระวาน ซึ่งในอดีตเมื่อ 17 ปีก่อน ยังมีสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะกระรอกกระแต

“เบาะ ยิงกระรอกมื้อละตัวอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็หมดป่าหรอก ทำไมเราไม่กินแบบประหยัดๆ” ในวันนั้น ฉันแซวนายพรานนำทางที่กำลังเล็งปลายปืนไปยังเหยื่อหางยาว ที่มีท่าทีคุ้นเคยกับคนจนฉันสงสาร พวกมันมีมากจนน่าตื่นเต้น มีมากกว่าป่าไหนๆที่ฉันไปมา แม้กระทั่งไก่ป่าก็ยังบินกันพรึ่บให้เห็นในระยะประชิด เพราะมันกำลังอร่อยกับเครือกล้วยป่าที่สุกเหลืองคาต้น ในดงกล้วยป่า ไม่ต้องพูดถึงนกเงือกที่มีมากจนฉันสะดุ้ง ยามที่มันกระพือปีกใหญ่โตบินข้ามหัว เสียงดังพึ่บพั่บๆ สะท้านป่า หรือที่เกาะกิ่งไม้สูงยังส่งเสียงคุยกันลั่น แบบไม่เกรงใจใคร

กระทั่งวันนี้ ฉันกลับมาที่นี่ พร้อมกับคำรำพันของใครบางคน ที่เป็นห่วงว่าหนทางข้างหน้าของชุมชน น่าจะลำบากเสียแล้ว เพราะว่า...พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ได้บุกรุกมาถึงที่นี่แล้ว นั่นคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่คนภาคอีสาน ภาคเหนือ ต้องออกมาประท้วงปิดถนนทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวส่งขาย เพื่อให้รัฐบาลประกันราคาขาย ไม่ให้ตนเองขาดทุน แล้วคนที่นี่จะเลี่ยงสภาพนั้นไปได้อย่างไร หากว่าดินที่ปลูกไม่เคยว่างเว้นให้ฟื้นตัว ยาฆ่าหญ้าทำลายอินทรีย์วัตถุจนหมดสิ้น

พวกเขากำลังฆ่าตัวตาย เหมือนที่เขาฆ่ากระรอกตายเกือบหมดป่า เพียงแค่ชั่วเวลาไม่ถึง 20 ปี ไก่ป่าแทบไม่ได้ยินเสียง ยังคงเหลือเพียงเสียงนกเงือกที่บินพึ่บพั่บ เพราะเขามีความเชื่อว่าถ้าใครฆ่านกเงือกแล้วจะโชคร้าย

เส้นทางเดินของทุนนิยมกำลังทับรอยบนวิถีพอเพียงของกะเหรี่ยงป่าคู้ จนน่าวิตก คนนำทางที่มีอายุผ่านร้อนหนาวมาหลายฤดู ยังยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลง เด็กสาว 4 คน ที่ร่วมทางมากับฉันครั้งนี้ มีบางคนที่แม่ต้องหอบหิ้วมานอนในป่านี้ด้วย เมื่อครั้งก่อนนั้น เพราะเธอยังต้องกินนมแม่ วันนี้เธอมีอายุครบ 17 ปี ฉันบอกว่าป่าเงียบเหงาไปมาก เธอพูดว่า .....ไม่น่าเชื่อนะคะ

ฉันจะไม่พูดเรื่องคนลักลอบตัดไม้ ที่คนป่าคู้ยืนยันว่าพวกเขาเฝ้าระวังแทนเจ้าหน้าที่ และร่วมจับคนที่ลักลอบตัดได้ แต่เมื่อส่งไปถึงเจ้าหน้าที่ บางครั้งกลับกลายเป็นเรื่องยาก

ฉันจะพูดถึงเรื่องการทำมาหากินที่น่าวิตก เพราะเกษตรแบบสมัยใหม่ที่ตอบสนองการตลาด ดึงดูดพวกเขาให้เดินลงสู่หลุมดำแห่งหนี้สิน เช่นเดียวกับคนข้างนอกโน่น จนผู้นำชุมชนคนหนึ่งต้องประกาศว่า

“ต่อจากนี้ไป ใครที่ทำไร่ข้าวโพด แล้วใช้ยาฆ่าหญ้า เราจะไม่ให้เขาฟันไร่เพิ่มเติม เราจะกันอาณาเขตเพื่อคนทำไร่โดยเฉพาะ ส่วนคนทำไร่ข้าวโพด ที่ไม่ยอมเลิกใช้สารเคมี และไม่ยอมเว้นให้ที่ดินพักตัว ให้เขาเจอปัญหาเอาเอง”

ปัญหาที่เขามองเห็นได้ล่วงหน้า เขาจะตื่นกลัวมันหรือไม่ ทีวีที่แต่ละบ้านต้องอาศัยไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ บอกเล่าอะไรแก่เขาบ้าง หรือเขาเลือกที่จะฟังเรื่องราวใดบ้าง เพื่อชะลอหายนะที่จะเกิดขึ้น

เอาแรงกัน...ตีข้าว

พวกเขารู้ดีว่า ทำไมคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องทิ้งให้ที่ดินทำข้าวไร่ ให้ดินฟื้นตัวหลายๆปี แต่เงื่อนไขของการทำไร่ข้าวโพดอาจจะไม่เอื้อให้พวกเขาเว้นที่เอาไว้นานๆ เพราะการขยายพื้นที่ปลูกเป็นเรื่องจำเป็น

“เบาะ ทำไมต้องปลูกข้าวโพด” ฉันชวนเขาสนทนาต่อในท่ามกลางความมืดมิด และเสียงป่าครวญเพลงยะเยือกเย็น

“ผมต้องหาเงิน กระวานไม่ค่อยได้เงินอีกแล้ว มันไม่ค่อยมีเมล็ด”

“กระรอกยังหมดป่าได้เลย จริงไหมเบาะ ทั้งที่เมื่อก่อนเธอบอกพี่ว่า มันหมดไม่เป็นหรอก” เขาเงียบ

“เรื่องที่ดินทำกินก็เหมือนกัน ถ้าต่อไปมีคนปลูกข้าวโพดมากขึ้น ต้องการใช้ที่ดินมากขึ้น พวกเธอยืนยันได้ไหมว่าจะไม่รุกเข้าไปถางป่าอีก” ฉันตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง และกล้าถามก็เพียงเขาคนนี้

“ไม่มีใครกล้าทำหรอกพี่ เรากันเขตที่ทำกินกับเขตป่า ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไว้แล้ว” คำตอบของเขาฟังดูจริงจัง

“เบาะ...หนึ่งปีที่ผ่านมา พี่เข้าป่ามาหลายป่า แต่ละป่าล้วนแต่มีปัญหากับหน่วยงานรัฐ เพราะเขาบอกว่าชาวบ้านทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายต้นน้ำ เพราะการใช้สารเคมีในพื้นที่ต้นน้ำถือว่าเป็นจุดอ่อนของคนที่อยู่ในป่านะเบาะ ถ้าเขาเอาเรื่องนี้มาพูด แล้วย้ายพวกเธออกไปจากป่า เขาก็ทำได้ เป็นไปได้ไหม ที่จะทำไร่ข้าวโพดแบบอินทรีย์ เป็นไปได้ไหมที่จะไม่ลงทุนจนเป็นหนี้เป็นสิน จนแก้ไขอะไรไม่ได้”.....เงียบ....ไม่มีเสียงตอบใดๆจากเขา

ฉันรู้ว่าทุกอย่างยากเย็น สำหรับพวกเขา เงินอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด แต่มันก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ร่วมเดินทางเข้ามาในป่าครั้งนี้ เธอต่างบอกว่าเธออยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ไม่มีทางใดเลยที่จะเรียนได้ ถ้าไม่ไปหางานทำในเมือง การพยายามเรียนให้จบมอหกจากการศึกษานอกโรงเรียน เป็นสิ่งที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ที่นี่เลือกทำ จากนั้นการส่งเสียตัวเองเรียนคือการออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน เรียนจบระดับสูงหวังว่าจะมีเงินเดือนมาเลี้ยงพ่อแม่ หรือมีชีวิตที่สบายขึ้น หรือเพราะอะไรกันแน่ ฉันเองก็ไม่รู้  เพราะแม้แต่ฉันเอง ในวันที่มีอายุวัยเดียวกับพวกเธอ ฉันยังตอบตัวเองได้ไม่ชัดนัก

สิ่งหนึ่งที่มองผ่านสายตาฉัน พวกเขายังมีทักษะการใช้ชีวิตที่เข้มแข็งหลายด้าน แม้แต่การล่าสัตว์ในป่านี้ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ความยั่งยืนอีกต่อไป กฏหมายอาจเล่นงานเขาได้ โดยที่ข้ออ้างด้านวัฒนธรรมความเชื่อใดๆก็ช่วยไม่ได้ แม้จะอ้างว่า ด้วยความเชื่อบางอย่างพวกเขาไม่เลี้ยงไก่ ไม่เลี้ยงหมู สิ่งเหล่านี้จะต้องได้จากป่าเท่านั้น เพื่อประกอบพิธีกรรมสำคัญๆของชุมชน

 

อาหารในป่า

ตาโต..หุงข้าวให้กิน

ด้วยความผูกพัน ด้วยความห่วงใย ทำให้ฉันครุ่นคิดบางเรื่องที่อยากจะช่วยเหลือ
ฉันบอกกับน้อง "ตาโต" ว่า

“อยู่หมู่บ้าน ปลูกฝ้ายเพื่อทอผ้าตามที่เธอทำได้เถอะนะ แล้วพี่จะกลับมาช่วยดูแลเรื่องนี้ให้ อย่าออกไปทำงานนอกหมู่บ้านเลย มันไม่คุ้มกับชีวิตหรอกนะ”

เธอคนนั้นพยักหน้า คล้ายๆจะเข้าใจ แต่ฉันเอง คนที่พูดคำนั้นออกไป ยังสงสัยว่า ความหมายของชีวิตของพวกเธอจะคล้ายกับที่ฉันคิดด้วยหรือเปล่า

.

ทั้งหมดที่พบเห็นและพูดคุย ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องภายนอกของชีวิตที่ฉันต้องทำความเข้าใจและยอมรับ
ไม่ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณของสัตว์บางชนิด ที่ถูกปรุงเป็นอาหาร หรือเสียงร้องเพลงสมัยใหม่ดังลั่นของเด็กสาวๆทั้งสี่คน

ยังมีสิ่งสำคัญที่ฉันต้องทำอย่างจริงจัง คือซับซาบความรู้สึกยามแนบร่างลงนอนบนพื้นดิน

การนิ่งฟังเสียงป่าอย่างตั้งใจ  การหายใจร่วมกับป่าอย่างกลืนกลายหายไปเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อชะล้างความทุกข์ละเอียดที่พิรี้พิไรรำพันอยากใช้ชีวิตเยี่ยงคนป่า ที่ครอบงำฉันมาเนิ่นนาน

ดึกดื่นค่อนคืน...เสียงใบไม้สูงส่ายใบกระทบกรูเกรียว สำนึกแรกบอกว่านั่นคือเสียงลม

สำนึกหนึ่งสอนใจทันควัน....

เป็นเพราะมีใบไม้ เราจึงรู้ว่ามีสายลม....

 

.

 

.

 

สาวๆร่วมเดินป่า

 

เส้นทางเดินป่าเลาะไปตามลำธาร

แวะพักกินข้าว

ดอกขนุนดิน

 

.

.

.

.

.

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net