วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จักโบกสองโบกเนาะ (แกรนด์แคนยอนเมืองสยาม สามพันโบกเมืองอุบลฯ)


"แกรนด์แคนยอนเมืองสยาม 

สามพันโบกเมืองอุบลฯ"

เขาว่าจังซั่น

ต้องนั่งเรือ  ถึงจะได้เห็นหลุมหิน

ผมพาลูกเมียไปเที่ยวด้วย

ไอ้ตัวเล็ก ต้นกล้า  คำพุทธิคุณ เขาตื่นเต้นน่าดู

****

จักโบกสองโบกเนาะ…

 

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒  แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง  (รวงทองต้องลม)

                ยังอึดอัดอึมครึมน่าปวดหัวยิ่ง  สำหรับการเมืองระดับบ้านเมือง  และการเมืองระหว่างประเทศไทย – กัมพูชา  โดยเฉพาะกรณี “ษิณ กับ เซ็น”  ช่างเป็นการดิ้นรนเอาตัวรอดที่น่ารังเกียจจริงๆ  ด้วยมิใช่ทำร้ายแค่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง  ยังทำร้ายประเทศ  และจิตใจประชาชนหมู่มาก

                ชาวบ้านพูดให้ได้ยิน  “ษิณกินขี้...เซ็นเล่นขี้”  ก่อนเคย “สงสาร”  ที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมือง  รู้เช่นเห็นชาติเช่นนี้แล้ว  เหลือแต่ “สงสัย”  ในพฤติกรรม  รวมทั้ง “เซ็ง” และ “...ซบ”

                เดินทางระหว่างนี้  มักเห็นป้ายเตรียมหาเสียงประเภท “ล้างหนี้ให้ประเทศ” หรือ “นำความสุขคืนมา”   บางทีก็ฉงน  ล้างหนี้หรือเพิ่มหนี้ให้วิบัติฉิบหาย?  คืนความสุขหรือทำร้ายช่วงชิงความสุขกันแน่?  เรื่องทุกข์  เรื่องสุข  ทางพระก็บอกแล้วมันอยู่ข้างใน  “สวรรค์ในอก  นรกในใจ”  แต่ไหนแต่ไร  ไม่ว่านักการเมืองจะดีเลิศหรือเลวชาติแค่ไหน  สุขๆ ทุกข์ๆ ก็ยังคงขึ้นอยู่กับตัวบุคคล  ไม่มีใครทุกข์ท่วมท้น  ไม่มีใครสุขเหลือล้น  การโฆษณาหาเสียงประเภทจะ “ปลดทุกข์” ให้ชาวบ้านโดยสิ้นเชิงนั้น  ถ้าไม่หลอกชาวบ้าน  ก็เป็นการหลอกตัวเองอย่างน่าเวทนายิ่ง

                ครับ  สุขยังอยู่กับผม ุขยังอยู่อกชาวบ้าน  ก็เป็นการหลอกตัวเองอย่างน่าเวทนา

าหาเสียงประเภทจะ "ยู่ ไม่ต้องให้ใครเอามาคืนหรอก  ดูแลกมลสันดานท่านเองก่อนเถิด!

          การเมืองท้องถิ่นแถวบ้านผม  อีกไม่กี่วันจะมีการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเทศบาล  รถหาเสียงผ่านบ้านเช้าสายบ่ายเย็น  ทำให้ได้ฟังเพลงโดยปริยาย  บ้างนำทำนองเพลงยอดนิยมมาใส่เนื้อร้องใหม่  บ้างก็เปิดเพลงยอดนิยมเสียเลย  เบาบ้างดังบ้างก็ต้องทำใจ  ได้ยินเสียง ไมค์  ภิรมย์พร  ไผ่  พงศธร  จนผมจะกลายเป็นไมค์เป็นไผ่ไปแล้ว (๕๕๕)  ในแง่หนึ่งก็น่ายินดี  ที่เพลงลูกทุ่งยังมีชีวิตชีวาอยู่คู่ชาวบ้าน  ยังไม่เห็นใครนำเพลงลูกกรุง  เพลงเพื่อชีวิต  หรือเพลงฝรั่ง  มาเปิดหาเสียง

                ขอบ่นหน่อยเถอะ  ทั้งที่ใจจริงแล้ว  อยากพาไปเที่ยวพักผ่อน...ศุกร์ก่อน  ว่าด้วย “สามพันโบก”  มิวายบ่นถึงนักการเมืองเมื่อเห็นถนน “สี่พันหลุม”  เวลาเดินทาง  นอกจากเห็นถนน “เป็นหลุมเป็นบ่อ”   สิ่งหนึ่งที่เห็นจนรกตารกใจก็คือ  “ขยะ”  การนำทิ้งขยะสองข้างทาง  มีให้เห็นทุกภาค  ทุกจังหวัด  ทุกอำเภอ  ทุกตำบล  ทุกหมู่บ้าน  ผมเศร้าใจเสมอ  นอกจากต้องบ่นถึงผู้ทิ้งขยะอย่างไรสำนึกแล้ว  ยังถามถึงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ  โดยเฉพาะนักการเมืองผู้ชอบขายนโยบายหรู

                จะ “ล้างหนี้” หรือ “นำความสุขคืนมา”  ก็ลอง “พูดจริงทำจริง”  และ “เลิกโกง” !

               กลับไปที่ “สามพันโบก”  อาจเพราะนิยมธรรมชาติ  จึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ  แอบถามบางคน  เขาว่ารู้สึกเฉยๆ  คนท้องถิ่นเห็นจนชิน  กระทั่งเขาว่า  เมื่อ เบิร์ด  ธงไชย  ไปถ่ายทำโฆษณา ท.ท.ท.  ทำให้ “สามพันโบก” กลายเป็นอีกเป้าหมายของนักท่องเที่ยว  มีถนนใหม่เฉพาะทางเข้า  โดยการสนับสนุนของนักการเมืองท้องถิ่น  ขึ้นชื่อตัวเองไว้หรา  อย่างนี้ก็ต้องชมกันแหละครับ  แต่จะให้ดี  ช่วยจัดการถนน “สี่พันหลุม” ด้วย  ว่างๆ ผมจะได้ไปทดสอบคลื่นหัวใจบนถนนสายนี้อีก (๕๕๕)

                ใน สารานุกรมภาษา อีสาน – ไทย – อังกฤษ  ของ ดร. ปรีชา  พิณทอง  ปราชญ์เอกเมืองอุบลฯ ผู้ล่วงลับ  “โบก”  หมายถึง  กระบอกไม้ไผ่ที่ขังข้อตัดเป็นท่อนสั้นๆ  ใช้สำหรับตักน้ำเรียก “โบกน้ำ”  สำหรับใส่ไม้เจียเรียก “โบกไม้เจีย”  ทำให้เห็นภาพ “กินเหล้ากันจักโบกสองโบก”  คิดถึง อ้ายแสงดาว  ศรัทธามั่น และ อ้ายไพฑูรย์  พรหมวิจิตร กวีแห่งล้านนา  ผู้มักพกพา “โบกไม้ไผ่” ติดย่ามประจำตัวเสมอ (๕๕๕)

                ลักษณะ แอ่ง  หลุม หรือ บ่อ  บนโขดหินกลางแม่น้ำโขง  มีหลายรูปทรงสวยงาม  น้ำกับทรายขังอยู่  บ้างเป็นวงกลมลึกลงไป  บ้างเป็นรูปไหปลาแดก  บ้างเป็นรูปมิคกี้เมาส์  บ้างเป็นรูปเดือนเสี้ยว  บ้างเป็นรูปหัวใจ  ธรรมชาติช่างขัดแย้งสมดุลได้ยอดเยี่ยม  ดุจมหกรรมศิลปกรรมโลก

ลองคิดเล่นๆ  ถ้าหากใช้ “โบกหิน” เป็นที่หมักปล้าร้า  หรือหมักสุรา  จะก่อเกิด “โอชารสแห่งสามพันโบก” สักเพียงใด? (๕๕๕)    

ครับ  ผมต้องเสน่ห์ “สามพันโบก” แม้จะไปช่วงแดดเปรี้ยง  ที่หินกับทรายกำลังระอุ  หากไปช่วงแดดอ่อน  หรือหาทางค้างแรมใต้แสงดาวกลางคืน  น่าจะได้มุมสวยงามที่คิดไม่ถึงอีกมาก

ขึ้นจากเรือ  แวะกินส้มตำ  แกล้มย่างปลายอน  ใต้ต้นมะม่วงเก่าแก่  ฟังชาวบ้านเล่าตำนาน “บ้านวังลับ”  หรือ “เมืองลับแล”  ประเภทอยู่ๆ “เส้นข้าวปุ้นในจาน  กลายเป็นไส้เดือน”

เป็นจังซี่...เห็นทีผมต้องหาทางไป “สามพันโบก” อีกจนได้!

 

อังคาร ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

คม ชัด ลึก       

               

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net