วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โค้งสุดท้าย ยึดทรัพย์ทักษิณ ๗.๖ หมื่นล้าน


คดียึดทรัพย์ ๗.๖ หมื่นล้านบาทของนช.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีอาญาในต่างประเทศ ด้วยข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ และใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง แม้จะมีสัญญาณว่าคดีนี้ใกล้จะงวดลงทุกขณะ แต่การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ทำเอาคนที่ลุ้นว่าจะจบยังไง ต้องถอนหายใจออกมาดังเฮือกเสียยกใหญ่
 
โดยเฉพาะหลังจากที่ “นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย” อดีตรมว.ต่างประเทศสมัยรัฐบาลทักษิณขึ้นเบิกความแล้ว ศาลก็ยังนัดสอบพยานเพิ่มเติม ๑๒ และ ๑๔ มกราคมปีหน้า (๒๕๕๓) พร้อมเรียกเอกสารสำคัญจากหลายหน่วยงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอกสารผู้ถือหุ้นวินมาร์ค ที่แสดงความเป็นเจ้าของบริษัทของทักษิณ รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับสัญญากิจการโทรคมนาคมของทักษิณ รวมถึงพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง

คนที่เข้าใจความเป็นไปเพียงผิวเผินอาจมองว่า ที่นัดสอบพยานเพิ่มเติมและเรียกหลักฐานเป็นการซื้อเวลากันหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี การเรียกหลักฐานมาเพิ่มก็อาจจะมองได้ว่าเป็นข้อบกพร่องในการสืบสวน หรือการจงใจละเลย ไม่ให้เอกสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยระบบการไต่สวนของศาล ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะเก็บงำเอกสารหลักฐานเหล่านี้ไว้ได้

สิ่งเหล่านี้จะชี้วัดได้ว่า นช.ทักษิณ ที่ต่อหน้าเป็นขวัญใจคนจนนักหนา แต่ลับหลังออกนโยบายเอื้อประโยชน์แก่บริษัทของตัวเองหรือไม่?

ใครที่ติดตามคดีนี้แล้วรู้สึกเซ็งๆ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม เอาเป็นว่าช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ ก็แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวปีใหม่กันให้หนำใจก่อน จนกว่าศาลจะไต่สวนพยานเพิ่มเติมที่มีอยู่จนหมดทุกคน หลังจากนั้น “องค์คณะตุลาการ” ผู้พิจารณาสำนวนคดีนี้น่าจะนัดหมายให้ทั้งสองฝ่ายแถลงปิดคดี และตามด้วยกระบวนการนัดอ่านคำตัดสินภายใน ๓๐ วัน
 
เวลาที่ยาวนานดูกันซิว่า ทักษิณในสภาพที่ตอนนี้เหมือน “ตายทั้งเป็น” จะทรมานขนาดไหน?

นับจากนัดแรกที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนพยานคดีนัดแรกเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒ โดยเริ่มจากการสืบพยานฝ่ายจำเลยจนหมด ก่อนที่จะสืบพยานโจทก์จนครบ ระหว่างการพิจารณาคดีก็มีเรื่องราวมากมายที่น่าติดตามสำหรับคำให้การของพยานฝ่ายจำเลย

รวมทั้งพยานฝ่ายโจทก์ที่เบิกความต่อศาล ทำให้ทักษิณออกอาการสะท้าน ด้วยหลักฐานและพยานที่มัดแน่น ชนิดที่ว่ายากที่จะโต้แย้งได้ และอึดอัดหนักขึ้นไปอีกกับการนัดสอบพยานและเรียกหลักฐานเพิ่มเติม ถือเป็นการยื้อเวลาให้ “ทักษิณ” ดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน
 
ฝ่ายจำเลย “สมพร พงษ์สุวรรณ” ทนายความฝ่ายของ “ทักษิณ” นำพยานกว่า ๓๐ ปาก เข้าเบิกความต่อศาลเพื่อหักล้างข้อกล่าวหา ยืนยันว่าเงินจำนวน ๗๖,๖๒๑,๖๐๓,๐๖๑.๕๑ บาท ที่อดีตอัยการสูงสุด “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นโจทก์ยื่นฟ้องและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นเงินที่ได้มาด้วยความสุจริต ซึ่งพยานปากสำคัญที่ขึ้นเบิกความก็คือครอบครัวและเครือญาติของ “ทักษิณ”

๓ กันยายน ๒๕๕๒ “พานทองแท้ ชินวัตร” ขึ้นเบิกความต่อศาลว่า ทักษิณและ “พจมาน(ชินวัตร) ณ ป้อมเพชร” มารดาได้ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้ในราคาทุน และให้ผ่อนชำระโดยไม่คิดดอกเบี้ย เพราะทั้งบิดา-มารดา ต้องการวางมือทางธุรกิจ ประกอบกับต้องการลงเล่นการเมืองอย่างจริงจัง อยากให้ตนดูแลสืบทอดกิจการต่อ

ส่วนกรณีที่ทักษิณขายหุ้นแอมเพิลริชฯ ในราคา ๑ ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เพราะต้องการให้เป็นของขวัญวันเกิด ซึ่งตนก็แบ่งขายหุ้นให้กับ “พิณทองทา” น้องสาว เพราะต้องการให้น้องลงทุน โดยใช้เงินที่คุณหญิงพจมานมอบเป็นของขวัญวันเกิดไปจ่ายค่าหุ้น ส่วนการติดต่อซื้อขายหุ้นให้กับกลุ่มบริษัทเทมาเส็กฯ ก็ติดต่อผ่านผู้เป็นลุงที่ชื่อ “บรรณพจน์ ดามาพงศ์” โดยที่บิดาและมารดาไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
 
ที่ฮือฮามากที่สุดก็ตรงที่ “พจมาน(ชินวัตร) ณ ป้อมเพชร” ขึ้นเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๒ กล่าวถึงการก่อตั้งบริษัทต่างๆ ของทักษิณ อาทิ บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯ และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสฯ (เอไอเอส) บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ฯ และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นฯ รวมทั้งการโอนหุ้นต่างๆ ให้บุตร หลังจากที่ทักษิณเข้ามาเล่นการเมือง

โดยยืนยันว่า การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ มูลค่าประมาณ ๔๕๐ ล้านบาทให้นายบรรณพจน์ พี่ชายบุญธรรม และนายพานทองแท้ มีการซื้อขายและชำระจริง ส่วนบริษัท วินมาร์คฯ ที่มีนายมามุส โมฮัมมัด อัล อัลซาลี มหาเศรษฐีชาวตะวันออกกลาง เพื่อนนักธุรกิจของทักษิณเป็นเจ้าของ มาขอซื้อหุ้นจากตนและทักษิณมูลค่า ๖๕๐ ล้านบาท เพื่อต้องการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงขายหุ้นในราคาพาร์ ซึ่งไม่ทราบว่า บริษัท วินมาร์คฯ ถือครองหุ้นนานเท่าใด ก่อนที่จะขายหุ้นต่อให้ “พิณทองทา”

ที่น่าแปลกใจก็คือ การเข้าเบิกความในวันนั้น พจมานกล่าวถึงการลงเล่นการเมืองของสามี จากการชักชวนของ “พลตรีจำลอง ศรีเมือง” หัวหน้าพรรคพลังธรรม ซึ่งเธอไม่เห็นด้วยแต่คัดค้านไม่ได้ เธอกล่าวว่าไม่เคยมอบเงินสนับสนุนพรรคพลังธรรม และไม่ทราบว่า ทักษิณจะมีข้อตกลงอะไรพิเศษหรือไม่ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๔ ทักษิณได้มาขอเงินเธอและก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แม้เธอจะเป็นผู้สนับสนุนให้เงินบริจาคพรรคไทยรักไทย แต่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวการบริหารงานภายในพรรค ไม่มีตำแหน่งใดๆ ในพรรค ไม่เคยเข้าแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดินของทักษิณ และไม่เคยได้รับผลตอบแทนจากทักษิณ

แต่เมื่ออัยการผู้ร้องและองค์คณะผู้พิพากษา ซักถามประเด็นที่ได้เบิกความไปในช่วงแรกเพื่อให้ชัดเจน  เธอกลับตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายไม่มั่นใจที่จะตอบ หันหน้าไปถามทีมทนายความที่คอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง ก่อนตอบคำถามด้วยประโยคสั้นๆ ไม่ได้อธิบายชี้แจง หลายคำถามเธอก็ตอบไม่ได้ อ้างว่าโยนให้ “นางกาญจนาภา หงส์เหิน” เลขานุการส่วนตัวไปดำเนินการ
 
มาถึงฝ่ายโจทก์ที่อัยการนำพยานเข้านำสืบ เพียงนัดแรกก็ทำเอาทักษิณสยองพองขน เริ่มจากวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ “แก้วสรร อติโพธิ” ตัวแทนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) เบิกความต่อศาลว่า การโอนหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นนิติกรรมอำพราง เพราะหลังจากที่มีการตรวจสอบแล้วหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯ ที่โอนให้บุตรและญาติ สุดท้ายเงินก็กลับเข้าบัญชีนางพจมานเหมือนเดิม ส่วนทักษิณ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ออกมาตรการหลายอย่างที่เอื้อต่อธุรกิจของชินคอร์ปฯ อาทิ ออกมาตรการแปลงภาษีสรรพสามิต แก้สัญญาโรมมิ่งมือถือ ปล่อยกู้พม่าผ่านเอ็กซิมแบงก์

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) “สุนัย มโนมัยอุดม” ขึ้นเบิกความในประเด็นการตรวจสอบคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น เอส ซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่มีหลักฐานชี้ว่า ทักษิณและพจมานเป็นเจ้าของ สอดคล้องกับการเบิกความของ “วรัชญา ศรีมาจันทร์” ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ให้การต่อศาลก่อนหน้านี้

โดยตรวจสอบคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น เอส ซี แอสเสทฯ พบหลักฐานสำคัญคือ ทักษิณและพจมาน จัดตั้งกองทุนลับที่ชื่อ “ซิเนตร้า ทรัสต์” แล้วให้กองทุนนั้นไปถือหุ้น บริษัท บลูไดมอนด์ จำกัด ๑๐๐% จากนั้นได้ว่าจ้างบริษัท แมธีสัน ทรัสต์ฯ บนเกาะฮ่องกง ไปจัดตั้ง บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด บนเกาะบริติชเวอร์จิ้น ซึ่งการจัดตั้งบริษัททั้งสามและดำเนินธุรกรรมแต่ละครั้งต้องฟังคำสั่งทักษิณผู้ว่าจ้าง

และเอกสารการจัดตั้งบริษัท “ซิเนตร้า ทรัสต์” ระบุชัดเจนว่าผู้รับผลประโยชน์ก็คือ ทักษิณ-พจมาน และลูกๆ ทั้งๆ ที่ก่อนและหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินจากกองทุนดังกล่าว ทั้งยังพบหลักฐานอีกว่า ทักษิณและครอบครัว มีเงินซุกซ่อนในต่างประเทศจำนวนมหาศาล ซึ่งมีเอกสารเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว

อีกประเด็นหนึ่ง ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ อัยการสูงสุดนำตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ขึ้นเบิกความต่อศาล ประเด็นการพิจารณาเสนออัตราการจัดเก็บรายได้จากค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบบัตรเติมเงิน หรือพรีเพดของเอไอเอส (วัน ทู คอล) ในช่วงปี ๒๕๔๔

พบว่าที่ผ่านมามีการเสนอบอร์ดของทีโอทีให้จัดเก็บรายได้ ๒๒% ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีสัญญาการเก็บรายได้จากระบบพรีเพด จึงเทียบเคียงอัตรากับการเก็บระบบค่าบริการแบบจ่ายรายเดือน หรือโพสต์เพด ที่จัดเก็บในอัตราก้าวหน้า ๒๕% ปรากฏว่า เอไอเอสเสนอแก้ไขสัญญาขอลดเหลือ ๒๐% ซึ่งภายหลังก็อนุมัติให้ตามที่ขอแก้ไขสัญญา ทำให้เอไอเอสได้รับผลประโยชน์ แต่ทีโอทีเจ๊งเพราะขาดรายได้
 
ประเด็นการอายัดทรัพย์ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ “คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา” อดีตคณะกรรมการ คตส. ขึ้นเบิกความต่อศาล ยืนยันว่า ที่ประชุมคตส.มีมติให้อายัดทรัพย์สินในส่วนที่ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้กับเทมาเส็ก ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนรวม กับประโยชน์ส่วนตัว ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันอีกว่า การพิสูจน์ทรัพย์สินได้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน และหากเจ้าของทรัพย์สินสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการโอนขายหุ้นดังกล่าว คตส.ก็คืนให้อยู่แล้ว

ประเด็นสำคัญที่เป็นไฮไลท์ก็คือ การปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าฯ(เอ็กซิมแบงก์) มูลค่า ๔,๐๐๐ ล้านบาทให้รัฐบาลพม่าในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ผ่านไปสดๆ ร้อนๆ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” อดีต รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ขึ้นเบิกความเมื่อ ๒๒ ธันวาคมที่ผ่านมา

โดยยืนยันว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลทหารพม่าเพิ่มเติม จากเดิม ๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนากิจการโทรคมนาคมของพม่า เพราะเป็นห่วงว่าจะถูกครหา เพราะทักษิณเป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมรายใหญ่ในประเทศไทย อาจเกิดปัญหาขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวมกับผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งได้เสนอทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไปแล้ว โดยได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้พม่าถึง ๒ ครั้ง
 
สุดท้าย ครม.อนุมัติให้เอ็กซิมแบงก์ ให้สินเชื่อแก่พม่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนรายละเอียดว่ารัฐบาลพม่าจะนำไปใช้ในกิจการใด เป็นข้อตกลงที่เอ็กซิมแบงก์ต้องดำเนินการร่วมกับรัฐบาลทหารพม่าเอง พร้อมยอมรับว่า ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องที่พม่าตกลงซื้อขายอุปกรณ์โทรคมนาคมกับบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ฯ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัทของทักษิณ โดยตนเองเพิ่งทราบเรื่องจากการเข้าให้ถ้อยคำของ คตส.

นี่คือประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการพิจารณาคดีตลอดปี ๒๕๕๒ ซึ่งนำไปสู่การชี้ชะตาทักษิณว่า สุดท้ายทรัพย์สินที่มีอยู่จำนวนมหาศาล จะถูกตัดสินให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ การปลุกเร้าของกลุ่มคนเสื้อแดงในการสร้างแรงกดดันต่อสังคม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เงิน ๗.๖ หมื่นล้านบาทอันหอมหวาน ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในตัวของทักษิณ กับบรรดานักการเมืองหน้าเงิน

ดังสำนวนที่ว่า “... ยามมั่งมีมากมายมิตรหมายปอง ยามมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา ยามไม่มีมิตรเมินไม่มองมา ยามมอดม้วยหมูหมาไม่มามอง...”

ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน คนอีสาน
ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๘๙๑ วันศุกร์ที่ ๒๕-วันจันทร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒
http://www.koratdaily.com/1/2832.html


โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net