วันที่ อังคาร ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อากาสิก – ข้อมูลของกรรมและวิบากทั้งมวลถูกบันทึกอยู่ในอากาศ


ในกระทู้ชื่อ เรื่องโลก   (http://www.oknation.net/blog/driftway/2009/06/18/entry-1) จขบ.เคยเขียนความคิดเห็นไว้ พูดถึงธรรมชาติที่บันทึกกรรมและวิบากของคน สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งหลวงปู่แหวน สุจิณโณ เคยกล่าวไว้โดยมิได้อธิบายรายละเอียด  เมื่อมาพบโอวาทของหลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม ที่กล่าวไว้สั้นๆ จึงได้นำมาเรียงร้อยต่อกับความคิดเห็นที่ จขบ.เคยเขียนไว้จากความทรงจำดังกล่าวไปแล้ว


.. " รู้ " .. มันลอยแน่นเต็มในอากาศ ตั้งเครื่องรับ"สาร"ให้ดี ตั้งเสาอากาศให้ดี ก็ได้ข้อมูล
.. ..
ยิ่งกว่านั้น หลวงปู่แหวนเคยเล่าไว้ว่า กรรมทั้งสิ้นที่มนุษย์ทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว หรือกลางๆ มันมีธรรมชาติอันหนึ่งบันทึกไว้ มันลอยอยู่ในอากาศที่เราหายใจนั่นแหละในอากาศมันมีธาตุอย่างหนึ่งบันทึกกรรมทั้งหลายไว้ เรียกว่า อากาสิก
เหตุฉะนี้ มันจึงลอยวนเวียนอยู่ในโลก รอวันที่เจ้าของเขาจะมารับคืนไป .. .. ..

 ลองคิดเทียบเคียงดูสิ แถบบันทึกเสียงสมัยโน้นใช้อะไร ใช้ผงแม่เหล็กที่ละเอียดยิ่งกว่าแป้งผนึกบนแถบพลาสติกใช่มั้ย
แถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) ก็ใช้ผงแม่เหล็ก สำหรับเก็บสัญญาณไฟฟ้าที่จะไปแปรเป็นภาพและเสียง ใช่มั้ย
แผ่นจานอ่อน (ฟล็อปปี้ดิ๊สก์) ที่ใช้ในคอมพ์ยุคก่อนหน้านี้ ก็ใช้ผงแม่เหล็กผนึกบนแผ่นพลาสติกกลม จัดวางให้เป็นระเบียบ ใช่มั้ย
แผ่น จานแข็ง (ฮ้าร์ดดิ๊สก์, ซีดี, ดีวีดี) ก็ใช้ผงแม่เหล็กผนึกบนแผ่นกลมแข็งๆ ใช่มั้ย .. สำหรับฮ้าร์ดดิ๊สก์ จะเป็นแผ่นกลมบางซ้อนเป็นชั้นๆ (เลเย่อร์)
......
พวกมันล้วนอาศัยคุณสมบัติ "ความเป็นสอง" คือสองขั้วของผงแม่เหล็ก ที่เราเรียกขั้วเหนือ/ขั้วใต้ ขั้วบวก/ขั้วลบ เมื่อจัดเรียงแถวตามจำนวนเม็ดที่เท่าๆกัน เมื่อแต่ละเม็ดในแถวหันขั้วลบบ้างบวกบ้าง ก็สามารถสร้างรูปแบบที่ต่างกันไปได้นับล้านแบบ(ชุด) แต่ละแบบ(ชุด)ถูกกำหนดให้แทนตัวอักษร ๑ ตัว, แทนตรรกคำนวณ บวกลบคูณหาร, แทนความหมายแต่ละข้อ แต่ละความคิด ที่มนุษย์ใช้สื่อสาร มันก็เหลือเฟือที่จะบันทึกทุกสิ่งสารพัน (เดิมในยุคแรกมันเป็นแค่สัญญาณไฟฟ้าสั้น/ยาว ที่เรียกรหัสม้อร์ส มันแตกชุดได้ไม่มากมหาศาลอย่างทุกวันนี้) ...

...
ส่วนในไอซี ในไมโครโพรเซ้สเซ่อร์ จะอาศัยคุณสมบัติ "ความเป็นสอง" อีกแบบหนึ่ง คือธาตุซิลิค่อน ที่เดี๋ยวก็สื่อไฟฟ้า / เดี๋ยวก็ไม่สื่อไฟฟ้า (แทนด้วยสัญญลักษณ์ l / O) มาจัดเรียงเป็นชุดแทนกระบวนตรรกแบบที่มนุษย์คิดเช่นกัน ...

มนุษย์ อาศัย คุณสมบัติความเป็นสองพวกนั้น แปลงสัญญาณไปมา แปลงลงบันทึก แปลงกลับเรียกขึ้นมาดู (แสดงผล) จัดการข้อมูล (แก้ไข เพิ่มเติม เอาออก ผ่านแป้นพิมพ์และหน้าจอ) แล้วแปลงลงบันทึก กลับไปกลับมา ลงลง ขึ้นขึ้น

แล้ว ไม่คิดหรือว่า ปรมาณูในอากาศที่เราหายใจจะไม่มีคุณสมบัติความเป็นสอง เช่น สื่อไฟฟ้า นำไฟฟ้าในระดับเล็กกว่าปรมาณู(อะตอม) ฉะนั้น อะไรที่เราทำ เราเคลื่อนไหว ล้วนถูกบันทึกไว้ในอากาศทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ต้องมีใครไปกำหนดรหัสแทนความหมายหรอก ในสภาพเดิมๆของโลกเขาก็ไม่มีระบบคำพูด ระบบความหมาย ระบบตรรกแบบในหัวของมนุษย์อยู่แล้ว เขาจึงไม่สนหรอกความหมายของฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ความหมายของราดิคั่ลหรือรอยั่ลลิสท์ ความหมายของสังคมนิยมหรือศักดินา ... ...
...
เค้ามีแต่ระบบของกรรม (ที่ไม่ต้องอาศัยคำพูดเป็นคำๆ) กับระบบการคืนกลับออกมาที่เรียกว่าวิบากหรือการให้ผล
 ..
นี่เอง ที่มาของวลีว่า ความลับไม่มีในโลก ... หรือ คุณอาจปกปิดการกระทำไม่ให้ใครรู้  แต่พระเจ้ารู้ .. ..



ต่อจาก คห.๘๒
.... เครื่องจักรสมองกลพวกนั้นใช้อะไรเป็นปากกาจดจารกัน หัวรีดแสงเข้มยิ่งยวด(เลเซ่อร์)ไง ส่องจี้ไปตามแถวของผงแม่เหล็กตามที่ตัวแม่ควบคุม แปลงผงแม่เหล็กแต่ละเม็ดให้หันซ้ายหันขวาตามรหัสที่กำหนด
....
เครื่องมือบันทึกกรรมของมนุษย์และสัตว์เล่า อะไรที่จะไปแต่งรหัสให้ธาตุละเอียดในอากาศหันซ้ายหันขวากำหนดทดแทนข้อมูล . . . . ไม่ใช่อะไรอื่น ใจ ของตนของตนนั่นเอง เป็นหัวบันทึกที่ซื่อสัตย์เที่ยงตรงที่สุด เมื่อมนุษย์เงื้อง่าศาสตราย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ใจจะมีคุณสมบัติที่ราบเรียบ สะอาดใส เนิบช้า ตรงข้าม มันย่อมเคลื่อนไปถี่กระชั้น ขาดเป็นห้วง มืดคลุ้ม เคียด อาฆาต อันไม่เป็นลักษณะของบุญ ฉะนั้น ข้อมูลที่ถูกบันทึกด้วยตัวเองก็จะไม่เป็นอื่น
..
แล้วโลกก็เคลื่อนไป อย่างที่เป็นมานมนากาเล . . . .

ต่อจาก คห.๙๒ .... ....
... ... ธาตุในธรรมชาติที่เก็บบันทึกเรื่องราวที่มนุษย์และสัตว์กระทำอย่างละเอียด ยิบนี้ ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครเป็นคนควบคุม มันเป็นเรื่องที่เป็นไปของมันเช่นนั้น มันมีอยู่ก่อนมนุษย์จะถือกำเนิดบนโลกมานานจนเกินจะนับ และมนุษย์ก็ก่อร่างขึ้นมาจากโลกธาตุทั้งหลายที่มีอยู่ก่อนมานมนานนี้แหละ ... ไม่แปลกที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจะยังมี"ช่องทาง"(ที่ละเอียดลึกซึ้ง มองเห็นไม่ได้) ที่เชื่อมเยงอยู่กับต้นกำเนิดนั้น

... ...
อ่าน คห.๙๒ แล้ว บางคนก็พรั่นใจในทีแรก เพราะมนุษย์ไม่ชอบให้ใครเฝ้ามองอย่างไม่รู้ตัว แต่ประเดี๋ยวหนึ่งก็อาจคลายใจว่าธรรมชาติที่เฝ้ามองและเก็บบันทึกเรื่องราว ของเรา(วจีกรรม กายกรรม)อย่างละเอียดยิบนั้น ยังไม่สามารถล้วงเข้าไปในความคิดของเราได้ นั่นพลาดไปถนัด เพราะมโนกรรมของมนุษย์และสัตว์นั้นแท้จริงคือความสั่นกระเทือน ความกระเพื่อมไหวอันละเอียด ที่ไปทำให้ธาตุธรรมชาติเกิดเปลี่ยนรูปแบบเป็นรหัสบันทึกได้เช่นกัน เท่ากับว่าทุกขณะจิต เราสื่อสารกับโลกธาตุนั้นตลอด .....

แล้วดังนั้น
>
พระป่า พระวิปัสสนา เน้นในการปลีกวิเวก อยู่ผู้เดียว สำรวมในความคิดตริตรึก
>
อีกศาสนาหนึ่งมีคำพูดว่าเราสื่อสารกับพระเจ้าตลอดเวลา ทรงเฝ้ามองสอดส่องดูแล อย่างอ่อนโยน และจดจำเรา
>
อีกศาสนาหนึ่งสอนว่าทรงรู้จักเราทุกคน และไม่มีเรื่องใดพ้นไปจากตวามรับรู้ของท่าน
>
เต๋า สอนว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาจากจิตเดิมแท้ที่เป็นสภาพ "หนึ่งเดียว"

เหล่า นี้ล้วนเป็นหลักความจริงที่ถูกนำมาถ่ายทอด(สอนสั่ง)แบบ "อเทวนิยม" (Atheist) ต่างกันแต่คำเรียกสภาวะนั้นตามที่มันเป็นสภาวะจริง หรือคำเรียกที่ใช้บุคลาธิษฐานแทนสภาวะนั้น (การใช้บุคลาธิษฐานมีเหตุจากความเคยชินของมนุษย์ที่มองสิ่งต่างๆอย่างมีตัว มีตน จึงเป็นการยากที่จะบอกเล่าถึงสิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่มีพลานุภาพอยู่ เหนือตัวเรา)
มันไม่ใช่พลานุภาพที่ควบคุมบังคับ หากแต่เป็นสภาวะของเหตุและปัจจัยที่เป็นไปเอง หากเรากลมกลืนกับสภาวะความเป็นเหตุและปัจจัยนั้น เราก็จะเสรี
....
นี่คือที่เคยเขียนเป็น คห.ในที่อื่น (แต่เพิ่งเขียนในโอเคเนชั่นนี่) ว่าไม่มีหลักขัดแย้งในระหว่างสามศาสนา ต่างกันเพียงคำเรียก และความตึงความหย่อนในการประพฤติปฏิบัติของศาสนิกให้เข้าถึงสิ่งนั้น





.

 

โดย driftworm

 

กลับไปที่ www.oknation.net