วันที่ พุธ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต้นปี 2553 พิสูจน์วิกฤตชาติจากข่าวลือ


ในปี 2552 ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนั่นก็คือ Hamburger Crisis ส่วนในทางการเมือง เสถียรภาพของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงประคับประคองท่ามกลางอุปสรรคจากฝ่ายต่อต้านมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง เหตุการณ์ที่นับว่าเลวร้ายถึงจุดต่ำสุดก็คือ สงกรานต์เลือด

จากบทเรียนในปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป หลายฝ่ายต่างกังวลว่า ในปี 2553 จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย โดยเฉพาะความกังวลอยู่สองสิ่ง คือวิกฤตการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่าผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะกลับมาคึกคัก

หากจะมองมายังรัฐบาลชุดปัจจุบัน หลังปีใหม่คิดว่าจะได้เห็น "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่คนไทยอาจมองว่าเป็นช่วงที่หนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว แต่กับผู้นำประเทศคนปัจจุบันอย่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็อาจจะเรียกได้ว่าต้องแบกรับอะไรหลายอย่างได้หนักกว่า

เริ่มต้นเสียแต่ต้นปี จะมีการเปลี่ยนแปลงเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อกระชับประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล และเพื่อป้องกันข้อครหาต่างๆ ที่กล่าวหารัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะการทุจริตจัดซื้อ-จัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่ทำเอารัฐมนตรีรายหนึ่งลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน ปัญหาทางการเงินทั้งภายในและภายนอกประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลเกิดปัญหามากขึ้น อีกทั้งตลาดหุ้นที่ตอนนี้กำลังอ่อนไหวกับวิกฤตมาบตาพุด เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินการคลัง ให้สอดคล้องกับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก

หากมองมาถึงในทางการเมือง เราเคยผ่านเหตุการณ์ "ทุบหุ้น" มาแล้ว การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาลก็อาจจะเกิดขึ้นได้ (ซึ่งถ้าไม่ใช่ตลาดหุ้น ก็คงจะเกี่ยวกับค่าเงิน หรือสถาบันการเงิน)

เป็นหนึ่งในหลายยุทธศาสตร์ที่อาจจะถูกขุดขึ้นเพื่อเอาชนะทางการเมือง

ส่วนทางการเมืองนับว่าเป็นความโชคดีที่การพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7 หมื่น 6 พันล้านของอดีตนายกรัฐมนตรี "ทักษิณ ชินวัตร" ต้องยืดเวลาออกไป จากเดิมที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจจะจบลงไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์นี้ พร้อมกับได้เห็นความรุนแรง ก็ต้องยืดเวลายุทธศาสตร์ในการสู้รบทางการเมืองเสียใหม่

โดยจังหวะในการเคลื่อนไหวจะอยู่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ หรือระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสภา กินเวลาไปถึงเดือนเมษายน ที่ฝ่ายผู้สนับสนุนทักษิณเห็นว่าพร้อมที่จะเคลื่อนไหวเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร พบว่าอยู่ในสภาวะเงียบผิดปกติ และประชาชนต่างระมัดระวังตัวมากขึ้น ส่วนใหญ่หากไม่ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็มักจะเก็บตัวเงียบอยู่กับบ้าน เป็นที่น่าเชื่อว่าช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อาจจะมีเหตุการณ์ระทึกขวัญหรือสลดหดหู่เกิดขึ้นมาก็เป็นได้ ไม่ว่าจะภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือการก่อวินาศกรรม

หากย้อนกลับไปเมื่อสิ้นปี 2549 เหตุการณ์ระเบิด 9 จุดในกรุงเทพมหานครที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครคือผู้ก่อการ แต่ก็เกิดขึ้นในช่วงที่อดีตนายกฯ ทักษิณสูญเสียอำนาจ และหากมองมายังเหตุการณ์ปัจจุบัน ทักษิณกำลังจะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลที่เขากอบโกยเอาไว้

เห็นแบบนี้ก็เชื่อว่าระหว่างคืนส่งท้ายปีเก่า ไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นต้นมา พูดได้แต่เพียงว่า "อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้" เพียงแต่ผู้ก่อการตัวจริงมักจะไม่แสดงตัวออกมาแค่นั้น

แต่ก็น่าสังเกตสำหรับความตื่นตระหนกตกใจ ก่อนหน้านี้เราจะพบกับข่าวลือที่สร้างความหวาดวิตกต่อหัวใจคนไทยมาแล้ว มีคนกล่าวว่าช่วงนี้ดาวพุธไม่ดี ข่าวสารลวง การพูดจาใส่ร้ายป้ายสี คำพูดที่หาความจริง หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ จะท่วมบ้านท่วมเมือง

ผมมองดูแล้ว เออ... ก็ท่าทางจะจริง

โดยเฉพาะ "ไอ้คุณตู่" คราวก่อนก็หัวร่องอหาย ฟันธงเสียดิบดีว่า 6 มกราคมนี้ ทักษิณจะยึดทรัพย์ ไม่รู้ว่าจะคิดไปพร้อมๆ กับฝันหวานฤกษ์งามยามดี "สิบเดือนหนึ่งปีสิบ" ผุดไอเดียจัดอีเวนต์วันโค่นล้มอำมาตย์เพื่อวางบิลหรือไม่ แต่พอแป๊กขึ้นมาก็มี "เอกสารลับ" เข้ามาสะกิดรัฐมนตรีต่างประเทศที่ชื่อ "กษิต ภิรมย์" ให้รำคาญพอเป็นกษัย

ทำให้นึกถึงคำพูดที่มีคนกล่าวไว้ว่า "การมีตัวล่อออกมาสร้างข่าวให้คนด่าเล่น นั่นไม่ใช่แผนหลัก นั่นมันม่านบังตา" เพราะผู้ก่อการตัวจริงเค้าวางยุทธศาสตร์อย่างเงียบๆ แล้วเราค่อยตื่นตาตื่นใจทีเดียว

"ไอ้คุณตู่" หรือบรรดาแก๊ง "เสด็จพี่ยี่เก" จอมเถื่อนถีบในพรรคเพื่อไทย อาจจะเป็นเพียงสีสันทางการเมืองแบบสัพเพเหระ หากแต่ความเงียบเชียบของตัวละครอีกสองตัวที่ปรากฏโฉมก่อนหน้านี้ก็คือ "อีเพ็ญ" และ "ยุทธ ตู้เย็น" ในภาพวีดีโอลิงค์นักโทษชายทักษิณ คงทำเอาต้องจับตามองยกใหญ่ว่าจะทำอะไรต่อไป

ปีหน้าที่กำลังจะมาถึง อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่ผู้เสพข่าวสารทุกคนต้องจดจำให้ขึ้นใจก็คือ มีสติและยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติ อย่าหวั่นไหวต่อความเลวร้ายจากนักโทษชายทักษิณ เพราะจิตใจของเรานั้นเหนือการกระทำ "เผาบ้าน-เผาแผ่นดิน" ยิ่งนัก...

เราเคยผ่านวิกฤตที่สุดในโลกมาแล้ว แล้วเราจะผ่านมันต่อไปอีกหน สำคัญที่ใจเราพร้อมที่จะเผชิญ และสยบต่อแรงหวั่นไหวเหล่านั้น ด้วยการยืนอยู่เหนือปัญหาทั้งปวงด้วยตัวของเราเท่านั้นเอง


โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net