วันที่ พุธ ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้...เดิน ยืน นั่ง นอนอย่างไรให้มีสติ+สัมปชัญญะ ตลอด 365วัน/2553


พระพุทธเจ้าตรัสไว้...เดิน ยืน นั่ง นอนอย่างไรให้มีสติ+สัมปชัญญะ

“เอ๊ง ๆๆ #@%$&!!”

สิ้นเสียงคุ้นชินนี้ ใจที่ล่องลอยไปไกลสุดสายตา ถูกเรียกกลับมาประจำการยังการเคลื่อนไหวของร่างกายในทันที

นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ผมเริ่มรู้สึกตัว  หลังจากเท้าข้างขวาเพิ่งไปสัมผัสกับบางสิ่งที่มีชีวิต(มีลมหายใจ) !

“ เฮ้ย ! เราเดินเตะหมาเลยเหรอ ? ขอโทษนะๆ”  ความคิดแวบแรกผุดขึ้น

“ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเจตนา เจตนาเป็นกรรม กรรมไม่ส่งผล ๆๆ ” ความคิดวนมาวนไปหลายครั้ง นัยว่า หมาตัวนั้น ไม่ใช่ เจ้ากรรมนายเวรของผม

ถือเป็นโชคดีของผมนะ ที่หมาไทยตัวนั้นไม่โกรธ ถึงขั้นวิ่งมาฝังเขี้ยวบนปลีแข้ง

แต่นั่นก็เป็นโชคร้ายของมัน ที่เจอคนขาดสติอย่างผมเตะก้นไปซะหนึ่งที

แม้เหตุการณ์นี้ จะเพิ่งผ่านไป ทุกครั้งที่ผมลงเรือจากท่าน้ำนั้น สิ่งหนึ่งที่พยายามตั้งใจไว้ คือ เดินอย่างไรให้มีสติสัมปชัญญะ ! 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใจของล่องลอยไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ขณะเท้าซ้ายและขวากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ร่างกายไปเบียดเบียนเพื่อนสิ่งมีชีวิต (ที่ผมรัก) อย่างไม่รู้ตัว

ตลอดเวลาที่ผ่านมาของชีวิต ทุกคนต่างก้าวเดิน เดิน เดิน แล้วก็...เดิน พอเริ่มเหนื่อยก็หยุด...ยืนอยู่กับที่ หันไปซ้ายขวาเห็นมีเก้าอี้ก็หย่อนก้นลง...นั่ง ใช้ชีวิตไปจนกระทั่งถึงเวลาสุดท้ายของวัน ก็ทิ้งตัวลง...นอนบนเตียง

แต่ทว่า การเดิน การยืน การนั่ง และการนอนของเราในแต่ละครั้งนั้น มิใช่ การเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างมีสติ (ระลึกได้) และสัมปชัญญะ (รู้ตัว) ตลอดเวลา

บางคนเดินไป ยิ้มไป มีความสุขกับการยกหูโทรศัพท์คุยกับคนที่คุณรัก ไม่ทันระวังรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน โดนรถเฉี่ยวซะงั้น

บางคนยืนคิดถึงเรื่องในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขุดเรื่องนั้น โน้น นี้มาเก็บไว้คิด จนไม่มีเวลา แม้กระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากคนที่อยู่ใกล้ ๆ  

บางคนนั่งรถแล้วก็เริ่มตั้งท่าคิดเรื่องโน้นที เรื่องนี้ที ตามคำทำนาย กลัวไปซะหมด ทั้งที่มันยังไม่เกิดขึ้น

และบางคนนอนอมความทุกข์ไว้ในใจทั้งคืน ร้องไห้กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ไม่เป็นอันหลับนอน

ทั้งนี้ ก็เพราะ ความจำในอดีต(สัญญา) ความคิดในอนาคต(สังขาร) และความรู้สึก สุข ทุกข์(เวทนา) กำลังเกิดขึ้นในความรับรู้ของวิญญาณ ทำให้วิญญาณไม่ไปรับรู้การเคลื่อนไหวของกายในขณะ เดิน ยืน นั่ง และนอน !

ซึ่งขณะที่วิญญาณไปรับรู้ ความจำในอดีต ความคิดในอนาคต และความรู้สึก สุข ทุกข์ แทนที่การรับรู้ความมีอยู่ของกาย ขณะนั้น เรียกว่า การไม่มีสติสัมปชัญญะ !

ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่าเราจะเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างมีสติและสัมปชัญญะไม่ได้

และก็ไม่มีวันได้หรือได้บ้างไม่ได้บ้าง หากเราไม่คิดจะ “ฝึกสติสัมปชัญญะ” เพราะ “ความเกียจคร้าน” เป็นตัวบงการอยู่เบื้องหลัง

ในทางกลับกัน หากเราเรียนรู้ที่จะ “ฝึกสติสัมปชัญญะ” มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ หากรู้จัก “วิธีการที่ถูกต้อง” เช่นเดียวกับที่ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ฝึกเพื่อใช้เป็นวิหารธรรม (เครื่องอยู่) ทั้งก่อนตรัสรู้และหลังจากตรัสรู้แล้ว 

ในที่นี้ หลักการง่าย ๆ สำหรับการเคลื่อนไหวอิริยาบถ “เดิน ยืน นั่ง นอน” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ก็คือ

เมื่อ เดินอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา เดินอยู่"
เมื่อ ยืนอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา ยืนอยู่"
เมื่อ นั่งอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา นั่งอยู่"
เมื่อ นอนอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา นอนอยู่"
เธอ ตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ๆ
ย่อมรู้ทั่วถึงกายนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น ๆ /1

และขณะที่รู้ชัดว่า เรากำลังเดิน ยืน นั่ง และนอนนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในความรับรู้ของวิญญาณ เมื่อความรู้ชัดนั้น ๆ หายไป ก็คือ อกุศลวิตก ที่เกิดขึ้น เมื่อ
ตา เห็น รูป
หู ฟัง เสียง
จมูก ดม กลิน
ลิ้น ลิ้ม รส
กาย สัมผัส โผฏฐัพพะ และ
ใจ รู้แจ้ง ธรรมารมณ์แล้ว ได้แก่

กามวิตก คือ ความครุ่นคิดในทางกาม
พยาปาทวิตก คือ ความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น
วิหิงสาวิตก คือ ความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ

ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ปกติ สามัญ แต่สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้ทำต่อไป ก็คือ เธอต้อง
ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้
แต่สละทิ้งไป
ถ่ายถอนออก
ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ /2

นั่นหมายความว่า สิ่งที่จะต้องละทิ้งจากความคิดขณะที่ เดิน ยืน นั่ง และนอน ก็คือ อกุศลวิตก 3 อย่าง ได้แก่ กาม พยาบาท เบียดเบียน
ซึ่งเป็นเครื่องกระทำให้มืดบอด
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ
กระทำซึ่งความดับแห่งปัญญา
เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น และ
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน /3

อีกนัยยะหนึ่ง พระองค์ตรัสถึงการละขาดซึ่งนิวรณ์ทั้ง 5 ในขณะเดิน ยืน นั่งและนอนไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อเธอทั้งหลายมีศีลถึงพร้อมแล้ว
มีปาติโมกข์พร้อมแล้ว
สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร

มีปรกติเห็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้มีประมาณน้อย

สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย อยู่ดังนี้แล้ว ยังมีกิจอะไรที่เธอทั้งหลายต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุแม้
เดินอยู่
ยืนอยู่
นั่งอยู่
นอนอยู่

เป็นผู้ปราศจาก
อภิชฌา(กามราคะ)
พยาบาท
ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ
วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว

ความเพียร เป็นธรรมที่เธอปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน
สติ เป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้ว ไม่ลืมหลง
กาย สงบรำงับแล้ว ไม่กระวนกระวาย
จิต ตั้งมั่นแล้ว เป็นอารมณ์เดียว /4

ซึ่งพระองค์ตรัสชื่นชมผู้ที่ละทิ้งความคิดในอกุศลวิตกและทำนิวรณ์ทั้ง 5 ให้หมดไปว่า
เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก
เป็นผู้ปรารภความเพียร และ
อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ

ในทางกลับกัน ผู้ที่มิได้ทำตามคำสอนข้างต้นจึงได้รับคำตำหนิจากพระองค์ว่า
เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส
ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก
เป็นคนเกียจคร้าน
มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ /
5

และอีกนัยยะหนึ่ง ที่สอดรับกัน พระองค์กล่าวกับพระอานนท์ถึงฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ที่เกี่ยวข้องกับการเดิน ยืน นั่งและนอนไว้ในฐานที่เก้าถึงฐานที่สิบสอง จากทั้งหมด สิบเก้าฐาน ว่า

อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อ
การเดิน
การยืน
การนั่ง
การนอน

เธอก็
เดิน
ยืน
นั่ง
นอน

ด้วยการตั้งจิตว่า 

"บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ อภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้เดิน ยืน นั่ง นอนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้"

ดังนี้ ในกรณีอย่างนี้

ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการเดิน การยืน การนั่ง การนอน นั้น /6

ที่กล่าวมานี้เป็น หลักที่ปรากฏใน “พุทธวจนะ” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึง “การเดิน การยืน การนั่ง และการนอน”

ต่อจากนี้จะกล่าวลงไปเฉพาะในแต่ละอิริยาบถที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ยกเว้น “การยืน” ซึ่งมิได้มีความยุ่งยาก เพียงแค่ “ยืนตัวตรง” แล้วก็ฝึกสติสัมปชัญญะ

ส่วนของ “การเดิน” นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้สำเหนียกตนเองให้ได้ว่า 

เราจักเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบใน
การก้าวไปข้างหน้า
การถอยหลัง
การแลดู
การเหลียวดู
การไป
การหยุด /7

ทั้งยังตรัสถึงอานิสงส์ของการเดินจงกรมไว้ 5 ประการ คือ
เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล
เป็นผู้อดทนต่อการกระทำความเพียร
เป็นผู้มีอาพาธน้อย
สิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว ลิ้มแล้ว ย่อมถึงการย่อยด้วยดี และ
สมาธิที่ได้ในขณะแห่งการเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน /
8

ส่วนของ “การนั่ง” นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เสพเสนาสนะอันสงัด คือ
ป่าละเมาะ
โคนไม้
เรือนว่าง
ภูเขา
ซอกห้วย
ท้องถ้ำ
ป่าช้า
ป่าชัฏ
ที่แจ้ง หรือ
ลอมฟาง  

เพื่อเจริญอานาปานสติสมาธิ ด้วยการ
นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง
ดำรงสติเฉพาะหน้า

มีสติ หายใจเข้า มีสติ หายใจออก

เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว
เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว
เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า หายใจออกสั้น

ทำการศึกษาว่า เรา
รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า
รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก

ทำการศึกษาว่า เรา
ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจเข้า
ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจออก /9

ส่วนของ “การนอน” นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงวิธีการนอนหลับไว้ถึง 3 ลักษณะ และการนอนอย่างมีสติ หรือ การนอนอย่างตถาคตไว้ว่า

โดยมากพวกเปรตย่อม นอนหงาย นี่เรียกว่า การนอนอย่างเปรต

โดยมากคนบริโภคกามย่อม นอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้าย นี่เรียกว่า การนอนอย่างคนบริโภคกาม

สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จ การนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้า สอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น ย่อมชะเง้อกายตอนหน้าขึ้นสังเกตกายตอนท้าย
ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกาย (ในขณะหลับ) ย่อมมีความเสียใจ เพราะข้อนั้น
ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ นี่เรียกว่า การนอนอย่างสีหะ และ

เพราะสงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑
ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่

เพราะวิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึงฌานที่ ๒
อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก 

ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุขด้วยนามกาย เข้าถึงฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า

“เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่

เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอเข้าถึงฌานที่ ๔
อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ นี่เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต /10

เห็นได้ชัดนะครับว่า การเดิน การยืน การนั่ง การนอนอย่างมีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับพวกเราเลย

ที่ผ่านมาเราทั้งเดิน ยืน นั่งและนอนอย่างขาดสติสัมปชัญญะบ้าง มีสติสัมปชัญญะบ้าง

เพราะไม่เคยฝึก หรือไม่ ก็ไม่รู้ “วิธีการฝึก” ที่ถูกต้องตามแบบฉบับของ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ทำอะไรจึงไม่ประสบความสำเร็จซะที

แค่การเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถใหญ่ เราก็พลาดท่าขาดสติสัมปชัญญะเสียแล้ว

สิ่งที่ต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งก็คือ การทำงาน (ในอิริยาบถใหญ่นั้น ๆ) 

จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

ก็ขึ้นอยู่กับ การเดิน ยืน นั่ง นอนอย่างมีสติสัมปชัญญะ หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า การอยู่กับปัจจุบัน นั่นแหละ

Confirm! ครับ

หลังม่านสีฟ้า
รวบรวมและเรียบเรียง
ขึ้น 13-14 ค่ำ เดือน ยี่

อ้างอิงพุทธวจนะ

/1 การทำสติในรูปแห่งกายานุปัสสนา ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร
(นัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร :๑๐/๓๒๕ - ๓๓๒/๒๗๔ - ๒๘๗)

ภิกษุ ท ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ นั้นเป็น อย่างไรเล่า ?

หมวดอิริยาบถ (คือกาย)

ภิกษุ ท ! ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุ
(๑) เมื่อเดินอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เราเดินอยู่"
(๒) เมื่อยืน ย่อมรู้ชัดว่า "เรายืนอยู่"
(๓) เมื่อนั่ง ย่อมรู้ชัดว่า "เรานั่งอยู่"
(๔) เมื่อนอน ย่อมรู้ชัดว่า "เรานอนอยู่"

เธอ ตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ๆ
ย่อมรู้ทั่วถึงกายนั้น ด้วยอาการอย่างนั้นๆ
ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกาย
ในกายอัน เป็นภายในอยู่ บ้าง
ในกายอันเป็นภายนอก อยู่บ้าง.....ฯลฯ......

/2 ลักษณะของผู้มีความเพียรสี่อิริยาบถ
(จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุ เดินอยู่ ถ้า เกิดมี
กามวิตก หรือ
พยาปาทวิตก หรือ
วิหิงสาวิตก ขึ้นมา

และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้เดินอยู่ก็เรียกว่า
เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัว(ต่อสิ่งลามก)
เป็นผู้ปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ


ภิกษุ ท ! เมื่อภิกษุ ยืนอยู่ ถ้า เกิดมี
กามวิตก หรือ
พยาปาทวิตก หรือ
วิหิงสาวิตก ขึ้นมา

และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ.

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ยืนอยู่ก็เรียกว่า
เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัว(ต่อสิ่งลามก)
เป็นผู้ปรารภความเพียร
อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุ นั่งอยู่ ถ้า เกิดมี
กามวิตก หรือ
พยาปาทวิตก หรือ
วิหิงสาวิตก ขึ้นมา

และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ.

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นั่งอยู่ก็เรียกว่า
เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัว(ต่อสิ่งลามก)
เป็นผู้ปรารภความเพียร
อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุ นอนตื่นอยู่ ถ้า เกิดมี
กามวิตก หรือ
พยาปาทวิตก หรือ
วิหิงสาวิตก ขึ้นมา

และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้ แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ.

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นอนตื่นอยู่ก็เรียกว่า
เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัว(ต่อสิ่งลามก)
เป็นผู้ปรารภความเพียร
อุทิศตนในการเผากิเลส อยู่เนืองนิจ

/3 วิตกโดยปริยายสองอย่าง (เพื่อนิพพาน - ไม่เพื่อนิพพาน)
(อิติวุ.ขุ ๒๔/๒๙๓ - ๒๙๔/๒๖๖ – ๒๖๗)

ภิกษุทั้งหลาย ! อกุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้
เป็นเครื่องกระทำให้มืดบอด
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ
กระทำซึ่งความดับแห่งปัญญา
เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน

สามอย่าง อย่างไรเล่า ?
สามอย่าง คือ
กามวิตก
พยาบาทวิตก
วิหิงสาวิตก

ภิกษุ ท ! อกุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้แล
เป็นเครื่องกระทำให้มืดบอด
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ
กระทำซึ่งความดับแห่งปัญญา
เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน

ภิกษุ ท ! กุศลวิตก ๓ อย่าง เหล่านี้
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้มืดบอด
เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ
เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ
กระทำซึ่งความเจริญแห่งปัญญา
ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น
เป็นไปเพื่อนิพพาน

สามอย่าง อย่างไรเล่า ?
สามอย่าง คือ
เนกขัมมวิตก
อัพยาปาทวิตก
อวิหิงสาวิตก

ภิกษุ ท ! กุศลวิตก ๓ อย่างเหล่านี้แล
ไม่เป็นเครื่องกระทำให้มืดบอด
เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ
เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ
กระทำซึ่งความเจริญแห่งปัญญา
ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น
เป็นไปเพื่อนิพพาน

(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
พึงวิตกกุศลวิตก ๓ ประการ ไม่พึงทำอกุศลวิตก ๓ ประการ ให้เกิดขึ้น
ท่านระงับวิตกอันแผ่ซ่านเสียได้ เหมือนฝนระงับฝุ่นอันฟุ้งขึ้น
ท่านมีจิตอันสงบจากวิตกถึงทับสันติบทในโลกนี้ทีเดียว

/4 ลักษณะของผู้มีความเพียรสี่อิริยาบถ (อีกนัยหนึ่ง)
(จตุกฺก. อํ ๒๑/๑๗/๑๑)

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อเธอทั้งหลายมีศีลถึงพร้อมแล้ว
มีปาติโมกข์พร้อมแล้ว
สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร
มีปรกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย อยู่ดังนี้แล้ว ยังมีกิจอะไรที่เธอทั้งหลายต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุแม้ เดินอยู่ เป็นผู้ปราศจาก
อภิชฌา
พยาบาท
ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ
วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว

ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน
สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง
กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย
จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้เดินอยู่ ก็เรียกว่า
ผู้ทำความเพียรเผากิเลส
ผู้กลัว(ต่อความเป็นทาสของกิเลส)
เป็นผู้ปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุแม้ ยืนอยู่ เป็นผู้ปราศจาก
อภิชฌา
พยาบาท
ถีนมิทธะ

อุทธัจจกุกกุจจะ
วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว

ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน
สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง
กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย
จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ยืนอยู่ ก็เรียกว่า
ผู้ทำความเพียรเผากิเลส
ผู้กลัว(ต่อความเป็นทาสของกิเลส)
เป็นผู้ปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุแม้ นั่งอยู่ เป็นผู้ปราศจาก
อภิชฌา
พยาบาท
ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ
วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว

ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน
สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง
กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย
จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นั่งอยู่ ก็เรียกว่า
ผู้ทำความเพียรเผากิเลส
ผู้กลัว(ต่อความเป็นทาสของกิเลส)
เป็นผู้ปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุแม้ นอนตื่นอยู่ เป็นผู้ปราศจาก
อภิชฌา
พยาบาท
ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ
วิกิจฉา ก็เป็นนิวรณ์ที่เธอละขาดแล้ว

ความเพียรเป็นธรรมที่เธอปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน
สติเป็นธรรมอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่ลืมหลง
กายสงบรำงับแล้วไม่กระวนกระวาย
จิตตั้งมั่นแล้วเป็นอารมณ์เดียว

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้นอนตื่นอยู่ ก็เรียกว่า
ผู้ทำความเพียรเผากิเลส
ผู้กลัว(ต่อความเป็นทาสของกิเลส)
เป็นผู้ปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.

/5 ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา
(บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๖/๑๑ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังเดินอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา

และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สุดสิ้นไป จนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังเดินอยู่ ก็เรียกว่า
เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส
ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก
เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทรามอยู่เนืองนิจ

เมื่อภิกษุกำลังยืนอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำให้ผู้อื่นลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา

และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้งไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังยืนอยู่ ก็เรียกว่า
เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส
ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก
เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ

เมื่อภิกษุกำลังนั่งอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา

และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนั่งอยู่ก็เรียกว่า
เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส
ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก
เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ

เมื่อภิกษุกำลังนอนอยู่ ถ้าเกิด
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือ
ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา

และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังนั่งอยู่ ก็เรียกว่า
เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส
ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก
เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ

/6 ฐานที่ตั้งแห่งความมีสัมปชัญญะ ๑๙ ฐาน
(อุปริ. ม. ๑๔/๒๓๖-๒๔๐/๓๔๗-๓๕๐)

อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อการเดิน

เธอก็เดินด้วยการตั้งจิตว่า

"บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้เดินอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ ในกรณีอย่างนี้นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการเดินนั้น
(นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่เก้า)

อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อการยืน

เธอก็ยืนด้วยการตั้งใจว่า

"บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ อภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้ยืนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ ในกรณีอย่างนี้นี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการยืนนั้น
(นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะฐานที่สิบ)

อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อการนั่ง

เธอก็นั่งด้วยการตั้งใจว่า

"บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นั่งอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ ในกรณีอย่างนี้นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการนั่งนั้น
(นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะฐานที่สิบเอ็ด)

อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตน้อมไปเพื่อการนอน

เธอก็นอนด้วยการตั้งใจว่า

"บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นอนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้ ในกรณีอย่างนี้ นี้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกรณีแห่งการนอนนั้น
(นี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ฐานที่สิบสอง)

อานนท์ ! ธรรมทั้งหลาย (อันเป็นที่ตั้งแห่งสัมปชัญญะ ๑๙ อย่าง) เหล่านี้แล

เป็นไปเพื่อกุศลโดยส่วนเดียว
เป็นของพระอริยเจ้า
เป็นโลกุตตระอันมารผู้มีบาปหยั่งลงไม่ได้

/7 ผู้มีสติสัมปชัญญะ
(๒ บาลี พระพุทธภาษิต มหาอัสสปุรสูตร มู.ม. ๑๒/๕๐๑/๔๖๘)

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นลำดับนั้น คืออะไร ?

คือ การสำเหนียกตนเองให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบใน
การก้าวไปข้างหน้า
การถอยหลัง
การแลดู
การเหลียวดู
การคู้
การเหยียด
การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร
การกิน
การดื่ม
การเคี้ยว
การลิ้ม
การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
การไป
การหยุด
การนั่ง
การนอน
การหลับ
การตื่น
การพูด
การนิ่ง

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล---ฯลฯ---
(มีตรัสมิให้นอนใจด้วยคุณเพียงเท่านั้น และตรัสเตือนว่ายังมีกิจที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป ในตอนท้ายนี้ ทุกครั้ง)

/8 สมาธิจากการเดิน (จงกรม) ย่อมตั้งอยู่นาน
(ปญจก อ ๒๒/๓๑/๒๙)

ภิกษุ ท.! อานิสงส์ในการเดิน (จงกม) ๕ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่ห้าอย่าง

อย่างไรเล่า ? ห้าอย่าง คือ
เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑
เป็นผู้อดทนต่อการกระทำความเพียร ๑
เป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑
สิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว ลิ้มแล้ว ย่อมถึงการย่อยด้วยดี ๑
สมาธิที่ได้ในขณะแห่งการเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑

ภิกษุทั้งหลาย ! อานิสงส์ในการเดิน ห้าอย่างเหล่านี้ แล

/9 ธรรมสัญญาในฐานะแห่งธรรมโอสถโดยธรรมปีติ (การรักษาโรคด้วยอำนาจสมาธิ)
(ทสก. อ. ๒๔/๑๑๕-๑๒๐/๖๐)

อานนท์ ! อานาปานสติ เป็นอย่างไรเล่า?

อานนท์! ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้ว
สู่ป่าสู่โคนไม้ หรือ
สู่เรือนว่าง ก็ตาม

นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ

ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก

เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว
เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว
เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า หายใจออกสั้น

ทำการศึกษาว่า เรา
รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า
รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก

ทำการศึกษาว่า เรา
ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจเข้า
ทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจออก

นี้เรียกว่า อานาปานสติ.

อานนท์ ! ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการเหล่านี้ แก่เธอแล้ว

ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

ภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้ว
อาพาธอันเป็นทุกข์หนักของเธอก็จะระงับไป โดยควรแก่ฐานะลำดับนี้แล
ท่านอานนท์จำเอาสัญญาสิบประการเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วเข้าไปหาท่านคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการแก่ท่าน
เมื่อท่านคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้ว อาพาธก็ระงับไปโดยฐานะอันควร
ท่านคิริมานนท์หายแล้วจากอาพาธ และอาพาธก็เป็นเสมือนละไปแล้วด้วย แล

/10 ทรงมีการประทม อย่างตถาคต
(บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๑/๒๔๖ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย)

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนมีสี่อย่าง คือ
การนอนอย่างเปรต
การนอนอย่างคนบริโภคกาม
การนอนอย่างสีหะ
การนอนอย่างตถาคต

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนอย่างเปรตเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! โดยมากพวกเปรตย่อม นอนหงาย นี่เรียกว่า การนอนอย่างเปรต

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนอย่างคนบริโภคกามเป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ! โดยมากคนบริโภคกามย่อม นอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้าย นี่เรียกว่า การนอนอย่างคนบริโภคกาม

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนอย่างสีหะเป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ! สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้า สอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา

สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น ย่อมชะเง้อกายตอนหน้าขึ้นสังเกตกายตอนท้าย
ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกาย (ในขณะหลับ) ย่อมมีความเสียใจ เพราะข้อนั้น
ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ นี่เรียกว่า การนอนอย่างสีหะ

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนอย่างตถาคตเป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ! การนอนอย่างตถาคตคือ ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ

สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑
ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่

เพราะวิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึงฌานที่ ๒
อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก
ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่

เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย เข้าถึงฌานที่ ๓
อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า

“เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่

เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอเข้าถึงฌานที่ ๔
อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ นี่เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net