วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

**ไม่มีคำว่าแพ้...เพียงแค่ใจเรายิ้มสู้**


สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน  วันนี้ฉันเพียงต้องการมาให้กำลังใจกับคุณผู้อ่านที่อาจจะกำลังเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของท่านอยู่ ณ ขณะนี้ แต่จงอย่าลืมว่า เราไม่ใช่คนที่เศร้าที่สุด และความเศร้านั้นจะอยู่กับเราเพียงเท่าที่เราจะต้องการให้มันอยู่เท่านั้นเองค่ะ

เรื่องที่ฉันต้องการนำเสนอเพื่อส่งท้ายปีวัวนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องคนพิการทางการเห็นอีกเช่นเดิมค่ะ อิๆ "ก็ทำไงได้ล่ะคะ อยู่ในวงการนี้มาตลอดชีวิตและคงต้องอยู่อีกตลอดไป"

เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ฉันได้มีโอกาสรู้จักกับคนที่ตาบอดภายหลังสามคน ซึ่งหนึ่งในสามนั้นฉันได้หยิบเอาชีวิตบางส่วนของเขามาเขียนไว้แล้วใน entry ก่อน ซึ่งนั่นก็คือพี่เจนนั่นเองค่ะ  วันนี้ฉันอยากที่จะหยิบเอาเรื่องราวของเพื่อนที่เรียนพร้อมกับเขาขึ้นมาเขียนบ้าง เพราะฉันเชื่อว่า ในชีวิตของหนุ่มคนนี้น่าจะเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้หรือไม่รู้จะหาทางออกจากปัญหาได้อย่างไร เผื่อจะเป็นกำลังใจให้กับอีกหลายๆท่านได้ค่ะ

   เพื่อนคนนี้แรกเริ่มเดิมทีเขาก็เป็นคนที่ปกติทั่วไป ใช้ชีวิตอยู่ มีครอบครัว มีลูกชายวัยกำลังน่ารักทีเดียวค่ะ แต่เมื่อประมาณปี 2546 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา  วันหนึ่งเขานั่งรถยนต์ซึ่งมีเพื่อนเป็นคนขับเพื่อจะไปที่ขนส่งเพื่อไปต่อใบขับขี่ ในขณะที่นั่งไปเรื่อยๆนั้น เขาเห็นพระที่ล้มคว่ำอยู่ที่ด้านหน้าของตัวรถ ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าลงไปเพื่อที่จะหยิบพระนั้นขึ้นมาวางไว้เหมือนเดิม ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมานั้น สิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเขาก็พลันเกิดขึ้น  รถยนต์ที่เขานั่งโดยสารมานั้นได้พุ่งชนท้ายรถบรรทุกเข้า กระจกหน้าแตกและกระเด็นเข้ามาบาดหน้าและนัยตาของเขาเข้า และนี่เองที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนชีวิตที่เหลืออยู่และมีสภาพเป็น คนพิการ โดยที่เขาไม่ต้องการจะให้เป็น

    เขาทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นานประมาณสามปี  ในช่วงที่อยู่กับบ้านนั้น  ช่วงแรกเขาได้แต่คิดวนเวียนซ้ำอยู่กับภาพเดิมที่เปลี่ยนชีวิตเขา เขาคิดว่าเขาคงจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป  จนถึงปี 2549  ที่เขาเข้ามาเป็นรายกรณีเพื่อฝึกการใช้ชีวิตและเรียนอักษรเบรลล์ ที่วิทยาลัยราชสุดา  ซึ่งที่นี่เองที่ทำให้เขาได้รู้จักกับพี่เจนและชายหนุ่มอีกหนึ่งคนที่ฉันยังไม่กล่าวถึงในคราวนี้  สองคนนี้มีส่วนช่วยเขาอย่างมากในการที่จะทำให้เขากลับขึ้นมายืนได้อีกครั้ง  เมื่อช่วงแรกๆที่เข้ามา เขาจะพูดอยู่เสมอว่า "ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเขา  ถ้าเขาขับเองเหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้น"  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภรรยาที่เขารักก็ยังมาแยกทางไปเสียอีก แต่จะด้วยสาเหตุอันใดผู้เขียนก็ไม่อาจทราบได้

เมื่อฟังคำนี้แล้วใครๆก็คงเศร้าตามไปด้วยจริงไหมคะ  ขนาดตัวของผู้เขียนเองก็ยังอดเศร้าด้วยไม่ได้เลย  แต่ผู้เขียนเองไม่สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ใครได้ ดังนั้นจึงได้แต่นั่งเป็นผู้ฟังที่ดีและคิดกันว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เขาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง  เมื่อพี่เจนและเพื่อนได้พูดคุยให้กำลังใจกับเขาและประกอบกับตัวเขาเองก็ไม่ต้องการที่จะอยู่เฉยๆ ดังนั้นพี่เขาจึงตัดสินใจไปเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ค่ะต่อมาเมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนวิชาคอมพิวเตอร์และต้องมีการสอนด้วยเป็นเวลาสามวัน  ผู้เขียนก็ได้ชวนพี่เขามาเรียนเพราะเนื่องจากตอนที่พี่เขามองเห็นอยู่เขาไม่เคยเรียนคอมพิวเตอร์มาก่อน  ช่วงแรกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเปิดเครื่องคอมเลยค่ะ ในระยะเวลาเพียงแค่สามวันมันก็คงสอนอะไรไม่ได้มากนักนอกเสียจากฝึกให้พิมพ์สัมผัสและฝึกเพื่อให้คุ้นเคยเมื่อเวลาต้องใช้กับโปรแกรมอ่านจอภาพหรือพวกเราจะรู้จักกันในชื่อ program jaws for window การทำงานของโปรแกรมนี้จะอ่านทุกสิ่งที่ตำแหน่งเคอร์เซอร์เลื่อนไป แต่เราต้องใช้คำสั่งจากแป้นพิมพ์( shortcut) เป็นตัวควบคุมค่ะ เอาไว้หากผู้เขียนมีโอกาสหรือท่านผู้อ่านสนใจเกี่ยวกับการทำงานของโปรแกรมอ่านหน้าจอภาพนี้ ผู้เขียนจะมาเขียนเล่าเรื่องการทำงานของมันให้ฟังในตอนหลังค่ะ 

หลังจากครบการสอนของผู้เขียนแล้ว อีกหนึ่งเดือนต่อมาพี่เขาตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อมาฝึกหัดอย่างเป็นจริงเป็นจัง แรกๆที่ได้คอมพิวเตอร์มา โอ้โห พี่แกเล่นซะผู้เขียนล่ะมึนไปเลย อิๆ แต่

หลังจากที่สอนนอกรอบกันอีกระยะนึง ปรากฏว่า เดี๋ยวนี้พี่เขาเก่งกว่าผู้เขียนอีกค่ะ (หนูแอบภูมิใจในตัวลูกศิษย์คนนี้อยู่จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ)

  จะว่าไปสิ่งที่ทำให้พี่เขาลุกขึ้นมายืนได้ใหม่ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คงหนีไม่พ้นเจ้ากำลังใจอีกเช่นเดิม  นอกจากกำลังใจแล้วพี่เขายังได้รับโอกาสจากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระให้ไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับคนพิการคนอื่นๆที่ยังไม่กล้าออกจากบ้าน เพื่อให้เขารู้จักและเห็นคุณค่าในตัวเองและกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่าดังเช่นพี่เขาค่ะ

   ปัจจุบันพี่เขาเป็นผู้นำคนพิการในจังหวัดนครปฐมและกำลังศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  และสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือ พี่เขาต้องไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอนค่ะ

     สุดท้ายนี้  ไม่มีคำว่าแพ้ เพียงแค่ใจเรายิ้มสู้ค่ะ

     ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดปี 2553 และตลอดไปนะคะ   และขอขอบพระคุณเจ้าของเรื่องราวนี้ที่อาจจะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนที่ท้อแท้ได้ไม่มากก็น้อย

   และหากมีข้อผิดพลาดประการใด  ผู้เขียนต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

     สวัสดีปีเสือค่ะ

โดย พูพู

 

กลับไปที่ www.oknation.net