วันที่ ศุกร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุณคาดหวังอะไรกับ ชีวิตที่เหลืออยู่


ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของผม ไม่เคยเขียนไดอารี่ ลงรายละเอียดการใช้ชีวิตในแต่ละวันเลย
เหตุผล คงเพราะ
1. ไม่มีเวลา (เหตุผลตลอดกาลของคนขี้เกียจ)
2. ชีวิตผมมันราบเรียบ (ราบเรียบ ไม่ได้หมายความว่าจะ ราบรื่น) จนคิดว่า ถ้าเอามาเขียนลงในไดอารี่ประจำวัน ก็คงไม่แคล้ว วันนี้กินข้าวกับอะไร ดูโทรทัศน์ช่องไหน รายการอะไร อุจจาระ ปัสสาวะไปกี่ครั้ง นอนกี่ทุ่ม ตื่นกี่โมง ฯลฯ ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร
3. อาย – เกรงว่าเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ไอ้ที่เราทำไม่ดี อยากลืม
ไม่อยากจำ มันจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะดันเอามา “จารึก”
ไว้เป็นหลักฐานเสียนี่

แต่ปีนี้ อยากลองเขียนอะไรที่มันต้องเขียนทุกวันดู
อาจจะไม่เชิงเป็นไดอารี่ บันทึกชีวิตประจำวันเสียทีเดียว
แต่กะจะเขียนทุกวัน นึกอะไรขึ้นมาได้ หรืออยากเขียนเรื่องอะไร ก็เขียนไป ไม่มีข้อจำกัด
ลองดูสักตั้ง (สักปี) ว่ามันจะไปรอดไหม
ไปไม่รอด ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะชีวิตผม ก็ทำอะไรไม่รอด
ล้มเหลวมานักต่อนักแล้ว

ปีใหม่ สำหรับผม ชีวิตก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นอกจากแก่ขึ้น ผมหงอกมากขึ้น พุงโย้มากขึ้น ปวดเมื่อยเหนื่อยล้ามากขึ้น ร่างกายชำรุดสึกหรอมากขึ้น เจ็บป่วยบ่อยขึ้น
(อืมม ไม่มีอะไรดีเลยนิ)
วันสิ้นปี 31 ธันวาคมที่ผ่านมา สำหรับผม ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
เพราะปกติก็เป็นคนไม่ได้ตื่นเต้นหวือหวากับเทศกาลต่าง ๆ อยู่แล้ว
ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ติดธุระ มีคนชวนไปสังสรรค์ทำลายสุขภาพ ก็มักจะนอนดูโทรทัศน์อยู่กับบ้าน

ปีนี้ก็เช่นกัน
31 ธันวาคม ของผม เงียบเหงา (ในความคิดของคนอื่น) คือ นั่ง ๆ นอน ๆ
พักผ่อนอยู่ในบ้าน
จะมีพิเศษ (หรือเปล่า) บ้างก็คือ
ผมดันมาป่วยไข้หลายขนาน ในวันสิ้นปี เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง (ของคนอื่น)
ทั้งอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย แถมปวดหัว มีไข้ขึ้นพอรุม ๆ
ซึ่งอาการเจ็บป่วยก็ทำให้เกิดอาการ “จิตตก” ได้บ้างเช่นกัน
คือ นอกจากไม่ได้คิดถึงเรื่องดี ๆ มีความสุขในวาระขึ้นปีใหม่แล้ว
ยังพานคิดไปถึงเรื่อง “ความตาย” เสียอีก
ว่าการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาในแต่ละปี ก็คือสัญญาณแจ้งว่า ชีวิตเรานั้นเดินทางเข้าใกล้ความตายไปทุกขณะ

คิดแล้วก็ไม่ได้ทำให้ปลง ยอมรับสภาพความจริงอะไรหรอกครับ
ให้พูดสักกี่ครั้ง ไม่ว่าจะพูดตอนอายุ 10 ขวบ หรือ 50 ปี
ผมก็คงพูดคำเดิมว่า “ผมกลัว(ความ)ตาย”

ความกลัว(ตาย) ของผม อาจจะไม่ได้กลัวเหมือนคนอื่น
ซึ่งบางคน อาจกลัวเพราะ คิดว่า เกิดมาแล้วยังไม่ได้ทำอะไรสมกับความตั้งใจ
หรือ ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ

ผมกลัวความตาย เพราะไม่อยากตายจริง ๆ - ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ผมก็แค่อยากต่อรองความตายกับ “ชีวิตที่เหลืออยู่” เท่านั้น

เรื่องอื่น ๆ ไม่มีอะไร
เพราะสำหรับผมแล้ว คิดว่า ตัวเองได้ทำอะไรในชีวิตมามากพอแล้ว
ชื่อเสียง ความสำเร็จต่าง ๆ ก็พอมี มีมากกว่าหลาย ๆ คน (แน่นอนในความสำเร็จนั้น ก็ย่อมมีความล้มเหลว ปะปนกันไป เป็นของธรรมดา)
มาถึงขั้นนี้ ก็ถือว่ามาได้ไกล ได้ดีพอแล้ว
คงไม่คิดจะอยากได้ใคร่มีไปมากกว่านี้อีก

ชีวิตส่วนตัว ก็เอาตัวเองรอด ไม่เป็นภาระให้สังคม หรือทำให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อน
ชีวิตส่วนรวม ก็สร้างอะไรให้โลกใบนี้ ไปตามความสามารถที่พึงมีพึงทำ

ผมคงไม่วาดหวังไปมากกว่านี้

ไม่ได้คิดอยากจะเป็นนักเขียนขายดี มีเงินเป็น(หลายล้าน)จากงานเขียน
เพราะการหาเงิน พยุงชีวิตให้รอด จะหามาได้จากงานเขียนหรืองานขายลูกชิ้น
ผมก็ว่าเป็นการ “หาเงิน” เหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่างอ่อนด้อยไปกว่ากัน

เกียรติยศที่สังคมมอบให้ ผมก็ได้มาจนล้นบ้าน หาที่เก็บไม่ได้แล้ว (ฮา)
ถ้าได้เพิ่ม ก็ดี
ไม่ได้เพิ่ม ก็ไม่เป็นไร

ผมคงไม่คาดหวังจะรอคอยเกียรติยศอื่น ๆ ในอนาคตอันไกลโพ้น
ไม่ว่าจะเป็น นักเขียนรางวัลนราธิป อมตะ ศิลปาธร ศิลปินแห่งชาติ ฯลฯ
(ไม่นับซีไรท์ ที่ไม่ได้เพราะไม่ส่ง ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ความคาดหวัง)
เพราะอาจจะไม่มีชีวิตรอคอยเกียรติยศเหล่านั้นไปแล้ว ขี้เกียจรอ (ฮา ๆ)

ถึงเวลานี้
ผมคาดหวังกับ “ชีวิตที่เหลืออยู่” ไว้แบบโง่ ๆ เชย ๆ แค่เพียงว่า
ขอให้ได้พบ “ความตาย” อันมิต้องทุรนทุราย ทุกข์ทรมาน มากเกินไป
เท่านั้นเอง

เป็นความคาดหวังที่ยากเกินจะหวังไปไหม

แล้วท่านละครับ
คาดหวังกับ “ชีวิตที่เหลืออยู่” ในแง่มุมใด


บันทีกประจำวัน

1 มกราคม 2553

โดย piss_it

 

กลับไปที่ www.oknation.net