วันที่ เสาร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทเรียนการพัฒนา: โครงการพัฒนาจุดเปลี่ยนเครือข่ายชาวบ้าน สู่สถาบันของชุมชน


สวัสดีปีใหม่ ครับ 
ผมน้องใหม่ในวงการงานพัฒนา มีข้อคิดเห็นมาแลกเปลี่ยน กับพี่ๆ บนโลกออนไลน์ครับ 
วันนี้ เริ่มต้นด้วยหัวข้อ
บทเรียนการพัฒนา: 
โครงการพัฒนาจุดเปลี่ยนจาก เครือข่ายชาวบ้าน สู่สถาบันของชุมชน (1)
ซึ่งมีด้วยกันสี่ประเด็นครับ เป็นความเห็นเกี่ยวกับว่าโครงการสนับสนุนทุน
หรือโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ (หรือไม่รัฐ) กับองค์กรชาวบ้าน
กลุ่มชาวบ้าน ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิธีการทำงาน อะไรขึ้นมาบ้างครับ
ก็มี อยู่ 4 ประเด็นคือ
1.เปลี่ยนคนทำงาน  
2.เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน 
3.เปลี่ยนจากนักกิจกรรมสู่ นักบริหารโครงการ 
4.เปลี่ยนผู้นำชุมชน เป็น กรรมการ(ชุดต่างๆของรัฐ)
5.เปลี่ยนจาก กลุุ่ม โดยสัมพันธ์ เป็น องค์กร สมาคม มูลนิธิต่างๆ  
ทั้งหมดนี้ เพื่อจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครับ
เพื่อแลกเปลี่ยนกันท้ายสุดว่าบทบาทของแหล่งทุน ผู้สนับสนุน
จะอยู่ที่ตรงไหน หวังดี จนเปลี่ยนวิธีคิดวิถีการทำงานแบบเดิม
ของชาวบ้าน หรือ ทำงานร่วมกันโดยมองที่เป้าหมาย และผลงาน ที่ตกลงร่วมกันเท่านั้น
 

ในปัจจุบันนี้ การพัฒนาชุมชน รูปแบบหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมา
คือ การสนับสนุนทุนการทำงานให้กับ องค์กร เครือข่าย กลุ่มกิจกรรม ในชุมชน
      ภายใต้ เครื่องมือที่เรียกว่า โครงการ (ใหญ่หน่อยก็เรียกว่าแผนงาน) 
     ซึ่งการสนับสนุนโครงการ ก็มีหลายลักษณะ 
      คือ
 แบบที่  1.แบบครั้งเดียวจบ แบบนี้ก็จะไม่ยุ่งยาก เป็นการทำกิจกรรม เป็นครั้งๆ มีระยะเวลาที่สิ้นสุด แน่นอน ผลงานออกมาชัดเจน แหล่งทุนน่าจะชอบแบบนี้ เพราะไม่ผูกมัด และวัดผลงานได้ง่าย (แต่ต้องมีตัวช่วยอื่นๆ เข้ามาเพื่อให้แหล่งทุน บรรลุเป้าหมายที่วางไว้) แต่แบบนี้งบประมาณไม่ค่อยเยอะครับ (คือเมื่อเทียบกับผลงานแล้วไม่เท่าไร)   
         แบบที่ 2 แบบระยะยาว แบบนี้ก็จะเป็นลักษณะความร่วมมือร่วมกันระหว่าง องค์กรชาวบ้าน (หรือภาคประชาชน )  หรือองค์กรพัฒนาเอกชน กับแหล่งทุน (ซึ่งในบริบทนี้ แหล่งทุน มักจะแทนตัวเองว่า ภาคี และแทนตัวเองว่า น้ำมันหล่อลื่น ) ความร่วมมือแบบระยะยาวนี้ แหล่งทุน ก็จะไม่ได้ทุ่มให้เต็มที่ นัก เพราะย่อมคาดหวัง กับ ทุนทางสังคมเดิม ของภาคีที่เป็นองค์กรประชาชน หรือ องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อมาช่วยสร้างฝันร่วม เป้าหมายร่วมกัน (ที่หนักไปตามความต้องการแหล่งทุนหน่อย) แน่นอนที่สุดว่า การสนับสนุนแบบนี้ ทุกอย่างไม่ชดเจน เป้าหมายในปีแรก ยังเบลอๆ แต่เป้าหมายก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาทำงานร่วมกัน ประมาณว่า ค่อยๆ เรียนรู้กันไป 
 อ้าว พูดมานี่ เกี่ยวอะไร กับ การเปลี่ยนผ่าน จาก องค์กรชาวบ้าน สู่ สถาบันของชุมชน ล่ะ  
เกี่ยวสิครับ เพราะไอ้ความไม่ชัดเจนของการสนับสนุนแบบระยะยาวนี่แหละ ที่ทำให้ผู้รับทุนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนอย่างไรเหรอครับ มาดูกันครับ

  1.เปลี่ยนคนทำงาน  
จากเดิม เป็นกลุ่มชาวบ้าน ทำงานแบบญาติมิตร  บางกลุ่ม พ่อแม่ พี่น้องทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนเป็นอย่างดี มีความสุขในการทำงานกันดี ครอบครัวรักใคร่กัน มีผลงานเป็นที่ยอมรับในชุมชน     มาวันหนึ่งแหล่งทุนเห็นว่ากลุ่มนี้ ทำงานดี เหมาะจะเป็นตัวเชื่อมการทำงานในพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายตัวเอง ก็ไปชวนมาทำงานร่วมกัน  ปีแรกไม่เท่าไรเพราะเป็นกิจกรรมแบบเรียนรู้่กัน  มาปีที่ สอง ประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล หรือการบริการจัดการ (ที่ดีกว่าหรือเปล่า)  เข้ามา มีการตั้งข้อสังเกต  ข้อสงสัย  ในความสัมพันธ์ของคนทำงานกลุ่ม ชาวบ้าน ที่มาร่วมทำงาน ต่อการบริหารการเงิน และบริหารโครงการ  แหมว่าจะมีผลงานก็ตาม (ยังไม่รวมบางกลุ่มที่ผลงานไม่ออกนะครับ) ประเด็นนี้ ด้วยคำว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้แหล่งทุนต้องบีบบังคับ สร้างเป็นเงื่อนไข ให้กับกลุ่มชาวบ้านหากคิดจะร่วมเดืนฝันกันต่อ อาจต้องปรับ คนทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานทด้านการเงิน หัวหน้าโครงการ ต้องไม่เกี่ยวข้องกัน  คนทำงานต้องเป็นคนภายนอกครอบครัว เป็นมืออาชีพ ในด้านนั้นๆ เท่าที่จะหาได้ในพื้นที่  ซึ่ง มีคำเล่นๆ ที่คุยกัน คือเปลี่ยนจากธุรกิจ(เพื่อสังคมของ) ครอบครัว สู่ กิจการมหาชน  
  หลายๆกลุ่ม ก็ต้องยอมปรับตัว เพราะเห็ํนถึงประโยชน์ของวิธีการทำงานที่เป็นธรรมาภิบาล แต่ด้วยใจรักที่อยากให้ชุมชนในตัวเองไปถึงเป้าหมายร่วม(กับภาคี ๆ ในช่วงแรก หลังเรืิ่มเป็นเจ้านาย) กัน   การปรับก็ส่งผลพอสมควร คือ 
     จากกลุ่มชาวบ้าน ที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้รับโครงการอื่นๆ อะไรมากมาย ก็ต้องปรับตัวลำบากหน่อย ต้องหางานใหม่กันทำ 
      กลุ่มชาวบ้านที่ใหญ่ขึ้่นมาหน่อย มีภาคี(แหล่งทุนให้การสนับสนุนโครงการ) ก็สลับเปลี่ยนคนทำงานแต่ละโครงการกัน (อันนี้ไม่ยาก)
   แต่นอกเหนือจากเปลี่ยนคนทำงาน แล้ว จากรูปแบบที่ตัดสินใจ ในกลุ่ม เล็ก เริ่มต้องมีคณะกรรมการที่เป็นคนภายนอก มามีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจ (ซึ่งจะได้กล่าวในข้อต่อไป) กำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน 
        
    การเปลี่ยนคนทำงานนี้ หากมองในแง่บวก ก็นำไปสู่ การเป็นสถาบัน ที่มีมืออาชีพ (หรือเปล่า) เข้ามาทำงาน กัน  มีระบบการทำงานที่ชัดเจน   หากเป็นโครงการที่ต้องทำกันยาว 3- 5 ปี กลุ่มคนทำงานที่เป็นครอบครัว ก็ต้องเตรียมตัวไว้ ทั้งในเรื่องการหางานที่รองรับ การปรับตัวกับคนทำงานใหม่  และการจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัวใหม่ จากเดิมไปไหนมาไหนด้วยกัน เมื่อแยกกันทำงานก็จะมีเวลาให้น้อยลง 
         ในด้านแหล่งทุน ก็ต้อง ระวัง การพูดจาไปเปลี่ยนเขา ความไม่โปร่งใส เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีวืิธีการเปลี่ยนผ่าน และขั้นตอนการรองรับ พัฒนาศักยภาพ คนทำงานอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญ ต้องนึกด้วยว่า ทำงานกันแบบภาคี (จริงๆ)  ไม่เช่นนั้นก็จะเสีัยภาคีการทำงานไป เพียงเพราะความหวังดี นี่เอง  
 
          ที่สำคัญ คนทำงานในพื้นที่ ไม่ได้มีเยอะนะจ๊ะ แหล่งทุน  และแหล่งทุนก็ไม่ได้มีทางเลือกทางเดียวนะจ๊ะ ภาคี  งานนี้หาจุดร่วมกันให้ได้ แล้ว เป้าหมายจะไปโลด พบกันเร็วๆนี้  
 
 

โดย empowerlearning

 

กลับไปที่ www.oknation.net