วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขอร้องล่ะ อย่ามาใช้ "ต้นทุน" ความเป็นนักเขียนของผม เป็นใบเบิกทาง


บันทึกประจำวัน
3 มกราคม 2553

สมัยก่อน ตอนที่ผมทำงานประจำ เป็นมนุษย์เงินเดือน
ไม่ว่าจะในตำแหน่งอาร์ตไดเร็คเตอร์ ครีเอทีฟ หรือผู้จัดการฝ่ายผลิต-ฝ่ายศิลปกรรม อะไรเทือกนี้
ผมจะมีกฎแจ้งให้ลูกน้องทราบว่า
ห้ามติดต่อหรือเอางานส่วนตัวมาใช้บริการกับซัพพลายเออร์ของบริษัท
ไม่ว่าจะเป็นโรงพิมพ์ ร้านเพลท ร้านคอมพิวท์ โบรไมด์ ถ่ายฟิล์ม อัดรูป ฯลฯ

ซึ่งจะบอกว่าผมรักษาผลประโยชน์ให้บริษัทก็ได้
แต่โดยความจริงผมก็ไม่ได้คิดในเชิงนั้นหรอก
ผมคิดในแง่ที่ว่า อยากให้ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงาน หยิ่ง-ทระนงในศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ เสียมากกว่า
คุณใช้วิชาชีพของคุณผ่าน "บริษัท" ที่ให้เงินเดือนคุณเลี้ยงชีพ
ก็ไม่สมควรจะใช้ "ต้นทุน" ความเชื่อถือ ระหว่างบริษัทกับซัพพลายเออร์
มาเหมาเป็น "ต้นทุน" ของตัวเอง
ซึ่งมันไม่มี - ไม่ใช่
ซัพพลายเออร์ ที่ยอมรับทำงาน(ส่วนตัว)ให้คุณ ก็คงไม่ได้รับด้วยความเต็มใจหรอก
แต่ที่ไม่เต็มใจก็ต้องรับ เพราะคุณเป็นพนักงานของบริษัท คนเดียวกับที่ติดต่อกันด้วยงานของบริษัทอยู่ทุกวี่วัน
จะไม่ยอม(ทั้งที่ไม่เต็มใจ) ก็กระไรอยู่

การโมเมเอา "ต้นทุน" ที่ไม่ใช่ของตัวเอง มาเป็นของตัวเอง
ถือเป็นเรื่องไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง ในความคิดของผม

ซึ่งลูกน้องผม ส่วนใหญ่ก็ไม่สู้จะเข้าใจหรอก
หลายคนคิดว่า ผมเป็นพวกประจบสอพลอเจ้าของบริษัท ไม่รักลูกน้องตัวเอง
แค่นี้ หยวน ๆ ให้กัน แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน่อยก็ไม่ได้
บางคนฝ่าฝืน ห้ามแล้วก็ไม่ฟัง แอบติดต่อ ผมรู้ก็ต้องเรียกมาตักเตือน ผิดใจหมางใจกันเสียนักต่อนัก
บางคน เตือนแล้วก็ไม่เชื่อ ก็ถึงขั้นต้องรายงานให้เจ้าของทราบ
โดนไล่ออกไป ก็มี
เป็นบาปเป็นกรรม ทำคนตกงานซะอีก

. . .

ผมเป็นคนคิดอย่างนี้แหละ
จะว่าแปลกหรือปกติ ก็ไม่รู้ล่ะ
แต่เป็นความคิดติดตัว ในทุก ๆ เรื่อง ไม่เฉพาะแต่ตอนทำงานประจำ
เมื่อลาออกจากงาน มาเป็นนักเขียน
ความคิดนี้ ก็ยังติดมาด้วย

ก่อนจะเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับการเป็นนักเขียนของตัวเอง
ขอเล่ากรณีตัวอย่าง ของคนอื่น - เพื่อนกัน ให้อ่านก่อนก็แล้วกัน

เพื่อนผมคนนี้ เป็นนักเขียนคอลัมน์ชื่อดัง - ดังมาก อย่าให้เอ่ยชื่อเลย
เพราะมันคงไม่เหมาะนัก เนื่องจากมีบุคคลที่สามมาเกี่ยวข้องด้วย

"บุคคลที่สาม" ที่ว่านี้ ก็คือแฟนสาวของเพื่อนผม
ซึ่งในตอนที่ผมกับเพื่อนคนนี้และกลุ่มเพื่อนในแวดวง ที่สนิทสนม นัดเจอ สังสรรค์ พูดคุย เฮฮากันที่ไหน
เธอก็จะติดสอยห้อยตาม "แฟน" เธอ ไปร่วมวงด้วยเสมอ
จนสนิทชิดเชื้อ รู้จักมักคุ้นกันดีกับกลุ่มของผม

จนวันหนึ่ง
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ถึงจุดสิ้นสุด เลิกรากันไป
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของผมหรือของใคร เป็นเรื่องของเขาสองคน ผม(หรือใคร)ก็ไม่เกี่ยวหรอก
แต่ที่มันต้องเกี่ยวคือ
(อดีต)แฟนสาวของเขา ยังติดต่อพูดคุยในเรื่องธุระการงานกับกลุ่มของผม
(ลืมบอกไปว่า แฟนเพื่อนคนนี้ เป็นคนที่สนใจในแวดวงศิลปะ สื่อสารมวลชน และงานเขียน แต่ก็ไม่ใช่มืออาชีพ เป็นเพียง "ผู้สนใจ" ซึ่งผมเข้าใจเอาว่า คงสนใจเพราะมาเป็นแฟนกับเพื่อนผม หรือไม่ก็เลือกเพื่อนผมมาเป็นแฟน เพราะชื่นชมในเส้นทางนี้ ก็เป็นไปได้)

เธอเสนอผลงานของตัวเอง ผ่านกลุ่มเพื่อนผม ที่มีสายงานรองรับผลงานของเธอได้

ซึ่งอดีตแฟนเก่าของเธอ - เพื่อนผม พอรู้เรื่องนี้ ก็โกรธมาก
ไม่ได้โกรธเพราะ เธอยังมายุ่มย่ามเกี่ยวข้องกับกลุ่มของผม
แต่โกรธเพราะ รู้สึกว่า การกระทำของอดีตแฟนตัวเอง
เป็นการใช้ "ต้นทุน" ของตัวเขา
เป็นใบเบิกทาง-ทางลัด ในการสร้าง "ตัวตน" ให้ตัวเอง

เขากล่าวคำผรุสวาท หยาบ ๆ แรง ๆ หลายคำ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ซึ่งพอจะสรุปออกมาได้ ประมาณว่า
 
มันไม่ได้สำนึกกะลาหัวเลยว่า ตัวเองเป็นใคร (หรือตัวอะไร)
ที่มีปัญญา มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ ตีเสมอพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ กับ "พวกผม"
ก็เพราะ "ได้สิทธิ" ความเป็นแฟนกับตัวเขาเท่านั้นเอง

เมื่อ "สิทธิ" นั้นหมดไปแล้ว ยังจะถือสิทธิอะไรมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองได้อีก

หลายคนคิดว่า เขาพูดแรงเกินไป ไร้เหตุผล
หรือไม่ก็เป็นเหตุผลประเภท คนอกหัก เกลียดชังกันแล้ว ก็เลยด่าสาดด่าเสีย
บ้างก็ว่า ไอ้เพื่อนผมคนนี้ มันช่าง "กร่าง" และหลงตัวเองชะมัด
คิดว่าตัวเองเป็นคนชั้นเทพ
เห็นคนอื่นที่ไม่ได้เป็น "เทพ" อย่างตน เป็นหมูเป็นหมาไปหมด

แต่ผมกลับคิดว่า เพื่อนผมคนนี้พูดถูกแฮะ
คิดเหมือนกันเป๊ะ อย่างที่ผมคิดมาตลอด ไม่ว่าจะตอนทำงานประจำ หรือมาเป็นนักเขียน

ผมก็คิดว่า อดีตแฟนเพื่อนคนนั้น ไม่สมควร(หรือไม่มีสิทธิ) จะนำเอา "ต้นทุน" ของคนอื่น มาเป็นของตนเอง
หากเธอมีใจสมัครรักชอบในทางนี้จริง
ก็ควรจะ "พากเพียร" พิสูจน์ตัวตนของตนเอง
โดยไม่ต้องใช้ "ต้นทุน" ของคนอื่น เป็นใบเบิกทาง

พูดง่าย ๆ ก็คือ เธอมีสิทธิที่จะเสนอผลงาน พิสูจน์ตนเองได้ ไม่มีใครว่า
แต่ไม่ควรจะมาใช้สิทธิความคุ้นเคยเก่า ๆ ของบุคคลอื่นที่ตัวเองเคยเกี่ยวพัน มาเป็นข้อต่อรอง

คือเธอจะไปเสนอผลงานกับใคร ที่ไหนก็ได้
แต่ไม่ควรมาเสนอกับกลุ่มของผม

. . .

เรื่องคนคุ้นเคย รักชอบ หรือเป็นเพื่อนฝูงกันของผม ที่อยู่นอกแวดวง
แต่พยายามจะขออาศัย "ต้นทุน" ของผม เป็นทางลัด
ในการเข้าหาหรือปฏิสัมพันธ์กับ "คนในแวดวง" คนอื่น ๆ
ผมก็เจออยู่บ่อย
ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องผลประโยชน์ หรือเป็นเรื่องธุระสลักสำคัญอะไรหรอก
ส่วนมาก ก็อยากจะได้รู้จัก พูดคุย หรือร่วมวงดื่มกิน กับ "คนดัง"
ในแวดวงนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ ศิลปิน สาขาต่าง ๆ
ที่เขาชื่นชอบเท่านั้นเอง

เพื่อนคอเพลงเพื่อชีวิตของผมหลาย ๆ คน ก็เคยถามผมว่า
รู้จักพี่หงา - สุรชัย จันทิมาธร ไหม
ผมก็ตอบ รู้จัก
เขาถามต่อ รู้จัก สนิทกันขนาดไหน
ผมบอก ก็ไม่รู้สนิทกันขนาดไหน แต่ก็นั่งกินเหล้ากันได้ คุยหยอกล้อแซวกันเรื่องลิเวอร์พูลกับแมนยูกันได้
(พี่หงา แกคลั่งแมนยู ส่วนผมเป็นสาวกหงส์แดง เจอกันเมื่อไหร่ ก็มีเรื่องแซวกันเมื่อนั้น)
เพื่อนผมเลยบอก "งั้นพากูไปคารวะพี่หงาหน่อยซิ ฮีโร่ในดวงใจกูเลยนะนั่น"

บางคนก็อยากให้ผมพาไปคารวะ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีที่เขายกย่อง
บางคนก็บอก ถ้าไปเยี่ยมบ้านพี่ชาติ กอบจิตติ เมื่อไหร่ พาเขาไปด้วยซิ อยากเจอตัวเป็น ๆ เจ้าของนิยาย "พันธุ์หมาบ้า" ที่เขาคลั่งไคล้มาแต่วัยรุ่น

ซึ่ง "คำขอ" ของเพื่อน ๆ เหล่านี้
สร้างความลำบากใจให้กับผมมาก
แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ลำบากใจเลย ที่ผมจะทำ "เฉยเสีย"
ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ ทำไม่รู้ไม่ชี้ หูตึงไม่ได้ยินไป

เพราะผมไม่มีทางพาเพื่อน ๆ ที่ผมรักเหล่านี้
เดินทางเข้าไปยังโลกส่วนตัว ของคนที่เขารัก อย่างเด็ดขาด

โลกส่วนตัวระหว่างผม กับนักเขียนท่านอื่น ๆ หรือศิลปินในสาขาอื่น ๆ ที่ผมรู้จักมักคุ้น
เป็นโลกที่เกิดขึ้นจากการสร้าง "ตัวตน" ของผมกับท่านเหล่านั้น
ให้มี "ศักดิ์" และ "สิทธิ์" เท่าเทียมกัน
ในแง่ของความเป็นศิลปิน ที่ "เสพด้วยศักดิ์เสมอกัน" (ส่วนมากศักดิ์ที่เสพมักจะเป็นสุรา หรือไม่ก็เบียร์ไฮเนเก้น 5 5 5)

ศักดิ์เสมอกัน ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่า
ผมจะยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง บารมี มากเท่า ๆ กับพวกท่าน ๆ
แต่เป็นความ "เสมอกัน" ในความเป็นผู้สร้างงานศิลปะ
ที่ผม "เพียร" จนมีต้นทุนส่วนตัวเป็นของตัวเอง
พอที่จะเข้าไปร่วมเสพศักดิ์ ได้โดยไม่เคอะเขิน หรือมีปมด้อย

ผมไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองมีโอกาสพิเศษกว่าคนอื่น
ที่ได้รู้จักกับ "ศิลปิน" คนอื่น ๆ ในประเทศนี้เลย
มันเหมือนเรารู้จักกันด้วยความเป็นเพื่อนร่วมแวดวงศิลปะ
ที่ใช้เป็นใบผ่านทาง อนุญาตให้เรา "รู้จัก" กันได้ โดยธรรมชาติวิสัย
ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ยิ่งใหญ่ หรือน่าตื่นเต้น อันใดเลย

ถ้าผมไม่ได้เป็นนักเขียน ไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
แล้วผมสะเออะ ไปรู้จักกับนักเขียนใหญ่คนนั้นคนนี้ มากมายก่ายกอง
เอามาคุยอวดเพื่อนไม่เว้นแต่ละวัน
อย่างนั้นสิ ถึงจะเรียกว่า ประหลาด

ประหลาดไม่พอ
มันน่าจะเรียกว่า เป็นการหา "ปมเขื่อง" มากลบ "ปมด้อย" ของตัวเองอีกต่างหาก

ผมจึงไม่อยากให้ใคร มาใช้ "ต้นทุน" ของผม
เป็นทางลัดเข้าไปหาเรื่องที่น่าจะสร้าง "ปมด้อย" ให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

เชื่อผมเถอะ
อย่าอยากรู้จัก "ตัวเป็น ๆ" ของคนดัง คนเด่น คนมีชื่อเสียง ในแวดวงต่าง ๆ เลย

"คน" ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงใด สถานะไหน ก็คือ "คน" นั่นแหละ
ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจาก "คน" ที่เรารู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้วหรอก

ผมรู้จักคนดัง คนมีชื่อเสียง ในแวดวงของผม
เพราะ "ความจำเป็น" จะต้องรู้จัก โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เท่านั้นเอง
ถ้าผมไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้
ผมก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้จักพวกเขาเลย

 

โดย piss_it

 

กลับไปที่ www.oknation.net