วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้าน


มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้าน

...คุณนายหมูของผมเธอออกจากโรงพยาบาลศิริราชแล้วครับท่านผู้ชม หลังจากที่ไปสิงสถิตให้หมอฉายแสงอยู่ราว 50 วัน แต่จนแล้วจนรอดแม้ในวันสุดท้ายที่จะได้ออกคือวันที่ 19 ธันวาคม 2552 เธอก็ยังจำไม่ได้ว่าที่นี่คือ “โรงพยาบาลศิริราช” แม้ผมจะแกล้งขู่ว่าถ้าเธอจำไม่ได้หมอจะไม่ให้ออกก็ตาม มันเหมือนกับว่าอะไรที่เธอไม่อยากจำเธอก็จะไม่จำ เพราะผมสังเกตดูว่าอะไรที่เธอชอบเธออยากจะจำ เธอเป็นอันจำแม่นเชียวแหละครับ อย่างเรื่องไปเที่ยว ในทุกวันเสาร์,อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งเธอก็จะได้รับการเว้นวรรคในการฉายแสงไปด้วย คุณหมอจะอนุญาตให้ลงไปเดินเล่นข้างล่างได้ อย่างนี้เธอเป็นอันจำแม่นเชียวครับ แม้บางครั้งผมแกล้งทำเป็นลืมๆเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอ ว่าจะทำอย่างไร เธอจะเตือนผมเชียวครับ พอผมถามเธอว่าจำได้ด้วยหรือ เธอจะย้อนกลับมาว่า “ก็พี่บอก” ทั้งๆที่ไอ้ที่ผมบอกน่ะตั้งแต่เมื่อวาน ปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องอื่นคุยกันห้านาทีเธอก็ลืมแล้ว...

...อย่างเรื่องสร้อยคอกับพระของเธอ เธอจะถามผมทั้งวันว่ามันอยู่ไหน ซึ่งอันที่จริงผมถอดเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ของเธอ ตั้งแต่วันที่แอดมิดเข้ามาโรงพยาบาล แต่ภายหลังปรากฏว่ามันเหลือแต่พระ สร้อยเส้นเล็กของเธอหายไป ผมก็บอกเธอไปหลายครั้งแล้วว่ามันหายไปแล้วช่างมันเถอะ พระยังอยู่ก็ดีแล้ว ดีกว่าพระหายสร้อยไว้ซื้อเอาใหม่ได้ แต่จนถึงทุกวันนี้เธอก็ยังถามผมอยู่ครับ...

...เธอฉายแสงครบตามคอร์สคือ 27 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกคุณหมอแจ้งผมว่าจะต้องฉาย 30 ครั้ง ไม่รู้ว่าเหตุผลกลใดจึงลดมาให้ 10% จนเหลือ 27 ครั้ง จะเป็นโปรโมชั่นพิเศษหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบได้ แต่คุณหมอก็ขอให้รอดูอาการไปอีก 2 วัน บวกกับความต้องการของผมเองและ “แมว” พี่สาวหมูด้วย เหตุผลของแมวก็คือว่า วันที่ 19 เป็นวันเสาร์ เธอจะได้ไม่ต้องลางาน และอีกอย่างหนึ่งก็คือ วันเสาร์หาที่จอดรถได้ง่ายกว่าวันธรรมดา ที่หายากเหลือเกิน ส่วนเหตุผลของผมก็คือว่า หากยื่นไปอีกสองวันก็จะได้เคลมประกันชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นห้าสิบวันพอดี ก็ผมจ่ายไปเยอะแล้วนี่ครับท่านผู้ชม...!!!

...วันที่เธอออกมาจากโรงพยาบาล เป็นวันที่โอเคเนชั่นมีมีตติ้งฉลองมงคลสมรส เอ๊ย!!ฉลองปีใหม่กันที่ร้านโอยั๊วะของครูแดงพอดี ผมยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะพาเธอไปดีหรือไม่ เพราะยังไม่แน่ใจในอาการของเธอ โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่เธอมักจะหลับตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล และอีกเหตุผลหลักคุณแม่ของเธอมาส่งเธอที่บ้านของผมด้วย ซึ่งผมยังไม่ทราบว่าแม่จะกลับตอนไหน ถ้าหากว่ากลับเย็นก็คงจะหมดสิทธิ์พาหมูไปแน่ เพราะคุณแม่คงจะไม่ยอม ฉะนั้นเพื่อนๆชาวโอเคที่โทรหาผมในช่วงบ่ายวันนั้น อาจจะรู้สึกแปลกประหลาดไปบ้างที่ผมตอบโทรศัพท์แบบเลี่ยงๆไม่พูดถึงเรื่องงาน ก็ผมกลัวคุณแม่จะได้ยินแล้วสั่งห้ามนี่ครับ แต่สุดท้ายแล้วฟ้าก็เป็นใจ ที่คุณแม่ของเธอกลับไปในช่วงบ่ายนั้นเอง และหมูเองก็ดูจะไม่ง่วงนอน อาจจะตื่นเต้นที่ได้กลับบ้านก็ได้ ผมก็เลยได้พาเธอไปปรากฏโฉมในงาน “โอเคโอยั๊วะ” !!!

...ในงานดูเธอจะอารมณ์ดีตลอด แม้มีผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งที่เธอจำได้บ้างไม่ได้บ้าง ถึงตอนเซอร์ไพร้ซ ที่ทุกคนในงานให้กำลังใจเธอด้วยการมอบอัลบั้มรวบรวมเรื่องราวในบล็อกที่เขียนถึงเธอ พร้อมทั้งเขียนข้อความในกำลังใจอย่างมากมาย แถมท้ายด้วยการร้องเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” เธอก็ต้องน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง อย่าว่าแต่เธอที่ช่วงนั้นอารมณ์จะอ่อนไหวง่ายร้องไห้บ่อยเลยครับ ผมเองไม่ได้เป็นอะไรก็ยังต้องเอาทิชชู่ลอบซับน้ำตาเสียหลายที อย่าเล่นยังงี้บ่อยนักนะครับ เดี๋ยวคนเขาจะมาจ้างให้ไปเป็นแสตนด์อินแสดงแทนดาราเวลาที่ต้องร้องไห้เสีย...!!!

...อีกสองวันถัดมาหลังจากออกจากโรงพยาบาล ผมก็ต้องพาเธอไปโรงพยาบาลอีกทีเนื่องจากว่า อาการหูอื้อของเธอมิได้ทุเลาลงเลย แถมกลับเพิ่มขึ้นเสียอีกจนเธอต้องเอามืออุดหูแล้วก็ร้องไห้ อันที่จริงอาการหูอื้อของเธอเป็นมาตั้งแต่ตอนอยู่โรงพยาบาลแล้วละครับ แต่ตอนนั้นหมอบอกว่าน่าจะเป็นเนื่องมาจากอาการคัดจมูกของเธอ ถ้าอาการคัดจมูกหายแล้วอาการหูอื้อคงจะหายเองภายในสองสามวัน แต่เมื่อเธอเป็นหนักขึ้นผมจึงโทรศัพท์ไปถามคุณหมอด้านต่อมไร้ท่อ ซึ่งเคยมาตรวจหูให้เธออย่างคร่าวๆครั้งหนึ่ง คุณหมอฟังแล้วก็เห็นด้วยว่าควรจะพาไปให้คุณหมอด้านหู คอ จมูก ตรวจดูจะดีกว่า ผมก็เลยต้องพาเธอกลับมาที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง ซึ่งในขณะที่นั่งคอยคิวเรียกชื่ออยู่ที่ชั้นห้าของตึกโอพีดีนั่นเอง ผมก็ได้พบกับชายวัยกลางคนมีหนวดหงอกๆโปะอยู่ที่ริมฝีปากบน นั่งจ้องหน้าผมอยู่สักครู่แล้วก็เรียกชื่อผมว่า “คุณเป๊ปซี่” !! แน่นอนครับว่าผมตกกะใจ และจ้องมองกลับไปด้วยความคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหน จนเมื่อท่านเฉลยออกมาว่าเขาคือ “ลุงตุ่ยแห่งโอเคเนชั่น” ผมถึงได้อ๋อออกมายาวๆ อย่างน่าตบกะโหลกตัวเองสักป้าบ ว่าเหตุใดจึงจำไม่ได้ทั้งๆที่ในงาน “โอเคโอยั๊วะ” นั้นผมยังนั่งคุยอยู่โต๊ะ “ลุงตุ่ย” ตั้งครู่ใหญ่ๆ หรือว่าอาการขี้ลืมของหมูจะติดมาถึงผมก็ไม่รู้...!!!

...กว่าหมูจะได้ตรวจก็เกือบเที่ยงทั้งๆที่มาแต่เช้า แต่นั่นแหละครับคนป่วยที่มาเข้ารับการรักษาที่นี่มันเยอะมาก ของหมูไม่ได้มีคิวนัดมาก่อนก็ต้องช้ากว่าคนที่มีใบแพทย์นัดมาเป็นธรรมดา ดูๆคุณหมอที่ตรวจหมูจะเป็นถึงระดับอาจารย์หมอเชียวครับ เพราะเห็นพยาบาลเรียกอาจารย์ และท่านก็อาวุโสมากแล้วถึงจะยังไม่หกสิบแต่ผมก็ว่าใกล้เคียงแหละครับ พอหมูไปนั่งท่านตรวจสายตาดูขึ้นลงสักครู่ก็บอกมาก่อนเลยว่า “แต่ก่อนนี้เป็นหวัดบ่อยใช่ไหม? มือเย็น เท้าเย็นใช่ไหม? นี่ดูจากนี่ก็รู้แล้ว เส้นเลือดที่มือเป็นสีม่วงๆนี่ แสดงว่าเลือดไม่ดี เป็นหวัดบ่อย” ถูกเป๋งทุกข้อเลยครับท่านผู้ชม สรุปว่าเธอได้เพิ่มมาอีกหนึ่งโรคก็คือ “เป็นหูน้ำหนวก” และเมื่อวัดการได้ยินแล้วก็ถือได้ว่าเป็นโรค “ประสาทหูเสื่อม” คุณหมอบอกว่าเกิดจากตัวของคนไข้อย่างหนึ่ง ที่เป็นคนเลือดลมไม่ดีเป็นหวัดบ่อยโดยพื้นฐาน บวกเข้ากับการฉายแสงทุกวันเป็นผลให้ประสาทหูบวม จนน้ำหนวกไหลออกมา สภาพก็เลยเหมือนโดนป๊อกเก้าสองเด้ง ได้ยามาอีกหนึ่งห่อใหญ่ พร้อมทั้งเทคนิคการให้ยาอย่างอัศจรรย์ของคุณหมอ ซึ่งท่านย้ำนักย้ำหนาว่าการใช้ยา ไม่ได้อยู่ที่การให้ยาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเทคนิคการให้ยาด้วย โดยเฉพาะของหมูมียาหยอดจมูกด้วยครับท่านผู้ชม ซึ่งแม้ว่าเธอจะปวดหูแต่คุณหมอก็บอกว่าให้หยอดจมูก แล้วมันจะผ่านหูไปลงคอเอง และไม่ต้องไปสนใจฉลากข้างหลอดยาที่ว่าเป็น “ยาพ่นจมูก” ไม่ต้องพ่นให้หยอดอย่างเดียว คุณหมอท่านกำชับหลายครั้งและยังแถมท้ายอบรมสั่งสอนเรื่องศีลธรรมอีกต่างหาก บอกว่าให้หัดสวดมนต์ นั่งสมาธิบ้าง หรือว่างๆก็ไปทำบุญบ่อยๆ ดีนะที่ในใบสั่งยาไม่สั่งหนังสือสวดมนต์มาให้ด้วย ถ้าท่านผู้ชมเห็นการแต่งกายของคุณหมอท่านนี้ แล้วอาจจะทึ่งก็ได้ครับ ท่านมีลูกประคำห้อยเป็นกำไลอยู่ที่ข้อมือ พร้อมด้วยเครื่องประดับในระดับฮาร์ดคอร์ทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าพาหนะที่คุณหมอขับมาโรงพยาบาล เป็นมอเตอร์ไซด์ฮาร์เล่ย์หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เข้ากันพอดีเป๊ะเลยแหละครับ ว่าแต่จริงๆผมชอบนะครับคุณหมอท่านนี้ ท่านจะนัดอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 8 มกราคมนี้แหละครับ ไว้จะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง...

...แม้คุณนายหมูเธอจะได้โรค “ประสาทหูเสื่อม” เพิ่มขึ้นมาอีกโรคหนึ่ง แต่อาการโดยรวมของเธอก็เริ่มดีขึ้นนิดหน่อยครับ เธอเริ่มอ่านหนังสือตัวโตๆได้ เริ่มดูทีวีแล้วบอกได้ว่าในทีวีนั้นมีอะไรแม้ว่าจะยังดูมันไม่รู้เรื่องนักก็ตาม แล้ววันหนึ่งเธอก็ทำให้ผมตื่นเต้น ผมพาเธอนั่งรถจะไปทานอาหารกันที่ห้างสรรพสินค้า เธอบอกผมว่าขอแว่นตาดำหน่อยเธอรู้สึกว่าแสงแดดมันจ้า ผมดีใจจนเนื้อเต้นเป็นแทงโก้เลยครับ เพราะนานมาแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ครั้งเมื่อเธอมีอาการป่วยใหม่ๆ เธอไม่เคยพูดว่าได้เห็นแสงจ้าๆเลย!! แดดจ้าๆของเธอเป็น “โลกสลัวๆ” มาตลอด แต่ว่าพอตอนออกจากห้าง ผมลองถามเธออีกครั้งว่าเห็นแดดจ้าๆไหม คราวนี้เธอกลับตอบว่า “ไม่เห็นจ้าเลย” ทั้งๆที่มันก็ยังจ้าอยู่เพราะเพิ่งจะบ่ายโมงกว่าๆเอง แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่ามันคงจะยังไม่กลับมาเต็มที่นัก อาจจะต้องค่อยๆฟื้นตัวไป เพราะคุณหมอด้านรังสีก็บอกมาว่า จะต้องใช้เวลารอดูถึงสามเดือน เพื่อประเมินว่าอาการป่วยของเธอจะกลับมาดีได้ขนาดไหน...

...ความจำและความสับสนของเธอก็ดูจะดีขึ้นนะครับ เมื่อครั้งที่เธอยังนอนฉายแสงอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วผมกลับมาทำงานที่ “สะเดา” เธอจะโทรมาหาผมทุกวัน แล้วก็ถามทุกครั้งว่าผมอยู่ที่ไหน เหมือนกับว่าเธอป่วยอยู่ผมไม่รู้บ้างหรือไงประมาณนั้น แม้ว่าผมจะบอกเธอทุกครั้งว่า ผมกลับมาทำงานแค่สัปดาห์เดียวเอง เดี๋ยวผมก็ขึ้นไปหาเธอแล้ว เธอก็จำไม่ได้สักที แถมท้ายก็ร้องไห้ทุกทีบอกว่า “คิดถึงผม” ซึ่งผมก็สะอึกทุกทีเหมือนกัน ถ้าไม่อายเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็คงจะปล่อยโฮตามเธอไปแล้ว แต่มาครั้งนี้ผมกลับมาทำงานที่สะเดาได้สักสี่ห้าวันมาแล้ว แม้ว่าวันที่จะกลับมาเธอก็ยังร้องไห้ตามผมเหมือนเคย แต่ว่าในวันหลังๆที่เธอโทรมาหาผมดูเธอจะควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ไม่ร้องไห้ง่ายๆเหมือนเมื่อครั้งก่อนแล้ว แถมบางวันก็จำได้ว่าผมอยู่สะเดากลับมาทำงานและสัปดาห์หน้าจะขึ้นไปหาเธอ...

...โดยเฉพาะวันก่อนหน้าที่ผมจะกลับมาสะเดา ผมพาเธอไปงานเลี้ยงของครอบครัวพี่ฟ้า เขามีการร้องคาราโอเกะกันที่ห้องอาหาร “จวนทอง” รัตนาธิเบศร์  พี่ฟ้าเปิดคาราโอเกะเพลงโปรด “สนต้องลม” ให้เธอร้อง ซึ่งผมก็ลุ้นอยู่ว่าเธอจะร้องได้หรือ เพราะยังอ่านตัวหนังสือในคาราโอเกะไม่ออก และแม้เพลงนี้จะเป็นเพลงโปรดของเธอ ก็ยังไม่เคยเห็นเธอร้องโดยไม่ได้ดูเนื้อเลยสักครั้ง แต่เมื่อเพลง “สนต้องลม” ขึ้น ขนของผมก็เหมือนต้องมนต์เช่นกันมันลุกซู่ เมื่อเห็นเธอร้องไปได้โดยไม่ผิดเพี้ยน เธอกำลังจะกลับมาแล้วครับท่านผู้ชม “คุณนายหมู” ของผมกำลังจะกลับมาแล้ว ดีใจจังวุ้ยยยย!!!

...”มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้าน” เป็นคำที่เธอชอบพูดกับผมเสมอ เวลาที่เธอเห็นผมไม่สบายใจด้วยเรื่องอะไรแล้วไม่บอกเธอ เพราะผมห่วงเธอว่าเดี๋ยวเธอจะไม่สบายใจตามไปด้วย และถึงแม้จะบอกเธอไปเธอก็ช่วยแก้ไขปัญหาของผมไม่ได้ แต่เธอจะไม่ยอมและจะพูดประโยคนี้ทุกครั้ง “มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้าน” เธอบอกว่าเราอยู่กันสองคน สุขก็สุขด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ไม่เห็นจะต้องปิดบังกัน และคราวนี้ก็เป็นทีที่ผมจะต้องพูดกับเธอบ้าง เมื่อวันหนึ่งเธอกอดผมแล้วถามผมว่า “ถ้าเธอตาบอดแล้วแถมหูหนวกด้วย” แล้วผมจะทำอย่างไร ผมก็บอกเธอไปว่า “ก็ไม่ทำอย่างไร จะตาบอดหรือหูหนวก ผมก็ยังรักเธอและจะดูแลเธอตลอดไป ก็มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้านไง” แล้วผมก็ปลอบใจเธอไปว่าเธอไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวเธอก็จะกลับมาดีอย่างเดิมแล้วล่ะ รู้ไหมว่าแต่ก่อนเป็นหนักมากกว่านี้อีก ถึงขั้นจำสามีไม่ได้เชียวนะ นี่ดีขึ้นมากกว่าเก่าเยอะแล้ว เธอเป็นคนดีเป็นคนใจบุญ เทวดาย่อมจะต้องคุ้มครองเธอแน่นอน” เธอตอบผมกลับมาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เธอว่า “เทวดาก็ส่งพี่มาให้หมูเหมือนกัน” อื้อฮือ...โดนเลยครับท่านผู้ชม ผมต้องรีบกอดเธอไว้แล้วแอบเช็ดน้ำตาป้อยๆข้างหลังเธอ ช่างพูดเหลือเกินนะคุณนายหมู...!!!

                         ImageChef.com - Custom comment codes for MySpace, Hi5, Friendster and more

          

 

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net