วันที่ เสาร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขูดรหัสบัตร ก่อนเติมลมหายใจ ที่บ้านหินลาดใน


ขูดรหัสบัตร ก่อนเติมลมหายใจ ที่บ้านหินลาดใน
กาดำน้อย ชุมชนคนรักป่า - [ 9 ก.ย. 47, 15:29 น. ] 

"ฮั..โหล... ลูกชายเหรอ ตอนบ่ายเลื่อนควายจากปลายนาไปไว้ริมป่าด้วยนะลูก"
"อ๋อ เออ...ได้พ่อ..แล้วพ่ออยู่ไหน??"
เออ ...พ่อคัดใบชา..อยู่บนเถียงนานี่ เท่านี้ก่อน...น่า
ครับ...

บนดอยเรามีโทรศัพท์มือถือ ถ้าใช้คุยกันเรื่องแค่นี้ก็ดูไม่มีประโยชน์ เด็ก ๆ เยาวชนบนดอยเดี๋ยวนี้ก็มีโทรศัพท์ใช้กันเยอะ ผมบอกว่าใช้ได้ แต่เราควรใช้เท่าที่จำเป็น เช่น การนัดหมาย เรื่องการประชุม ต้องเดินขึ้นไปบนยอดดอยเพื่อหาคลื่นโทรหากัน หากเปรียบใบไม้ของชาวบ้าน คือ บัตรเติมเงิน เป็นตัวผลิตอากาศบริสุทธิ์แจกจ่ายให้กับคน เรา จึงเรียกใบไม้นี้ว่า บัตรเติมลมหายใจ

ชัยประเสริฐ โพคะ หนุ่มลูกสามวัยกลางคนแห่งบ้านหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงรายให้ทัศนะที่น่าสนใจและบอกถึงที่มาที่ไปของโครงการบัตรเติมลมหายใจ หนึ่งในกิจกรรมรณรงค์เรื่องคนอยู่ป่าโดยชุมชนคนรักป่า ชักชวนคนชั้นกลางในเมืองสัมผัสเรียนรู้ชุมชนในเขตต้นน้ำของภาคเหนือตอนนบนกว่า 1 พันชุมชน ปี 2547 นี้จัดขึ้น 6 หมู่บ้าน ทริปส์นี้ชื่อ หอมกลิ่นใบชาป่า บ้านปกาเกอญอหินลาดใน เป็นทริปส์ที่ 2 ของปี

บรรยากาศทริปส์หอมกลิ่นใบชา ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2 คืน 3 วันก่อเกิดเรื่องราวอันน่าติดตามมากมาย ผู้เข้าร่วมจากในเมืองหลากหลายอาชีพเข้าร่วมทริปส์นี้ ซึ่งมีบรรดาสมาชิกนิตรสาร Open นำโดยบรรณธิการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมมา จับมือกับสมาชิกชุมชนคนรักป่านำโดย รจเรข วัฒนพานิชย์ ชวนสมาชิกทั้งสองค่ายมาเจอกัน พะตี ปรีชา ศิริ ผู้นำหมู่บ้าน พะตีเฉลิมพล ช่วยกันเสริมให้ข้อมูลหมู่บ้านแก่ผู้มาเยือน

บ้านหินลาดใน เรียกตามลักษณะของลำห้วยเพราะเป็นหินลาดลงตามลำห้วย ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงประมาณ 800-900 เมตร จากระดับน้ำทะเลสภาพป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์ อยู่ระหว่างอุทยานแห่งชาติขุนแจและเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำลุ่มแม่น้ำลาวซึ่งไหลลงแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย บ้านหินลาดใน มีอายุการตั้งถิ่นฐานไม่น้อยกว่า 120 ปี ปัจจุบันอาศัยรวมกัน 23 หลังคาเรือน มีประชากร 120 คน ชาย 66 คนหญิง 54 คน

ชาวบ้านผู้จัดการป่าชุมชน จำแนกพื้นที่ทำกินที่อยู่อาศัย โดยแยกเป็นพื้นที่ป่าชุมชนทั้งหมด 21,500ไร่ พื้นที่ทำกินทั้งหมด 1,390 ไร่ แบ่งพื้นที่ป่าชุมชนทั้งหมด 21,500 ไร่ และแบ่งป่าออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือ พื้นที่ป่าใช้สอยมีเนื้อที่ประมาร 1,500 ไร่ เป็นเขตป่าชุมชนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยการนำไม้มาสร้างหรือซ่อมแซมบ้านเรือน และเป็นแหล่งอาหาร สมุนไพร ประเภทที่สอง คือ พื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ มีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ เป็นขอบเขตห้ามใช้ประโยชน์ในการตัดไม้และล่าสัตว์ เป็นป่าตามพิธีกรรมความเชื่อ

การจัดการพื้นที่ทั้งหมดในเขตป่าชุมชน ผ่านกิจกรรมทำแนวกันไฟ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมโดยทำแนวกันไฟร่วมกันทั้งชุมชน รวมขอบเขตพื้นที่ป่าชุมชนทั้งหมดเป็นระยะทางยาว 19,700 เมตร นอกจากนี้ยังสร้างหอคอยเฝ้าระวังไฟป่ามีงบสนับสนุนจาก อบต. บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ส่วนการออกสำรวจตรวจดูแลป่านั้นให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน ในชุมชน ที่ต้องสอดส่องดูแลการบุกรุกจากคนภายนอก

ทางด้านการจัดการพื้นที่ทางการเกษตรแบ่งออกได้ 3 ลักษณะ เป็นพื้นที่ไร่หมุนหมุนเวียน 250 ไร่ เป็นพื้นที่นา 40ไร่ เป็นพื้นที่สวนเกษตร 1,100ไร่ ทั้งสิ้น 1,390 ไร่ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชนทำการเกษตรเก็บผลผลิตทางการเกษตรในสวน วนเกษตรขาย เช่น ใบชา เมี่ยง มะแขว่น ไผ่หก ทำนา ทำไร่หมุนเวียน เลี้ยงสัตว์ วัวควาย ส่วนไก่ เป็ด หมู เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคและใช้ประกอบพิธีกรรม

คืนแรก หลังจากพูดคุยเรื่องความเป็นมาของบ้านหินลาดในแล้ว ชิ สุวิชานน์ ศิลปินนักร้องปกาเกอญอควงเครื่องดนตรีสายดีดที่เรียกว่า เตหน่า เมื่อนิ้วสัมผัสกรีดผ่านเส้นลวดก็เกิดเสียงน้ำลำธารเล็กๆไหลผ่านหมู่บ้านอยู่แล้ว ผสานผสมกับเสียงร้องของหนุ่มปกาเกอญอแห่งดินแดนป่าสน-วัดจันทร์

เพลงจบ ชิ สุวิชานนท์ พูดถึงลำธารแห่งบ้านหินลาดในว่า ตัวเขาเองนั้น มาที่นี่กี่ครั้ง ๆ น้ำในลำธารก็ใสอย่างนี้ตลอด ไม่ว่าในฤดูแล้งหรือฤดูน้ำหลาก เป็นเพราะบ้านหินลาดในมีการทำเกษตรในป่าไม้ธรรมชาติโดยไม่ปรับไถหรือพริกหน้าดินจึงไม่มีการชะล้างของดินลงมาที่ลำธาร อีกทั้ง ปลูกชา พริก ผักหลากหลายชนิดผสมผสานกับสมุนไพรธรรมชาติลงไป เป็นการสร้างระดับชั้นให้ป่า ต้นน้ำสาขาผ่านกระบวนการกรองโดยธรรมชาติ ลำธารที่นี่จึงใสอยู่ตลอดปี

วันที่สอง เราเดินป่าไปตามเส้นทางลงสู่หุบห้วย ที่มีป่าชา เห็ด หน่อไม้ ไผ่หก กล้วย มะขม มะไฟ มะแขว่น มะก่อ ส้มโอ เหรียงป่า สารพัดชนิดไม้ผลไม้ใบที่กินได้ อากาศในป่าเย็นเป็นพิเศษเพราะป่าเปิดแอร์ตลอดเวลา พะตีปรีชา ศิริ ใช้ประโยคที่เรตติ้งไม่มีวันตกเพราะมันเย็นสบายจริงๆ เผลอเดินดูสองฝั่งเทือกดอยที่ปกคลุมด้วยพืชอาหารพร้อมแอบชื่นชมการวางระบบการเกษตรตามแนวป่าต้นน้ำโดยมีบ่อปลาอยู่ในสวนชานั้นด้วย

ตลอดทางไม่ทันตั้งตัว คล้ายอยู่ในโรงหนังท่ามกลางความมืดคลื้มแล้วเกิดแสงสว่างเผยกว้างขึ้น สู่เวิ้งอ่าวทุ่งนา มีเถียงนาทรงยุโรปตั้งโอ่อ่ารอรับพวกเราอยู่ ที่นี่เป็นนากลางหุบเขาที่มีการแบ่งน้ำจากลำห้วย เข้ามาตามเหมืองและเข้ามาบำรุงนาในที่สุด พะตี จอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ชาวปกาเกอญอแห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่และ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเคยพูดไว้ว่า

“ในกรุงเทพมีการรณรงค์ ให้ประหยัดอดออมน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน บนดอยเรา เอาน้ำจากลำห้วยเข้าทุ่งนา น้ำมีล้นเหลือไม่รู้จะประหยัดอย่างไร เหลือจากนาก็ต้องปล่อยน้ำสู่ลำห้วยเหมือนเดิมปล่อยไปให้คนข้างล่างได้ใช้ต่อ ไม่มีใครที่กักน้ำใว้ใช้ส่วนตัวถ้าทำแบบนั้นก็เป็นคนที่เห็นแก่ตัว”

หลังจากดูการทำนา แล้วบางคนก็ไปเก็บผักในไร่หมุนเวียนที่อยู่บริเวณปลายนา ได้ผักมาหลายชนิด เช่น มะเขือที่นี่มีถึง18 ชนิด แตงกวา แตงยักษ์ ผักกาด ถั่วไร่ เราทานอาหารเที่ยงกันบนเถียงนา เมนูพิเศษสำหรับมื้อนี้ คือ แกงเลียงรวมมิตรที่รสชาติเข้มข้นด้วยส่วนประกอบ เช่น เห็ดขอนไม้ ฟักทองอ่อน ถั่วไร่ และสารพัดผักจากในไร่ ที่หุงปรุงกันสดๆร้อนๆ ด้วยเชื้อเพลิงไม้ฟืนทำให้หลายคนซดน้ำแกง ซูดซาด สลับกับจิ้มน้ำพริกผักสด กันแบบถึงใจ

ระหว่างเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน ชาตรี สลีวงศ์ ช่างภาพอิสระ ได้เสนอแนะกับชาวบ้านว่า ผมว่าอากาศที่นี่น่าจะปลูกองุ่นได้ดีนะครับ น่าจะลองเอามาปลูกดู ไว้กินกันในครัวเรือนปลูกตามหัวไร่ปลายนา ผมเห็นแล้วว่าที่นี่ไม่เหมาะกับพืชเชิงเดี่ยวเลย เราเพิ่มองุ่นไปอีกอย่างหนึ่งมันก็เป็นระบบวนเกษตรอีกแบบหนึ่งไม่ว่าเราจะปลูกอะไรเราก็ได้กิน พะตี นิเวศน์ เวชกิจ กล่าวรับ นโยบายเบาๆ ว่า ดีๆ เราน่าจะลองดูนะ องุ่นน่าจะอยู่กับพืชอื่นได้ ใช่หรือไม่

ก่อนอำลา พี่น้องชาวบ้านหินลาดใน กลับสู่เมือง ที่หน้าโรงบ่มใบชากลางหมู่บ้านก็เกิดตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราเล็กๆขึ้น กับใบชาชั้นดีของที่นี่ บางคนได้เมล็ดพริกกลับไป หวังจะเพาะกล้าไว้บนคอนโดฯ

ไร่หมุนเวียนไม่ใช่ไร่ที่เลื่อนลอย ไร้อนาคต แต่เป็นไร่ที่มีความหวังตั้งใจดีต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตามคุณค่าความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ชนเผ่า ท่านที่สนใจอยากให้อภัยต่อทัศนะคติของตนเอง ที่ไม่ถูกต้องไปแล้วต่อพี่น้องชาวเขา ในรูปแบบเรียนรู้ผ่านความจริง ลดระยะเวลาของความเข้าใจผิด เส้นทางลัดที่ช่วยให้ทุกท่านมีส่วนในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ

ส่วนท่านที่ต้องการสนับสนุน ความคิดจิตวิญญาณที่เป็นธรรมแล้ว แก่ชนเผ่าชาติพันธุ์ ในตัวตนของท่านเอง หรือท่านที่ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้เลย มาร่วมขยายเครือข่ายความจริงสิ่งนี้แก่สังคมไทย เพราะมันคือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ชวนคุณร่วมโครงการบัตรเติมลมหายใจ

โดย วัชระสุขปาน

 

กลับไปที่ www.oknation.net