วันที่ ศุกร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คฤหาสถ์หรู กับค่าเช่าเดือนละ 8 บาท


นับตั้งแต่สหรัฐสถาปนาความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตในปี 1933 เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหภาพโซเวียต รวมถึงสมัยที่กลับมาเป็นรัสเซียแล้วทุกคน พำนักอยู่ที่คฤหาสถ์สไตล์ Neoclassical Revival ในกรุงมอสโกหลังนี้ครับ



คฤหาสถ์ที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Spasopeskovskaya หลังนี้มีชื่อแบบฝรั่งว่า Spaso House เพราะตั้งตามชื่อโบสถ์แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกันที่ชื่อ Savior on the Sands ( ออกเสียงแบบรัสเซียว่า Spasa na Peskakh )

มันถูกสร้างขึ้นในปี 1914 เพื่อให้เป็นบ้านพักของนาย Nikolay Vtorov นักธุรกิจรัสเซียรายหนึ่ง แต่ที่ตลกก็คือนายคนนี้มีสมญาว่า " อเมริกันรัสเซีย " จากพฤติกรรมการหาเงินแบบไม่มีความปราณีของเขา (เหมือนกับจะรู้ว่า อีกหน่อยคนอเมริกันจะต้องมาอยู่ในบ้านของเขา )

ตั้งแต่ยุคก่อนการปฏิวัติมาแล้วที่คฤหาสถ์หลังนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วมอสโก เพราะถือกันว่ามันเป็นสถาปัตยกรรมชั้นยอดชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องโคมไฟระย้าที่ใหญ่โตในบ้าน



หลังการปฏิวัติสังคมนิยมในปี 1917 เจ้าของบ้านถูกยิงตายอย่างเป็นปริศนา และทางการโซเวียตก็ยึดบ้านมาครอบครอง โดยใช้เป็นที่ตั้งสถาบันของรัฐ รวมทั้งที่พักของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือรัฐมนตรีต่างประเทศโซเวียต

ปี 1933 สหรัฐ มหาอำนาจตะวันตกประเทศเดียวที่ยังไม่รับรองรัฐบาลโซเวียต ก็ได้สถาปนาความสัมพันธ์กับโซเวียต และส่งเอกอัครราชทูต William Bullitt มาประจำที่กรุงมอสโกเป็นคนแรก

ยุคนั้นกรุงมอสโก มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างมาก ทำให้สหรัฐเองก็ไม่มีทางเลือกมากนักว่าจะส่งเอกอัครราชทูตไปพักที่ไหน แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกที่จะเช่าที่นี่ และที่น่าตลกก็คือ ที่นี่ติดตั้งระบบทำความร้อนของอเมริกันมาตั้งแต่ยุค 20 เหมือนกับจะรู้ว่าคนอเมริกันจะต้องมาอยู่ที่นี่



และนับตั้งแต่นั้นมา คฤหาสถ์รัสเซียหลังนี้ ก็ทำหน้าที่รับรองชาวอเมริกันคนสำคัญมากมาย ตั้งแต่ผู้นำประเทศ ยันศิลปินและนักดนตรีชื่อดัง

ในยุค 50 ที่นี่ก็เป็นประจักษ์พยานปัญหาเรื่องการถูกดักฟัง ซึ่งปัญหาดุเดือดที่สุดในยุค 60 เมื่อสหรัฐพบอุปกรณ์ดักฟังมากกว่า 100 ตัวในสถานทูตสหรัฐทั่วกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ จน Llewellyn Thompson เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำโซเวียตในยุคนั้น เลือกที่จะพูดคุยถึงประเด็นที่เป็นความลับ ที่นอกบ้าน มากกว่าในบ้าน

แต่ที่น่าขำก็คือ มีอยู่บางช่วงเวลา ( ซึ่งก็นานหลายปี ) ที่สหรัฐจ่ายค่าเช่าคฤหาสถ์หลังงามนี้แค่ปีละ 3 ดอลล่าร์ ( ต้องเน้น.... 3 ดอลล่าร์สหรัฐ  หรือเรตปัจจุบันก็ราว 105 บาท หรือตกเดือนละ 8 บาท )



เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนที่มีการทำสัญญาเช่าฉบับสุดท้าย คือเมื่อกว่า 30 ปีก่อนหน้านั้น สหรัฐตกลงจะจ่ายค่าบ้านปีละ 72,500 รูเบิ้ล ซึ่งก็เป็นราคาที่สมเหตุสมผล เพราะสมัยนั้น 1 ดอลล่าร์ แลกได้ไม่ถึง 1 รูเบิ้ล

แต่หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายในยุค 90 รัสเซียก็มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ ค่าเงินรูเบิ้ลถูกลอยตัว เงิน 72,500 รูเบิ้ลในยุคปี 2001 จึงมีค่าแค่ราว 3 ดอลล่าร์ สหรัฐก็เลยมีเฮ เมื่อต้องจ่ายค่าเช่าคฤหาสถ์ปีละ 3 ดอลล่าร์

หลังจากที่ทนมาหลายปี ในปี 2001 ฝ่ายรัสเซียก็ออกมาโวยวาย บอกว่าเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล แต่สหรัฐก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมแก้สัญญา ดึงดันที่จะจ่ายแค่นี้ เพราะยึดเอกสารสัญญาเป็นหลัก 



ขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็อ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะไปตั้งแต่ปี 1993 แล้ว เพราะสหรัฐทำผิดสัญญาโดยการจ่ายค่าเช่าล่าช้า ถ้าหากตกลงจะเช่าต่อ ก็จะต้องมาตกลงเรื่องค่าเช่ากันใหม่ ซึ่งรัสเซียก็จะคิดค่าเช่าในราคาตลาด (ก็ไม่รู้ว่าทำไมเพิ่งจะออกมาโวยวาย ) 

รัสเซียยังสรุปด้วยว่า รวมแล้วสหรัฐ ค้างค่าเช่าคฤหาสถ์เป็นเงินราว 6 ล้านดอลล่าร์สำหรับช่วงเวลานับตั้งแต่ที่สัญญาเช่าเป็นโมฆะ หากสหรัฐไม่ยอมจ่ายค่าเช่าอัตราใหม่ ก็จะนำเรื่องขึ้นฟ้องศาล

ข้างฝ่ายสหรัฐ ก็ไปข้างๆคูๆว่า แม้ในยุคปี 2001 สหรัฐจะจ่ายค่าเช่าแค่ปีละ 3 ดอลล่าร์ แต่เมื่อคิดคำนวณถึงที่เงินสหรัฐต้องจ่ายในปีก่อนๆ ก็ยังต้องถือว่าสหรัฐยังขาดทุน เพราะในยุคก่อนหน้านี้ โซเวียตก็โก่งค่าเงินรูเบิ้ลเสียสูงเกินจริง ก็เท่ากับว่า เมื่อก่อนสหรัฐจ่ายค่าเช่าคฤหาสถ์สูงเกินความเป็นจริง (แต่เดือนละ 8 บาท นี่ก็เกินไปนะท่าน 55555)

แต่หลังจากที่ถกเถียงกันอยู่หลายปี ในปี 2004 ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันได้โดยดี ซึ่งก็แน่นอนอยู่เองว่า สหรัฐต้องจ่ายค่าเช่าให้รัสเซียมากกว่าปีละ 3 ดอลล่าร์ แต่จะมากแค่ไหน อย่างไร ไม่มีการเปิดเผยครับผม ระบุแต่ว่าสัญญาเช่าใหม่นี้มีอายุ 49 ปี 










ดูวีดีโอได้ที่นี่ครับ

โดย รุสสกี้

 

กลับไปที่ www.oknation.net