วันที่ อังคาร มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าถึงมุกกี้ จากมัจฉาปูชเรถึงภูซำผักหนาม


"ยอดมัจฉาปูชเร เมื่อ 12 ปีที่แล้ว"

.

ยอดมัจฉาปูชเร ที่เก่าเขรอะ สแกนมาจากสไลด์

"บ้านเช่าราคาถูก ที่ขอเช่าพักหนึ่งคืนบนเขาสรังโกฐ เพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้นเหนือยอดหางปลา"

.

"ที่เดียวกัน กดชัทเตอร์ต่ำจนเห็นหุบโพคารา"

"หน้าบวมเพราะพิษไข้ และอากาศบางเบา"

.

ทะเลสาปเฟวา ยามพระอาทิตย์ตก

.

มุกกี้ที่รัก เพราะเรื่องนี้มีอะไรที่มากกว่า “ความรัก” เมื่อมุกกี้ถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับพี่ที่เนปาล  พี่จะเล่าให้ฟัง อย่างน้อยก็เพื่อถ่ายถอนความรู้สึกแย่ๆที่มีต่อตัวเอง และขอโทษต่อเขา ที่อาจจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆระหว่างเรา

เรื่องมีอยู่ว่า...

เป็นเพราะภูเขาสูงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของพี่มาตั้งแต่จำความได้ ยอดเขาที่สูงตระหง่านตรงหน้าบ้าน มีเรื่องเล่าอัศจรรย์มากมาย ทั้งตำนานทวดอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสวนหมากสวนพลูแคระ ที่งอกงามอยู่เต็มลานแคบๆบนยอดสูงเหนือเมฆนั้น เพียงคำเล่าของยายก็ชวนให้ตื่นใจ ยิ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่สามารถปีนป่ายขึ้นไปเห็นด้วยตนเองยิ่งตื่นตา ตำนานที่ว่าบนนั้นมีสมบัติพระสุเมรซ่อนอยู่ มีหนุมานชาญสมรทหารกล้า มาหายาดีไปรักษาพระราม ทำให้พี่นั่งมองอย่างต่อเติมจินตนาการโดยไม่รู้เบื่อ

แล้วเกี่ยวอะไรกันเล่ากับมัจฉาปูชเร ยอดหางปลาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองโพคารา  จนมาถึงยอดซำผักหนามแห่งเมืองคอนสาร ชัยภูมิ ในวันนี้
.

.

.

เมื่อวาน พี่เพิ่งเดินทางไปดูความเป็นไปของชีวิตผู้คนที่สวนป่าปลูกคอนสาร ซึ่งเป็นซอกมุมเล็กๆที่มีความไม่เข้าใจกันระหว่างคนกับคน จนกลายเป็นเรื่องของคนกับกฏหมาย เรื่องเล่าง่ายๆสั้นๆ ที่สรุปได้คือ มีกลุ่มพี่น้องชาวบ้านผู้ลำบากยากไร้ ต้องการทวงสิทธิ์ในที่ดินของตัวเองคืนมาเพื่อทำกินเยี่ยงคนหากินกับผืนดิน เพราะทางราชการได้ใช้อำนาจของตนยึดครองผืนดิน ด้วยการปลูกป่ายูคาลิปตัสลงในที่ดินหลายพันไร่นี้ ด้วยการขับไล่คนที่ทำกินอยู่ก่อนแล้วให้ออกไปหลายหมู่บ้าน ที่ดินผืนนี้อยู่ใกล้ๆยอดเขาซำผักหนามที่ดูสงบ สะอาด สงบเสงี่ยม จนไม่น่าจะมีคนนอกสังเกตเห็นว่าที่นี่กำลังมีเรื่องบาดหมางเกิดขึ้น และยังไม่รู้อนาคต

ภูเขาสูงเปรียบได้กับความรัก ยามยืนอยู่ห่างไกล ได้ชื่นชมความงาม ความอลังการณ์ จึงใฝ่ฝันอยากจะพิชิต แต่ยามเคลื่อนเข้าใกล้ จนกระทั่งเหยียบย่างบนอยู่บนนั้น  แล้วถามว่าภูเขานั้นว่าอยู่ตรงไหน ใครเล่าจะตอบได้   เช่นเดียวกับความรัก เมื่อความเคยชิน คุ้นเคยมีอิทธิพลต่อหัวใจ จนกระทั่งคำว่า คิดถึง หรือห่วงหาอาทร ได้กลืนกลายหายไปเพราะความชิดใกล้ จนต้องถามหาว่า “ไหนเล่าคือความรัก”ใครกันล่ะจะตอบได้ นอกจากตัวเอง

มัจฉาปูชเรสำหรับพี่ คือความทรงจำ คือความรัก ความงาม ความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีที่ใดจะมอบให้พี่ได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว จากการเดินทางในครั้งนั้น ที่พี่ตั้งจิตอธิษฐานก่อนออกเดินทางว่า

“ขอให้เป็นการเดินทางเพื่อแสวงหาที่พักกายพักใจ และหากว่าใช่ที่ๆสามารถล้มลงตายได้อย่างสงบ ก็จะทำ” 

แต่แล้ว....สิ่งที่พบเจอ ทำให้พี่พบว่าการตายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย แต่การมีชีวิตอยู่อย่างสงบและมีชีวิตที่แท้จริงนี่สิ เป็นเรื่องยาก และต้องฝึกฝนเรียนรู้ให้มากกว่านี้

บทสรุปที่ได้กับตัวเองในคราวที่เหยียบยืน ณ เชิงสะการะมาตา หิมาลัย ภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น คือ จะทำอย่างไรให้ลมหายใจที่เหลืออยู่ไม่เป็นลมหายใจที่ผ่าวร้อน จนเผาไหม้หัวใจตัวเองมากไปกว่านี้

จากการเริ่มต้นเดินทาง ด้วยการสร้างโลกแห่งอิสระภาพที่โอบกอดห่อหุ้มหัวใจอย่างบางเบา เริ่มถูกกระทบกระเทือนเมื่อคำทักทายแรกเอ่ยมาจากปากเขาคนนั้น ในฐานะเจ้าของโรงแรม ที่มีขนาดกระทัดรัด จนเรียกได้ว่ากึ่งบ้านกึ่งโรงแรม ในย่านทาเมล เมืองกัฐมัณฑุ

“สวัสดีครับ” ภาษาไทยชัดเจน จากใบหน้าที่ละม้ายคนไทยทางใต้ เพียงดวงตาเท่านั้นที่ยาวรีด้วยเลือดเนื้อคนพื้นถิ่น ทั้งประกายตาที่สดใสเปิดเผย แบบคนพื้นที่สูง

“คุณเป็นคนไทยเหรอ” พี่ถามกลับเป็นภาษาไทย แต่เขาตอบกลับเป็นอังกฤษ

“ผมเป็นลูกครึ่งไทย แม่ผมเป็นคนไทย” เรียวปากบาง มีรอยหยักสวยเหมือนผู้หญิง ช่างยิ้มง่ายและช่างเจรจาของเขา บอกกับพี่เป็นภาษาไทยว่า “ผมชื่อรามครับ”

พี่อาจสติแตกมาจากประเทศพม่า เพราะหนึ่งเดือนที่เร่ร่อนอยู่ที่นั่นทำให้อารมณ์แปรปรวนพอสมควรกับระบบระเบียบแบบทหารของพม่า เมื่อบินต่อมาที่เนปาล ด้วยความอ่อนล้าจึงปรารถนาการพักผ่อนทั้งกายและใจ เมื่อมาเจอกับเขาคนนี้เข้า พี่จึงรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน บ้านที่ไม่เคยมีอยู่เลยในสักที่ที่เคยอยู่มา นอกจากบ้านหลังเก่าสมัยวัยเด็กที่เชิงเขาพระสุเมรแห่งเทือกบรรทัดนั้น

เราเข้าพักในโรงแรมของเขาตอนหัวค่ำ รามขอเลี้ยงต้อนรับด้วยชาร้อนๆ กลิ่นหอมละมุน และพูดคุยกับเราในห้องพักอยู่นาน จนพี่รู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า

ทุกอย่างคงเป็นไปตามปกติของมันถ้าไม่มีเรื่องอื่นๆเข้ามา เราคงแค่เป็นเพื่อนธรรมดาที่ไม่ได้ก่อปัญหาให้แก่กัน

แต่เป็นเพราะว่าในการเดินทางครั้งนั้นพี่ตั้งใจจะไปเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะสัญญาหัวใจกับใครบางคน เราจึงเดินทางด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย เพราะว่ามันคือแผนการเดินทางที่ถูกวางเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนที่เราจะบอกเลิกกันเมื่อสามเดือนก่อนเดินทาง

เรื่องการเดินทางกับใครบางคนไม่ใช่เรื่องหลัก แต่เพราะเรามีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ที่นัดแนะกันว่าจะไปเจอกันที่เนปาล หนึ่งคู่มาจากกรีซ อีกหนึ่งคู่มาจากสวิสเซอร์แลนด์ อีกคู่ล่วงหน้ามาจากเมืองไทย ทั้งหกคนรอเราอยู่ที่บ้านเช่าย่านทะเลสาปเฟวา แห่งเมืองโพคารา พวกเขาเป็นนกย้ายถิ่น ใช้เวลาหกเดือนที่เนปาล อีกหกเดือนที่ประเทศตัวเอง ดังนั้นเขาจึงรอพี่อยู่ที่นั่น ขณะที่พี่ใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวในพม่าก่อนจะต่อไปยังเนปาล

การพักกายที่กัฐมัณฑุ เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการเดินเท้าขึ้นภูเขาที่เทือกเขาอันนาปูรณะ พี่ยังมีเวลาที่จะออกไปท่องเที่ยวในเมืองเก่าย่านนี้อีกสามวัน

ในวันที่สอง...อาหารเช้าที่รสชาดไม่เลวนักบนหลังคาตึกกับเจ้าของโรงแรม มองเห็นทิวทัศน์สดใสในวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ  รามเล่าอะไรให้พี่ฟังมากมายถึงชีวิตของเขา นับตั้งแต่ พ่อชาวเนปาลกับแม่คนไทย ว่าได้ไปเจอกันที่ฮ่องกงจนตกหลุมรักและมีเขากับแฝดพี่ที่นั่น ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาจึงอยู่ที่ฮ่องกง แม้ว่าแม่ได้เคยพาเขาไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย แต่แค่เพียงครั้งเดียวตั้งแต่วัยเด็ก  ซึ่งเขาจำอะไรไม่ได้แล้ว จนกระทั่งแม่กลับไปเสียชีวิตที่ฮ่องกง เขาและพ่อจึงกลับมาเนปาล และไม่นานพ่อก็เสียชีวิตตามแม่ไป เหลือเขากับแฝดพี่ ขณะที่แฝดพี่ยังเลือกที่จะอยู่ฮ่องกง

“ผมกลับมาอยู่ที่นี่ เพราะว่าที่นี่ยังทำอะไรได้อีกมากในเรื่องท่องเที่ยว แต่แฟนผมเขาไม่ชอบเนปาล ผมจึงต้องกลับมาคนเดียว” เขาให้ดูภาพถ่ายสาวสวยที่เก็บไว้ในกระเป๋าสตังค์

การเดินทางร่วมกับคนที่ไม่ใช่แฟนอีกต่อไป เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพี่ เพราะความเป็นเพื่อนมีอยู่เท่าเดิม เพียงแต่จะดีงามเหมือนเก่าหรือไม่ ไม่อาจรู้

เมื่อรามถามพี่ว่า คนที่มาด้วยคือใคร พี่ก็ต้องบอกเขาว่า คือเพื่อน แน่นอน....คนๆนั้นๆ ไม่ใช่ผู้ชายที่จะดูแลพี่อีกต่อไป เพราะเขาออกไปจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวัน ไม่เคยกินข้าวด้วยกัน ไม่เคยไปไหนด้วยกัน อย่างที่รามเห็น เขาอาจคิดว่าเพื่อนคนนี้ ไม่มีน้ำใจต่อพี่เลยก็เป็นได้ เขาจึงอาสาที่จะดูแลในยามที่พี่ไม่ปกติ 

.

.

.


.

วันที่สาม พี่มีอาการเป็นไข้สูงตัวร้อน แต่ก็ยังอยากจะออกไปเดินเที่ยว รามบอกว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้โทรฯมาหาเขาโดยด่วน และเมื่อพี่โทรฯกลับมา ไม่ใช่เพราะอาการไข้ขึ้นสูง แต่เป็นเพราะตัดสินใจให้ทางโรงแรมของเขาจองตั๋วรถทัวร์ไปเมืองโพคาราให้ น้ำเสียงของเขายามรับสายและคำพูดแรกทำเอาหัวใจคนเดินทางกระตุกวาบ

“คุณอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง จะให้ผมไปรับไหม”รัวเป็นชุดใหญ่ จนพี่หัวเราะ บอกถึงธุระที่โทรฯมา เพื่อให้จัดการเรื่องตั๋วในวันพรุ่งนี้

อาการไข้ค่อยๆดีดตัวขึ้นสูงทีละนิด แต่ยังพอทนสำหรับการนั่งรถเมล์กลับโรงแรมและเดินเท้าอีกหน่อยในย่านทาเมล เพราะรถเมล์เข้าไปไม่ถึง พี่คิดว่าอาการเจ็บป่วยแบบนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับคนเดินทาง เพราะร่างกายไปเผชิญกับความร้อนแล้งแห้งโหดที่เมืองพุกามหลายวัน และส่วนใหญ่ใช้เวลากลางคืนบนรถทัวร์แทนการนอนโรงแรมสบายๆ เมื่อการผักผ่อนไม่เพียงพอ ความอ่อนแอของร่างกายจึงแสดงตัวด้วยอาการเจ็บคอ ปวดหัวตั้งแต่อยู่ในมัณฑเลย์ และอาการหนักเมื่ออยู่บนเครื่องบินที่มุ่งหน้ามากัฐมัณฑุ  ยิ่งมาเจอกับอากาศเย็นๆในเดือนมีนาคมที่เนปาล ไข้จึงกำเริบแทบคลาน

รามนั่งรออยู่ที่ล๊อบบี้แล้ว พอพี่ผลักประตูกระจกเข้าไป เขาลุกขึ้นมารับทันที ในตอนนั้น รู้สึกได้เลยว่าตัวเองมีอาการโงนเงนเพราะไข้สูงมาก ร้อนจัดไปทั้งตัว ปวดหัวจนแทบระเบิด เขาแตะที่แขนเบาๆแล้วบอกว่า

“รีบขึ้นไปพักซะนะ เดี๋ยวจะเอายาและชาร้อนๆไปให้”

มุกกี้....ไม่รู้ว่านานสักแค่ไหนที่พี่หลับไปเพราะฤทธิ์ยา เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา เก้าอี้ที่ปลายเท้ายังมีเขานั่งอยู่ตรงนั้น แววตาที่มองมาคือความห่วงใย และคืออะไรสักอย่างที่พี่ไม่กล้าตีความ

 “คุณยังอยู่อีกหรือ” จำได้ว่าพี่พูดแค่นั้นอย่างสลึมสลือ ก่อนที่จะหลับต่อไปอีกนาน กระทั่งมาสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคนพูดกัน

“ทำไมคุณไม่บอกผมว่าคุณไม่สบาย” คนที่เข้ามาใหม่หันมาถามอย่างคาดคั้น

พี่มีอะไรจะต้องตอบ ในเมื่อการที่เขาออกไปตั้งแต่เช้า เขาไม่ได้บอกอะไรกับพี่สักคำ ไม่สนใจด้วยว่าพี่จะไปไหน จะทำอะไร แต่พี่รู้ว่าเขาไปที่ไหน เพราะเมืองนี้เป็นสวรรค์ของบุปผาชน คนแบบเขาคุ้นเคยกับที่นี่ดี แค่ตามกลิ่นใบไม้แห่งสวรรค์ไปเท่านั้น โลกของเขาก็ไร้เงาของพี่เข้าไปรบกวนอีกต่อไป ไม่ต้องพูดถึงความรับผิดชอบ หรือการดูแลในฐานะเพื่อนร่วมทาง ความรู้สึกที่ดีที่มีต่อเขาจึงขาดผึงนับตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเมืองเนปาล และเขาก็รู้ดี

“ผมขอโทษด้วยที่เข้ามาในห้องของคุณ แต่เป็นเพราะคุณผู้หญิงเขาไม่สบาย” นั่นคือคำพูดของราม ก่อนที่เขาจะหันมาจ้องลึกเนิ่นนานในดวงตาพี่ อย่างไม่สนใจท่าทีของอีกคน ก่อนพยักหน้าคล้ายขอตัวเดินจากไปอย่างเงียบๆ

“คุณกินยาหรือยัง” คนร่วมห้องถาม

“รามจัดการให้แล้ว ทั้งน้ำชาร้อนๆนั่นด้วย คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันดีขึ้นมากแล้วล่ะ ขอนอนต่อละนะ พรุ่งนี้ฉันจะไปโพคาราตั้งแต่เช้า”

พี่จำได้ว่าเข้ามานอนในห้องราวๆบ่ายสาม จนกระทั่งใกล้ค่ำใครอีกคนจึงเข้ามา หากรามไม่ได้นั่งอยู่ที่ห้องตลอดเวลา เขาคงเข้ามาดูอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งใครอีกคนกลับมา และเริ่มแสดงท่าทีมีความรับผิดชอบขึ้นบ้าง แต่สายไปแล้ว...สายไปตั้งนานแล้ว

รุ่งเช้า..อาการไข้ดีขึ้นมาก พี่ตื่นตั้งแต่ตีห้า เพราะรถทัวร์จะออกจากเมืองเวลาเดียวกันทุกคัน ทุกบริษัท คือเจ็ดโมงเช้า ทุกคนที่จะไปโพคาราจึงต้องรีบไปขึ้นรถ ณ จุดจอดเดียวกัน คนร่วมทางคงจะเตรียมตั๋วสำหรับตัวเองเรียบร้อยแล้ว เพราะเขาตื่นและเก็บกระเป๋าเช่นเดียวกัน

รามตื่นมารอส่งที่หน้าโรงแรม เขาเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าบางส่วนที่ไม่จำเป็นไว้ให้ แววตาที่มองมาทำให้พี่หายใจไม่ออก

“อย่าเพิ่งไปได้ไหม คุณยังไม่สบาย รออีกสักหน่อยแล้วค่อยไป” เขาเว้าวอน

“ไม่ได้หรอกค่ะ เพื่อนๆฉันรออยู่ อีกอย่างเวลาฉันมีไม่มากนัก ต้องแทร็คกิ้งรอบอันนาปูรณะให้ทันเวลาที่วางแผนไว้”

“ไม่ไปไม่ได้เหรอ ที่นั่นไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรน่าสนใจ” เขาเริ่มเกเรอย่างเห็นชัด

“อ้าว แล้วนักท่องเที่ยวเขาไปดูอะไรกันล่ะคะ ถ้าไม่ไปดูหิมาลัย” พี่หัวเราะบ้าง

“ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ โดยเฉพาะในที่ที่ไม่มีผม” เอาล่ะสิ...เวลาเหลือแค่ไม่กี่นาที เขาจะมาเอาอะไรกับคนเดินทางล่ะ

“ขอผมตามไปได้ไหม เมื่อคุณไปถึงที่นั่นกรุณาโทรฯมาหาผมด้วย บอกผมว่าคุณอยู่ที่ไหน แล้วให้ผมตามไปได้เมื่อไหร่” เขายื้อในนาทีสุดท้าย อย่างไม่สนใจใครอีกคนที่ยืนมองอย่างมีอารมณ์ขุ่น

“ก็ได้ แล้วฉันจะโทรฯมาหา”

มุกกี้...ตลอดทั้งวันที่ซุกนั่งอยู่กับเบาะนุ่มบนรถทัวร์ที่เหวี่ยงซ้ายป่ายขวาไปตามหนทางแคบๆ เลาะหุบเหว เลียบยอดเขาสูง หาได้ทำให้พี่หวาดหวั่นไม่ แต่อาการไข้มันกำเริบหนัก เป็นอาการไข้ทางใจ มีแต่คำพูดอึงอลอยู่ในใจ


“ทำไมฉันจะต้องมาเจอคุณด้วยนะราม ทำไมเราจะต้องมาเจอกัน ในวันที่ฉันรู้สึกว่าอิสระเสรีภาพน่ะ ยิ่งใหญ่กว่าความรักของหนุ่มสาวหลายร้อยหลายพันเท่า”

มุกกี้...พี่ยอมรับว่าหัวใจคนเดินทางเริ่มซัดส่าย ด้านหนึ่งมันไม่อยากหยุดอยู่ตรงที่ใดที่หนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งมันลังเลถามหาดวงตาและดวงใจ ที่ห่วงหาอาทรอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะคนที่เจ็บป่วยในยามเดินทาง และรู้ชัดว่าคนข้างๆไม่อาจพึ่งได้อีกแล้ว แม้เขาจะอ้างว่า ยังคงรักเหมือนเดิม  แต่รักแล้วมีใครคนใหม่ และการไม่ดูแลกัน มันจะหน่วงเหนี่ยวเราไว้ได้อย่างไร

ในขณะนั้นพี่รู้ว่า สิ่งหนึ่งที่ร้อยรัดอารมณ์พี่เอาไว้กับราม หาใช่ความแปลกใหม่ในเชื้อชาติ ในภาษาในวัฒนธรรมไม่ แต่เป็นเพราะครึ่งหนึ่งของสายเลือดเขา คือความเป็นไทย เพราะการสนทนาในคืนแรกเขาบอกว่า

“ผมดีใจที่ได้เจอคนไทย เพราะตลอดเวลาผมคิดถึงแม่ คิดถึงเมืองไทยที่ผมแทบไม่เหลือความทรงจำ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากไปเมืองไทย ถ้าผมไปคุณช่วยพาผมไปเที่ยวเมืองไทย ให้ผมได้รู้จักเมืองไทยมากกว่านี้ได้ไหม”

มุกกี้...พี่รับคำขอของเขาในทันที ด้วยความสงสาร เขาไม่ได้ร้องขอพี่เพียงลำพัง เขาพูดต่อหน้าใครอีกคนอย่างไร้มายา นี่กระมัง....ที่ทำให้เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นไป จนทำให้หัวใจบางด้านของพี่ร้องไห้คร่ำครวญ ด้วยความรู้สึกผิดตลอดมา เพราะพี่ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขา

กระแสบางอย่างที่เป็นความผูกพัน แม้ไม่ใช่ความรัก แต่ก็เป็นไมตรีจิตที่งดงาม ที่ควรค่าแก่การจดจำ หากว่าเรื่องบางเรื่องไม่เกิดขึ้น เพราะความริษยาอาฆาต ของใครอีกคน

มุกกี้...ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่พี่จะเล่าเรื่องแบบนี้อย่างมีใจที่เป็นปกติ  ขอเวลาพักใจสักครู่ แล้วจะเล่าต่อ เพื่อจะบอกว่าทำไมมัจฉาปูชเร ต้องมาเกี่ยวข้องกับภูซำผักหนาม ในวันนี้

ด้วยรัก

พี่กู่

.

.

.

.

.

.

.

ยอดพูนฮิล หิมะยังคงตก กลางเดือนมีนาคม

.

ควายภูเขา

บางมุมของเฟวา

บางมุมของโพคารา-สรังโกฐ

.

.

สองพี่น้อง ลูกเจ้าของบ้าน ที่พี่ขอเช่าพักร่วม ครึ่งเดือน

บริเวณหน้าบ้านที่เช่าพัก  อยู่ติดกับทะเลสาปเฟวา

เส้นทางเดินเท้าสายพูนฮิล (รอบอันนาปูรณะ)

.

 

 คือ "ราม"

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net