วันที่ อังคาร มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดือนสามออกใหม่ : ความภูมิใจหลังการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านทุ่ง


เดือนสามออกใหม่ : ความภูมิใจหลังการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านทุ่ง

.

ลมหนาวต้นปีพัดเหนือทุ่งซังขาวสีน้ำตาลแกมเหลืองทำให้ใครบางคนถวิลหาคนที่อยู่ไกลเหมือนหนึ่งว่าใจจะขาดรอน ๆ วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนไปแต่จิตใจยังมั่นคงเหมือนหนึ่งหินผาท้าแดดลม วิถีชีวิตของชาวบ้านทุ่งที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามห้วงแห่งฤดูกาล  คืนวันผันเปลี่ยนแต่ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามยังคงอยู่คู่กับชุมชุนตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรรมว่าด้วยการอยู่และการกินของชาวอีสาน

“งานบุญกองข้าว” ของชาวบ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งจัดในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เดือน 3 ออกใหม่”  คือความภาคภูมิใจหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในนา หลังจากได้เก็บข้าวเปลือกไว้ที่ยุ้งฉางนานแรมเดือน ครั้นเมื่อถึงวันดังกล่าวก็จะตักข้าวมารวม กันเพื่อ จัดงาน “บุญกองข้าว” ประจำปีของหมู่บ้าน เป็นการเฉลิมฉลองข้าวใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในนาปีต่อมา โอกาสเดียวกันนี้ก็เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษผู้ก่อร่างสร้างถิ่นฐานให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยมาถึงปัจจุบัน

อีกทั้งในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3  ชาวอีสานมีความเชื่อว่าเป็นวันฟ้าไขประตูน้ำฝนลงมาสู่โลกมนุษย์ เป็นวันที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด เพราะเป็นวันที่กบไม่มีปาก นาคไม่มีรูถ่าย ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีที่ชาวนาจะได้ขนปุ๋ยคอกลงไปสู่ไร่นาสำหรับฤดูไถหว่านที่จะมาถึงในหน้าฝนนี้ และในวันเดียวกันนี้ชาวอีสานจะคอยฟังเสียงฟ้าร้องว่าดังมาจากทางทิศทางใด แล้วทำนายถึงสภาพของฟ้าฝนชลธารในปีนั้นว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

 

งานบุญกองข้าวของชาวบ้านห้วยทรายในปีนี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18 – 19 มกราคม 2553  ซึ่งวันแรกของงานตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3  ซึ่งถือว่าเป็นวันฟ้าไขประตูน้ำฝนสู่พื้นโลก ตามความเชื่อโบราณ เริ่มงานเวลาบ่ายโมงจะมีชาวบ้านทะยอยนำข้าวเปลือกที่ตักจากยุ้งฉางมากองรวมกันบริเวณลานวัดพร้อมทั้งจตุปัจจัยตามกำลังศรัทธา  สำหรับข้าวเปลือกที่นำมาถวายวัดในครั้งนี้ส่วนมากจะเป็นข้าวเหนียวซึ่งนิยมปลูกกันมากในท้องถิ่นนี้

ในวันแรกของงานหลังจากที่ชาวบ้านนำข้าวเปลือกมารวมกันแล้ว จะมีพิธีทางศาสนาในตอนเย็นโดยเริ่มจากพิธีสวดมนต์เย็น และพิธีสะเดาะเคราะห์บ้านสะเดาะเคราะห์เมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านแก่เมือง โดยมีชาวบ้านและลูกหลานมาร่วมพิธีอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

พิธีสะเดาะเคราะห์บ้านสะเดาะเคราะห์เมืองนั้นจะมีการทำกระทงสะเดาะเคราะห์  กองฟาง 7 กอง นั้นเพื่อเป็นตัวแทนทั้ง 7 วัน สำหรับผู้ที่เกิดในแต่ละวัน  จากนั้นจะมีพิธีจุดกองฟาง 7 กอง เพื่อปัดเป่าโรคภัยให้หมดเคราะห์หมดโศกโรคภัยต่าง ๆ ให้หมดไป เหลือแต่ความเจริญรุ่งเรือง เหมือนดังแสงไฟที่ลุกโชติช่วงสว่างไสว

ส่วนภาคกลางคืนจะเป็นกิจกรรมความรื่นเริงของชาวบ้าน ในอดีตนั้นจะนำเอาการละเล่นพื้นบ้านมาคบงัน เช่น หมอลำกลอน หมอลำหมู่ หมอลำเพลิน รำวงชาวบ้าน หนังบักตื้อหรือหนังบักแก้ว (หนังประโมทัย)  ตามแต่ชาวบ้านจะตกลงกันมาแสดงภายในบริเวณลานวัด

ปัจจุบันนั้นอาจมีการว่าจ้างภาพยนตร์  วงดนตรีลูกทุ่ง หมอลำ หรือหมอลำซิ่งมาคบงัน แม้ว่าบางครั้งการแต่งกายและการแสดงออกของผู้แสดงอาจไม่เหมาะสมกับอารามสถานมากนัก ทั้งผู้แสดงและผู้ชมต่างก็สำรวมอยู่ในที เช่นเดียวกันกับงานในคืนนี้มีหมอลำซิ่งมาเขย่าเวทีถึงภายในบริเวณวัดทั้งหมอลำ หมอแคนต่างก็สำรวมท่าทีและวาจาแต่ว่าเมื่อ “คายอ้อ”  ขึ้นแล้วจะเป็นวัดก็วัดเถอะสู้แหลกเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการแสดงคบงันในวันนั้นก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

ในวันรุ่งขึ้นชาวบ้านก็จะมารวมกันที่วัดเพื่อทำบุญตักบาตรและถวายภัคตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จากนั้นจึงเป็นถวายข้าวเปลือกให้วัด พระสงฆ์ให้ศีลให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ส่วนข้าวเปลือกที่ได้ในครั้งนี้ทางคณะกรรมการวัดก็จะขายให้กับผู้รับซื้อในหมู่บ้านตามราคาซื้อขายในปัจจุบัน เมื่อได้จำนวนเงินแล้วก็จะถวายเป็นปัจจัยสำหรับการบูรณะปฏิสังขรณ์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาต่อไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมแห่งการดำรงอยู่จากอดีตถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่การปลูกข้าวของชาวนาอีสานเพื่อเป็นนำมาเป็นอาหารหลักในครอบครัวยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่ามีการปรับเปลี่ยนกระบวนการขั้นตอนในการทำนาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงไปในยุคเร่งด่วน แต่ผลผลิตที่ได้รับนั้นไม่แตกต่างกันเลยก็คือข้าวเปลือกจากรวงงามในท้องทุ่งนั่นเอง

.

.

เช่นเดียวกันกับงาน “บุญกองข้าว”  ของชาวบ้านห้วยทรายในปีนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำบุญเฉลิมฉลองข้าวใหม่ร่วมกันแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษผู้หักร้างถางพงสร้างบ้านแปลงเมืองให้ลูกหลานได้มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการบูชาพระแม่โพสพถือเป็นเทพธิดาของข้าว อันจะส่งผลต่อผลผลิตของข้าวให้ความอุดมสมบูรณ์และเจริญงอกงามในปีต่อมา และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและความร่มเย็นของชุมชน และประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามว่าด้วยการอยู่และการกินของชาวอีสานนั้นยังคงอยู่คู่กับชุมชนแห่งนี้ตลอดไป

.

หลังจากที่ผ่านพ้นบุญประเพณีของชาวบ้านไม่กี่วัน สายฝนจากฟากฟ้าเบื้องบนก็ได้รวยรินให้ชาวบ้านทุ่ง รอคอยวันใหม่ที่สดใสเช่นเดียวกับสายฝนเดือนสามที่รวยรินในยามนี้

หมายเหตุ : ภาพเฮือนชาวอีสานถ่ายจากภาพภายในบริเวณเจดีย์แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ บ้านห้วยทราย

โดย เจนอักษราพิจารณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net