วันที่ พุธ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวียดนามแซงไทยความจริงครึ่งเดียว


เศรษฐกิจเวียดนามแซงไทยไปแล้ว จริงหรือ?

คำตอบนี้ พิษณุ จันทร์วิทัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอยฟันธงว่า ไม่จริง ไทยทิ้งมาหลายช่วงตัว ยอมรับเวียดนามมีข้อได้เปรียบที่การเมืองมีพรรคเดียว มีความมั่นคงทางการเมือง และค่าแรงงานถูก แต่โดยเฉลี่ยรายได้ของประชากรแล้ว ประเทศไทยได้มากกว่าหลายเท่าตัว

"เวียดนาม มีแรงงานถูก มีความมั่นคงทางการเมือง ทำให้นักลงทุนหลั่งไหลเข้าเวียดนาม ทำให้ในปีที่แล้ว ขณะที่หลายๆ ประเทศติดลบ แต่เวียดนามกลับมีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า เวียดนามจะเศรษฐกิจดีกว่าประเทศไทย" นายพิษณุบอก

เพราะ ว่า "เราดูคนไม่ใช่ว่าแค่เห็นว่าเขาใส่ทอง 8 เส้น แล้วตัดสินว่าคนนี้รวย เราต้องดูว่า คนนี้มีหนี้สินเท่าไร เงินเดือนเท่าไหร่ และทรัพย์สินของเขามีเท่าไหร่ด้วย การดูเวียดนามก็ไม่ต่างกัน เราต้องดูหลายอย่าง เช่น รายได้มวลรวมประชาชาติ"

ชาวฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 1,350 ดอลลาร์ นครโฮจิมินห์เฉลี่ย 1,700 ดอลลาร์ ประชากรในเมืองต่างๆ เฉลี่ยเดือนละ 70 ดอลลาร์ ขณะที่ประชากรเวียดนามในชนบทเฉลี่ยเดือนละ 45 ดอลลาร์ เท่านั้น

แต่คนไทยมีรายได้เหนือกว่าหลายเท่า

เมื่อ ดูความมั่นคงต่อชีวิตและทรัพย์สิน อย่างเรื่องการบริการของสาธารณสุข ยังล้าหลังมาก เดี๋ยวนี้เป็นที่รู้กันว่า เมื่อเจ็บป่วยหนักก็ต้องเข้ารักษาในประเทศไทย การบริการต่างๆ คุณภาพยังไม่สูง และที่สำคัญ เวียดนามมีปัญหาภายในที่ต้องเผชิญ

เป็นต้น ว่า "เวียดนามมีภัยพิบัติจากพายุ ปีหนึ่งประมาณ 10 ลูก ปี พ.ศ. 2552 โดนไป 3-4 ลูกแล้ว คนตายไปกว่า 100 คน ข้าวปลาเสียหายมากมาย" พิษณุยืนยัน

ตลาดข้าวของเวียดนาม ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าจะแซงไทยนั้น เอกอัครราชทูตบอกว่า เป็นความคิดที่ถูก แต่ถูกครึ่งเดียว

เพราะ ว่าข้าวไทยส่งออกปีหนึ่งประมาณ 8-9 ล้านตัน แต่เวียดนามผลิตได้ประมาณ 5 ล้านตันเท่านั้น เวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 4 ล้านเฮกตาร์ ข้าวที่ปลูกและส่งออกเป็นข้าวนาปรังและเป็นข้าว 25 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนข้าวที่ผลิตได้ทั้งหมดมีถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นข้าวหัก

ส่วน ข้าวไทยร้อยละ 75 เปอร์เซ็นต์เป็นข้าวหอมมะลิ หรือข้าวนึ่ง เป็นข้าวชั้นดี เพราะฉะนั้นตลาดข้าวไทยและเวียดนามคนละตลาดโดยสิ้นเชิง จะมีคล้ายกันอยู่บ้างคือข้าว 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นข้าว 5 เปอร์เซ็นต์ คนละราคา

ข้าวเวียดนามทำไมราคาถูก เกรดต่ำ

"เมื่อ เขาเก็บข้าวเบาออกมาแล้ว เขาต้องรีบขาย เพราะชาวนาไม่มีที่เก็บ และได้ทำสัญญาขายไว้ก่อนหน้าแล้วในราคาถูกมากๆ คนที่ซื้อข้าวเวียดนาม เป็นประเทศที่ซื้อข้าวราคาถูกกิน ต่างกับประเทศที่ซื้อข้าวไทย"

สรุปสั้นๆง่ายๆ "เหมือนเราส่งให้ภัตตาคาร แล้วเวียดนามส่งร้านข้าวแกง"

ลอง คิดดู "ข้าวแกงขายวันละ 1,000 จาน กับขายข้าวในภัตตาคาร 500 จาน มันคนละเรื่องกันใช่ไหม ถึงกระนั้นก็ดี เชื่อไหมว่า ทุกวันนี้เวียดนามนำข้าวเข้ามากินจากไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขที่เวียดนามขายนั้นก็ขายไป เมื่อเกิดภัยพิบัติก็ต้องสั่งข้าวเข้ามารับประทาน"

ยัง มีปัจจัยอื่นอีกคือ อัตราพื้นที่ทางการเกษตรและจำนวนประชากร เวียดนามมีพื้นที่ประมาณ 329,560 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นพื้นดิน 325,360 ตารางกิโลเมตร และพื้นน้ำ 4,200 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 87,262,356 คน

"อัตราการเติบโตของประชากร บอกให้รู้ว่า เวียดนามจะต้องส่งออกข้าวน้อยลงทุกปี เพราะคนจะมากขึ้น ต้องระวังการส่งออกไว้ เดี๋ยวจะไม่มีข้าวกินภายในประเทศ เดี๋ยวนี้เวียดนามปลูกข้าวได้เพียง 5 ล้านตัน เต็มที่แล้ว แต่คนเพิ่มขึ้นทุกวันๆ เพราะฉะนั้น เวียดนามจึงไม่ใช่คู่แข่งทางการค้าข้าวกับไทย" พิษณุสรุป

เมื่อ ศักยภาพของเวียดนามเป็นเช่นนี้แล้ว เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เวียดนามแซงไทยไปแล้วมาจากไหน พิษณุอธิบายว่า เป็นธรรมดาของประเทศที่ปกครองโดยสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ จะแถลงเรื่องอะไร จะต้องมองไปล่วงหน้า 20-30 ปี

เพราะ

"เขาต้องแถลงข่าวให้คนมั่นใจในการบริหารงานของเขา เป็นต้นว่า เขาจะมีรถใต้ดินในนครโฮจิมินห์ เขาพูดมากว่า 10 ปีแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่ได้ลงฐานอะไรเลย เพราะนั่นเป็นการวางแผนล่วงหน้า เขาอาจจะยังไม่มีเงินก็ได้ แต่พูดไปก่อน"

ชัดๆอีกตัวอย่างหนึ่ง

"เวียดนามบอกว่า จะมีรถไฟความเร็วสูงแบบญี่ปุ่นจากฮานอยถึงโฮจิมินห์เราก็ตื่นเต้น แต่เรายังไม่อ่านให้จบว่า กว่าเขาจะเริ่มได้ประมาณ 2579 อีกเกือบ 30 ปี และจนบัดนี้เขายังไม่ได้ตอกเสาเข็มเลย ยังไม่ได้ศึกษาเลยว่า ต้องทำอะไรบ้าง มันยังไม่เกิดและอาจจะไม่เกิดก็ได้"

บรรยากาศการลงทุนในเวียดนาม

เอกอัครราชทูต บอกว่า เวียดนามมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นต้นว่า ภาคเหนือ มีกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารประเทศศูนย์กลางธุรกิจการค้า ทางภาคเหนือ มีเมืองไฮฟอง เป็นเมืองท่าสำคัญและเขตอุตสาหกรรมหนัก และมีเมืองกว่างนิงห์เป็นเมืองอุตสาหกรรมถ่านหิน

ภาคกลาง มีเมืองกว่างนัม เมืองดานัง ศูนย์กลางธุรกิจ การท่องเที่ยวและเมืองท่าสำคัญ มีเมืองเว้ เป็นเมืองหลวงเก่าและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

และภาคใต้มีนครโฮจิมินห์ ศูนย์กลางธุรกิจ การนำเข้า ส่งออก และเมืองท่าสำคัญทางภาคใต้ มีเมืองบาเรีย เมืองวุงเตา เมืองอุตสาหกรรมน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติ และมีเมืองมิงห์หายเป็นเมืองอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล

นโยบาย ด้านเศรษฐกิจของเวียดนาม หลังจากปี พ.ศ. 2533 เริ่มต้นนโยบายการเปิดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเปิดเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมขึ้น มีการขยายเขตเศรษฐกิจในนครโฮจิมินห์ มีการส่งเสริมการส่งออก-นำเข้า เป็นจังหวัดแรกของเวียดนามและมีการพัฒนาพื้นที่ในชนบท

ปัจจัยเหล่า นี้ ทำให้นักธุรกิจชาติต่างๆ เข้าไปลงทุนมาก แต่นักธุรกิจไทยเข้าลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 9 ประเภทการลงทุน มีทั้งด้านการเกษตร ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง การสร้างบ้านเรือนและอะไหล่รถมอเตอร์ไซค์

สำหรับช่องทางที่น่าสนใจ คือ "ผลไม้ ปีที่ผ่านมาผลไม้ไทยเข้าไปตีตลาดในเวียดนามได้อย่างมาก มีทั้งลำไย มังคุด มะม่วง ทุเรียน เข้าไปทางเหนือมากกว่า 10,000 ตัน และยังเข้าไปจีนอีกด้วย ผลไม้ เหล่านี้มีมังคุด ทุเรียนและมะม่วงเป็นตัวหลัก"

ดังนั้น ตลาดผลไม้ไทยในเวียดนามสดใส

อุตสาหกรรม การแปรรูปอาหารของไทยก็เข้าไปทำตลาดได้ดี อย่างปลากระป๋อง มีบริษัทของไทยเข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนามหลายปีแล้ว ปรากฏว่าทำตลาดได้ดีมาก

ด้านการท่องเที่ยว เมืองเว้ นักธุรกิจไทยน่าจะไปทำรีสอร์ต และที่พักให้นักท่องเที่ยว รัฐบาลเวียดนามเองก็สร้างแรงจูงใจให้ลงทุนโดยลดภาษีให้เกือบจะฟรีใน 4 ปีแรก

เวียดนามเสมือนดอกไม้หลังไฟสงคราม ไม่ว่าจะมองด้านไหน เต็มไปด้วยศักยภาพในการพัฒนา

วันนี้แม้ไทยจะทิ้งห่าง แต่วันหน้า ถ้าไทยยังขัดขากันล้มอย่างนี้ เอกอัครราชทูตไทยอาจต้องคิดใหม่และพูดใหม่.

http://www.thairath.co.th/today/view/47542
เวียดนามแซงไทยความจริงครึ่งเดียว

โดย Sigree

 

กลับไปที่ www.oknation.net