วันที่ พุธ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่า....ถึงมุกกี้ ตอนที่ 2


"


"

"

"

"

เรื่องเล่าถึงมุกกี้

มุกกี้ สิ่งที่ติดตัวพี่กลับมาเมืองไทย คือความมึนงง สับสน

ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตของตัวเอง เชื่อไหมว่า ทันทีที่กลับถึงบ้านที่กรุงเทพฯในยามดึก บ้านซึ่งปกติก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว จำได้ว่าพี่ล้มตัวลงนอน ด้วยความพร่าเบรอไร้สติ ขณะนั้นยังรู้สึกเหมือนไม่ได้กลับมาเมืองไทย ทุกอย่างที่วิ่งวนอยู่ในหัว คล้ายกำลังดูละครเนปาล มันคือภาพฝันที่เหมือนจริง ทั้งแสง สี เสียง

พี่ตื่นขึ้นมาเพื่อจิบน้ำบ้าง แล้วล้มตัวลงนอนต่อ ไม่มีความหิวอาหาร ไม่มีอาการอยากจะลุกเดินออกไปพบเจอใคร ส่องกระจกดูหน้าตัวเอง ช่างเป็นแววตาที่เลื่อยลอยเคว้งคว้างคล้ายคนบ้า ความฝันยังติดตามพี่อย่างกระชั้นชิด โดยไม่มีความทรงจำอะไรที่จะบอกได้ว่า ฝันเห็นใคร ฝันเรื่องอะไร ทุกอย่างพร่าเบรอไปหมด เหมือนคนถูกสะกดจิต

กระทั่งย่างเข้าวันที่เจ็ด ความเป็นปกติค่อยๆกลับคืนมา พี่ลืมตาตื่นขึ้น เห็นผนังห้องนอนของตัวเองชัดเจนขึ้น  และสำทับขู่เข็ญตัวเองให้ลุกขึ้นยืน เพื่อจะเดินไปหาโทรศัพท์ แล้วโทรฯหาเพื่อนรักหนึ่งคน ที่พี่ติดต่อกับเขาตลอดเวลาที่เกิดเรื่องแย่ๆ เมื่อตอนที่อยู่เนปาล

“ฉันกลับมาแล้ว กลับมาหลายวันแล้ว แต่ไม่มีแรงจะพูดอะไรกับใคร ฉันคิดถึงเธอนะ แต่ไม่มีเรี่ยวแรงจะออกไปหา” การติดต่อกับเพื่อนสักคน เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นมาเผชิญความจริง คืออย่างแรกที่พี่ต้องทำ

“ฉันรู้สึกเหมือนคนหลงทาง เหมือนคนเกิดผิดแผ่นดิน ฉันควรจะอยู่ที่โน่น อยู่ที่เนปาล ไม่ใช่เมืองไทย” พี่ได้แต่คร่ำครวญซ้ำซาก ขณะที่เล่าให้เพื่อนฟัง......

................

ที่เมืองโพคารา ทีมนกย้ายถิ่นที่นัดกัน 3 ครอบครัว กลับมีจำนวนสมาชิกมากกว่าที่พี่คิด สองครอบครัวเช่าบ้านชาวนาอยู่ริมทะเลสาปเฟวา เป็นบ้านที่พวกเขาจับจองไว้ทุกปี บางส่วนได้ออกเงินต่อเติมไว้เพื่อความสะดวกของตัวเอง อีกหนึ่งคู่ที่เป็นคนกรีซ พักอยู่โรงแรมฟากตรงข้ามกับยอดมัจฉาปูชเร ตรงระเบียงที่พัก สามารถหันหน้าสบตากับยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ได้ทุกวัน คนคู่นี้เป็นพ่อค้าที่ชอบความสบาย แอบนินทาเพื่อนๆว่า

“ชอบพักบ้านราคาถูก ยิ่งถูกยิ่งดี ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ไม่ใช่คนยากจน” ตอนนั้นเขาไม่รู้หรอกว่า พี่เองก็มองหาบ้านเช่าราคาถูก เพราะเท่ากับว่าสามารถใช้จ่ายเงินในเรื่องอื่นๆได้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าเดินทาง

คนที่มาเพิ่ม และพักพิงอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เป็นของพี่จุ๋มกับเอโด้ คือ ฝัน สาวไทยนักเดินทางตัวยง ที่โชกโชนอยู่ในอินเดีย เธอตามมาสมทบถึงที่นี่ เพียงเพราะต้องการต่อวีซ่าที่จะอยู่ในดินเดีย อีกหนึ่งสาวสวยคือ ยูริ เช่นกัน ยูริหลงรักอินเดียมากกว่าเนปาล เธอแวะมาพักเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยท่าทางที่เงียบสงบครุ่นคิดของเธอ ทำให้พี่เดาว่า เธอน่าจะมารักษาหัวใจ อีกหนึ่งหนุ่มญี่ปุ่น ที่พี่ลืมชื่อไปแล้ว ท่าทางโซมจัด เพราะวันๆพี่แกเอาแต่นอนสูบกัญาชาในห้อง เรียกได้ว่าเราไม่เคยได้คุยกันเลย ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา ชาวเนปาลี ฝีมือตีทัปบร้ายอดเยี่ยม ลืมชื่อไปแล้ว จะแวะมาตอนเย็นๆ ซึ่งทุกคนจะมาแกร่วระเริงดนตรีกันจนถึงค่ำ ถึงดึกดื่น  แต่สำหรับพี่ ที่นี่คือที่ที่มีอาหารเช้า เที่ยง เย็น อันเอร็ดอร่อยเพราะเจ๊จุ๋มมีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศ ทั้งไทยและฝรั่ง อีกอย่างการนั่งๆนอนๆ ประมาณตากอากาศ อ่านหนังสือบ้าง หลับบ้าง เล่นกับยานี่ ลูกชายวัยซนของเจ๊จุ๋ม กับเด็กเนปาลีอื่นๆบ้าง ก็ไม่เลวทีเดียว

แต่ที่ไม่ปลอดโปร่งไปด้วยคือ ในความงามของดนตรีนานาชาติ ที่ดังกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ หากเดินเฉียดใกล้ จะรู้ว่าท่ามกลางความสุขอันละมุนเหล่านั้น คละคลุ้งไปด้วยอวลไอกัญชา ที่ชวนให้มึนเมาโดยไม่ต้องเสพเอง

พวกเขามีความสุขกับการไม่ทำอะไรกันเลย นอกจากเล่นดนตรี เต้นรำ แล้วก็หัวเราะ... บางวันพี่จึงเลี่ยงออกมาเดินเล่นแต่เพียงลำพัง ขณะที่ทอดน่องอยู่ริมทะเลสาป และคิดเรื่องการโทรศัพท์ไปหาราม ตามที่รับปากไว้ พี่กลับลังเล

“ราม ฉันมาถึงโพคาราแล้ว อีกสองวันจะไปเทรคกิ้ง ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันสบายดีแล้ว” 

 

ตัดสินใจได้จึงโทรฯไปหาเขา และบอกกับเขาอย่างนี้

“ผมคิดถึงคุณ” 

“เช่นกัน”

เขาไม่พูดว่าจะตามมาอีก คำคิดถึงแค่นั้นก็น่าจะพอในเวลาอย่างนี้

อะไรบางอย่างที่บางเบาแต่มัวซัวยังคงอยู่ในใจ พี่จึงตัดสินใจจะไปภูเขาให้เร็วขึ้น เริ่มจากไปหาที่พักบนเขาสรังโกฏ เพราะเย็นวันหนึ่งตาเฒ่าชาวเนปาล สหายเก่าแก่ของเอโด้เสนอให้ไปพักที่บ้านเขา ราคาค่าห้องแล้วแต่จะให้ พี่จึงชวนฝันขึ้นไปในวันรุ่งขึ้น และแน่นอน ผู้ชายคนนั้นก็ขอตามไปด้วย

บ้านที่เขาว่าพอจะพักได้ กลับเป็นร้านค้าที่วุ่นวายตรงทางเดินขึ้นเขา พี่จึงมองหาที่ใหม่ ตาเฒ่าจึงเสนอกระท่อมริมหน้าผา ที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นของเขาสร้างเอาไว้หลายปีแล้ว

ที่นั่นน่าอยู่มาก เป็นเหมือนโรงนา สร้างด้วยหินดิบหยาบ ไม่มีห้องน้ำห้องส้วม ต้องใช้ลานโล่ง แต่ในยามนอนกลางคืน มีเตียงสูงปลอดภัยจากสัตว์เลื้อยคลาน ผนังหนาให้ความอบอุ่น เราจึงพักที่นั่น จ่ายค่าบ้านทั้งหลังไปราวๆ 150 บาท ไทย

เช้าแรกที่ได้สบตามัจฉาปูชเรอย่างเต็มตา แต่รบกวนหัวใจด้วยเครื่องบินเล็ก ที่นำนักท่องเที่ยวบินกันว่อนเพื่อชมความงามในที่สูง

ตาเฒ่ามาเยี่ยมแต่เช้าตรู่ พร้อมอาหารเช้า แกแนะนำว่ามาที่นี่แล้วควรจะไปพูนฮิล เส้นทางนั้นมีดอกไม้สวย มีป่าหิมพานต์อลังการณ์  ฟังอย่างนี้ มีหรือที่จะไม่ไป พี่จึงตัดสินใจจับรถเมล์ต่อไปยังเส้นทางเทรคกิ้งรอบอันนาปูรณะโดยไม่ได้วางแผน มีเสื่อผ้าที่เตรียมมาใช้บนสรังโกฏเพียงสองชุด รวมที่สวมอยู่ กับถุงนอนและผ้าห่มพาสมีน่าผืนกลาง เพราะไม่อยากย้อนกลับ พี่กับฝันและชายคนนั้น จึงมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือราวๆ ครึ่งวัน จึงถึงจุดลงรถเมล์ แล้วข้ามแม่น้ำที่มีสะพานแขวนทอดไว้ยาวราว 100 เมตร

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ผู้ชายที่ควรจะเข้มแข็งกลับทรุดนั่งลงกับพื้น แล้วประกาศว่า

“ผมจะไม่ไปต่อ ผมจะกลับโพคารา” สารรูปเขาชวนเวทนา หน้าซีดขาว หายใจเหนื่อยหอบ แทบไม่เหลือร่องรอยครูสอนไทเก๊ก เขาย่ำยีสุขภาพตัวเองด้วยกัญชาทุกวัน การลุกขึ้นมารำมวยจีนแต่เช้าตรู่ไม่ช่วยอะไรเขาได้เลย และเขาคงรู้ว่า การเดินทางขึ้นภูเขาครั้งนี้ อย่างไรเสียเขาคงไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง สู้กลับเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า

พี่ไม่มีอะไรจะพูด ไม่ได้ดึงรั้งเขาไว้ เพราะเขาเป็นคนที่พึ่งไม่ได้อีกต่อไปอย่างสมบูรณ์

มุกกี้...ตลอดเวลา8 วัน บนภูเขา สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในใจพี่คือ เดิน เดิน เดิน และเดิน พี่กับฝนเดินอย่างช้าๆ เราแทบไม่ได้คุยกัน เพราะต้องใช้สติและสมาธิ เว้นเสียจากในเวลาเจอภาพสวยๆให้ชื่นชม

ค่อยๆไต่ทีละนิด ทีละก้าว พักแรมในโรงแรมเล็กๆที่หนาวเย็นเมื่อจวนค่ำ และเมื่อไม่อาจเสี่ยงเดินต่อไปได้ เพราะในแผนที่บอกว่าหมู่บ้านข้างหน้ายังอีกไกล

กระทั่งวันที่ 4 ความทารุณของอากาศก็ปรากฏขึ้นที่ยอดพูนฮิล ทุกคนที่โรงแรมต่างพูดว่าปกติหิมะจะไม่ตกแล้วในเดือนมีนาคม แต่ปีนี้พลัดหลงมาได้อย่างไรไม่รู้ คืนนั้นหิมะตกทั้งคืน หนาวจนเกือบแข็งเป็นก้อนหินเพราะเครื่องห่มนอนไม่อบอุ่นพอ

เช้าวันที่ห้า จึงเป็นเช้าที่สาหัสมาก เพราะต้องเดินลุยหิมะหลายกิโลเมตร กระทั่งผ่านจุดที่สูงลงต่ำไปเรื่อยๆ สายฝนยังตกเผาะๆไปตลอดทาง การที่คนเดินทางต่างเร่งเดิน บ้างมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน บ้างเดินสวนทางกัน แทบไม่มีใครได้คุยกับใคร จนพี่คิดว่า นี่คือมหกรรมทรมานตนหรืออย่างไร

"ฝน" มีอาการเป็นไข้นิดหน่อย เพราะเสื้อผ้าไม่อุ่นพอ หน้าเธอซีด จนกระทั่งตอนที่เรานั่งพักจิบชาอุ่นๆที่ร้านค้าเล็กๆ มีหนุ่มสาววัยนักศึกษาห้าหกคน เข้ามาทักว่าไม่สบายหรือเปล่า เอายาไปกินซี อันที่จริงยาของเราก็พอมี แต่เมื่อพวกเขามีน้ำใจจึงรับไว้

พวกเขาเดินรอบอันนาปูรณะรอบใหญ่ ผ่านเบสแค้มป์มาแล้ว ใช้เวลา 20 วัน เหลืออีกสองวันที่จะถึงข้างล่าง นับว่าเก่งไม่เบา แต่พวกเขาก็มาจากประเทศหนาว ยอดเขาแอลป์คือยอดแรกที่พวกเขารู้จัก

อีกคนหนึ่งที่จำได้เพราะเดินคุยกันช้าๆ พร้อมกับตากฝนไปด้วย คือ เทนซิน นักดนตรีชาวธิเบตผลัดถิ่น เขามาจากอินเดีย ได้รับเชิญจากรัฐบาลเนปาลมแสดงดนตรีที่เมืองใกล้ๆนี้  คณะของเขาสิบกว่าคนมาเยือนเชิงหิมาลัยเพราะอยากให้คลายความคิดถึงบ้าน

สายฝนที่ตกเฉอะแฉะ ทางแคบๆลื่นไถลง่ายดาย เลาะเลียบหน้าผาดูหน้าหวาดเสียวหลายตอน หากไม่ระวังมีโอกาสพลัดตกลงไปในแม่น้ำสีขุ่นคลั่ก เชี่ยวกรากที่อยู่ต่ำลงไปนับร้อยเมตร การตั้งสติให้ดีเท่านั้นคือสิ่งที่ควรทำ แต่ยังมีคนเก่งที่น่าทึ่ง คือหนุ่มฝรั่งกับสาวญี่ปุ่นคู่หนึ่ง พวกเขาปั่นจักรยานผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว โอ....กล้าหาญดีแท้

แต่ละนาทีบนภูเขาสูง ไม่มีชื่อ ไม่มีใบหน้าของใครแม้แต่คนเดียว ที่เข้ามารบกวนการเต้นของหัวใจนี้

มีเพียงยอดเขาสูงตระหง่าน ฉาบทาไว้ด้วยสีขาวโพลนของหิมะ ที่สะท้อนแสงเข้าตาในหลายช่วงของการเดินทาง ที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นแรง เหมือนสิ่งศักด์สิทธิ์แห่งยอดหางปลากำลังส่งผ่านความเมตตา บอกให้อดทน ให้ก้าวเดินต่อไป แม้ว่าข้อเข่าข้างขวาที่เคยหักจะร้องโอดโอย ว่าแย่แล้ว ๆ

มุกกี้..พี่เล่ามาถึงตอนนี้ ขออนุญาตหยุด เพื่อมีความสุขกับอดีต ที่ไม่อาจหาได้จากกิจกรรมใด แม้แต่การอ่านหนังสือ ไม่น่าเชื่อว่าการย้อนคืนไปทบทวนเรื่องเก่า จะทำให้เรามีความสุขได้ขนาดนี้

ขอบคุณมุกกี้ ที่รับฟัง  (คนแก่เล่าเรื่อง)

พี่กู่

 

ฝากภาพภูซำผักหนามไว้ก่อน

แล้วเรื่องเล่าจะมาถึงในตอนต่อไป

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net