วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘ทักษิณาธาน’ หวั่นระแวง-ไม่ไว้ใจสำนึกคนไทยนาทีนี้


            หากมองไกลไปข้างหน้าสัก 50 ปี หรือ 100 ปี แล้วมีนักประวัติศาสตร์มาเสาะแสวงหาข้อมูลเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดสังคมไทยช่วงพุทธทศวรรษนี้ (ประมาณระหว่าง 2540-2553) ไม่ว่าจะหยิบวัตถุดิบอะไรขึ้นมาศึกษาก็เข้าใจว่าจะพบซากวาทกรรมความระมัดระวัง ระแวง ไม่ไว้ใจ และการตรวจสอบให้พบเห็นกระจายอยู่ทั่วไปในทุกแวดวง

            จะหยิบสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรืออินเตอร์เนต ก็จะเจอแต่ข่าว ความลวง ความคิด ความผิด ความพลาด  อุบัติเหตุ ธรรมชาติโหด (แต่คนโหดกว่า) ฯลฯ แผ่นซ่านแทรกซึมลึกอยู่ในเนื้อหา ประมาณว่าคนไทยยุคนี้มีสำนึกที่ “หวาดกลัว” ไปทุกเรื่องยิ่งกว่าสมัยใด ๆ ขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นคนไทยในยุคสมัยเดียวกันนี้ด้วยที่ “ถูกหลอกลวง” ได้ง่ายยิ่งกว่าสมัยใด ๆ เพราะเมื่อสภาพจิตใจมันขาดความเชื่อมั่น การแสวงหาที่พึ่งแบบคิดไม่ถึงก็มักจะปรากฎตามมา

            ...นี่คือสิ่งที่ผมขอสันนิษฐานเอาไว้เท่านั้น

            ก็คงขึ้นอยู่กับนักประวัติศาสตร์ท่านนั้น ๆ และสำนักนั้น ๆ ที่ท่านสังกัดอยู่ล่ะว่า ท่านมีแนวโน้มทางความคิดไปแบบไหน เพราะในสังคมไทย ณ เวลานี้ก็มีฐานความคิดที่แตกแยกอย่างเห็นได้ชัด

            การบัญญัติคำว่า “ทักษิณาธาน” ขึ้นมาใช้ของสื่อ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วล่าใครใช้เป็นคนแรก ถือว่าเป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่เป็นรูปธรรมในการนิยามความคิดของสังคมไทยร่วมสมัย และนับเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจต่อการวิเคราะห์สังคมไทย

            ที่เลือกจะนำเสนอประเด็นนี้ออกมาแบบลอย ๆ ก็ใช่ว่าคิดมาจากสุญญากาศ เพราะขณะที่คิดก็ยังสูดอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ และความบริสุทธิ์ของ “ความคิด” ในสังคมไทยเข้าไปเต็ม ๆ ทั้งนี้เพราะผมเชื่อว่า แม้แต่ครีเอทีฟที่ผลิตงานโฆษณาระดับมาสเตอร์พีซทั้งหลาย ก็ต้องซึมซับเอาสำนึกแบบนี้เข้าไปด้วยไม่มากก็น้อย ประมาณว่า “Que Sera Sera”

            ผู้สร้างหนังก็คงจะสอดแทรกความคิดแบบระแวง ๆ แฝงเอาไว้ คล้าย ๆ “กูไม่เชื่อมึง” อยู่ด้วยในที แต่ก็คงจะไม่ได้รู้ตัวว่าเผลอคิดแบบนั้นไปแล้ว แม้แต่ “ครูบ้านนอก” ในสมัยนี้ที่ไม่ใช่ยุค ปิยะ ตระกูลราษฎร์ ผมก็ยังอดเดาไปไกล ๆ ไม่ได้ว่าสร้างขึ้นมาภายใต้กรอบความคิดแบบ “สังคมแห่งความหวาดระแวง” เช่นกัน

            ความหวังที่จะแยกถูกออกจากผิด กลายเป็นอะไรที่ต้องตั้งคำถามให้เยอะ และซับซ้อนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะในความเป็นจริงมันแยกไม่ได้เด็ดขาดขนาดนั้น ...ในถูกยังมีผิด และในผิดก็ยังมีถูก ไหนยังจะสัดส่วนถูกมากถูกน้อย ผิดมากผิดน้อย แบบไหนที่รับได้แบบไหนรับไม่ได้

            อะไรเป็นคุณธรรมที่เราควรรับเอาไว้ในสมัยนี้ ?

            บทเพลงสนุก ๆ อย่าง “จั๋งซี่มันต้องถอน” หรือ “อ๊อดอ๊อด” เนื้อหาอาจจะไม่ได้ประเทืองปัญญาอะไรนัก แต่ถ้าจะถามถึง “อารมณ์ของยุคสมัย” ล่ะ เพลงแบบนี้มันบอกอะไรได้มั๊ย? …อันนี้ก็ไม่ทราบอีกล่ะครับ

            เลือกที่จะเขียนแบบ “บ่นบ้า” อย่างนี้ก็เพราะเริ่มเห็นว่า บรรยากาศหวาดระแวงในสังคมเรามันกระจัดกระจาย และระเบิดตัวฟุ้งจนไร้ทิศทางไปแล้ว

 

โดย กาแฟร้อน

 

กลับไปที่ www.oknation.net