วันที่ ศุกร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าถึงมุกกี้ ตอนที่ 3


มุกกี้  กรรมยังคงทำงานของมันอย่างยุติธรรม ไม่ว่าพี่กู่จะพยายามหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองอย่างไรก็ตาม แต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่  วันนี้มันคิดดอกเบี้ยทบต้นเสียจนพี่จ่ายคืนไม่ทัน จึงตกอยู่ในอาการพร่าเบรอ  อย่างพยายามคุ้ยหารายละเอียดกลับคืนมา เพื่อยืนยันกับตัวเองว่า พี่ไม่ใช่คนผิด ไม่ใช่คนเริ่มต้นในเรื่องยุ่งยากนี้

แต่บางที ทุกคน รวมทั้งราม คงลืมวันเวลาเหล่านั้นไปแล้ว เหลือแต่พี่ที่ละเลียดเคี้ยวอดีตอันขมปร่า อย่างกล้าๆกลัวๆที่จะกลืนมันลงไป เพราะการยอมรับรสชาดความจริงบางอย่างต้องจ่ายด้วยอาการปวดแสบปวดร้อนในหัวใจ ยิ่งหัวใจที่มีทิฐิดื้อรั้น ที่รักแต่ตัวเองมากมายจนลืมเห็นหัวใจของคนอื่น ยิ่งจะต้องเจ็บหนัก

ดังนั้น คำพิพากษาแห่งความยุติธรรมไม่ต้องมองหาจากปากคนอื่น แต่มันจะส่งผ่านมาจากจิตใต้สำนึกที่ทุรนทุราย ให้เรารับรู้

.............

สองวันสุดท้ายบนภูเขา อาการไข้กำเริบอีกหน แต่ละก้าวที่เหยียบลงไปบนกรวดหิน เหมือนหุ่นยนต์ที่สั่งให้ขาก้าวเดินโดยไม่ใช้สมองคิด ก้าวย่างอัตโนมัติ  จำได้ว่าแยกสุดท้ายที่ตัดสินใจเดินลงมาเพื่อหาทางจับรถเมล์กลับโพคารา จากหมู่บ้านเล็กๆนั้น ถ้าเลี้ยวไปทางขวาจะไป “เบสแคมป์” แต่พี่เลือกที่จะเลี้ยวซ้าย เพราะในแผนที่เห็นว่าเป็นเส้นทางสั้นที่สุด ผ่านหมู่บ้านไม่กี่หมู่บ้านแต่กระนั้นก็ต้องนอนค้างบนภูเขาอีกสองคืน

ตอนที่เลี้ยวซ้าย ใกล้ค่ำเต็มที ไม่อยากพักที่หมู่บ้านนี้ อยากไปให้ไกลกว่านี้ เราจึงลากขาก้าวต่อไปท่ามกลางสายฝนพรำ เรื่องเปียกปอนไม่ต้องพูดถึง เสิ้อกันหนาวคือเสื้อกันฝนไปในตัว แต่พื้นรองเท้าข้างซ้ายแตก พี่เพิ่งรู้เมื่อน้ำเย็นๆซึมเข้าไปถึงฝ่าเท้า จนรู้สึกหนาวถึงสมอง จนต้องหาถุงพลาสติกมาสวมทับถุงเท้าอีกชั้นพอแก้ขัดไปได้  อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณเจ้ารองเท้าคู่นั้น เพราะมันทำหน้าที่อื่นๆดีเหลือเกิน ไม่กัด ไม่บีบปลายเท้า ไม่ขูดเอ็นร้อยหวายให้ทรมาน

เวลาราวๆ ทุ่มกว่า เรามาถึงหมู่บ้านเล็กที่สุดที่เคยเจอมา ถามหาที่พัก มีคนชี้แนะให้ไปหาที่บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง  ไปถึงหน้าบ้าน สองสามีภรรยากำลังทำอาหารอยู่ในครัว ห้องว่างพอดี ซึ่งมีอยู่หนึ่งห้องนั่นล่ะ (อันที่จริงเป็นห้องสำรองที่เขาใช้พักเอง) มีสองเตียงเล็กๆ ฟูกบางๆ ไม่มีผ้าห่มให้ เรามีถุงนอนส่วนตัว แต่อากาศเฉียดติดลบขนาดนี้ยังไงๆก็ต้องทรมาน แต่ไม่ได้ก็ต้องได้ เพราะเหนื่อยเหลือเกิน หิวข้าวมากจนตาลาย ถามหาอาหารที่ง่ายที่สุด คือบะหมี่สำเร็จรูป แม้จะไม่ชอบมันเลยแต่นั่นคืออย่างเดียวที่ครอบครัวนี้มีอยู่เช่นกัน

ตอนนั้นพี่มีข้อจำกัดเรื่องอาหาร พี่กินเนื้อสัตว์  ไม่ได้ ร่างกายมีปฏิกริยาต่อต้าน กินแล้วปากบวม ตัวร้อน อาเจียรทันที จนไม่กล้ากินมานานร่วม 8 ปี ก็ถือเสียว่าเป็นข้อดี ไม่รังแกสัตว์ แต่นมและไข่ก็แตะไม่ได้ กลิ่นคาวมากอาหารหลักจึงเป็นผักและถั่ว ร่างกายจึงขาดไขมันและพลังงานในขณะที่ต้องใช้พลังงานอย่างหนักในการเดิน  อาหารที่กินประจำบนภูเขาคือข้าวผัดผัก แค่ข้าวจืดๆบวมๆผัดแห้งๆใส่ผักแบบหรอมแหรม เพราะบนภูเขาปลูกผักยากเต็มที แต่ละมื้อมีแค่นั้น จ่ายไปราคาราวๆ 80 บาทต่อจาน ที่จำได้เพราะสั่งบ่อย ที่พอจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อยคือ จาปาตีกับแกงถั่ว นอกนั้นไม่มีสิทธิแตะ

ก่อนจะได้กินมื้อค่ำ เราขอไปอาบน้ำ เจ้าบ้านบอกว่าอากาศหนาวๆควรจะไปอาบน้ำพุร้อน บ่อเล็กๆที่ฝั่งตรงข้ามกับบ้าน ใช่แล้ว...ที่จำได้คือ หมู่บ้านนั้นตั้งบ้านเรียงรายไปตามลำน้ำเชี่ยวกราก

เราโดยสารไปบนกล่องสี่เหลี่ยม ที่ต้องดึงตัวเองไปบนลวดสลิงค์ เพื่อไปเจอกับน้ำพุร้อนบ่อเล็กจี๊ดเดียว ต้องตักน้ำร้อนรดตัว แต่ก็คุ้มค่า เรี่ยวแรงกลับคืนมาทันที เมื่อกลับมาที่พัก เจ้าของบ้านรีบบอกให้กินบะหมี่ ก่อนที่จะเย็นเพื่อที่จะเข้านอน บะหมี่เนปาลรสชาดเหลือจะกลืน พะอีดพะอมในปากทุกทีไป เพราะเส้นอืดง่ายมาก ต้มแป๊บเดียวแค่นั้น ยังอืดราวกับทิ้งไว้สักสามชั่วโมง เครื่องปรุงไม่มีความเผ็ด  สรุปว่า....ที่บ่นๆมา รอดตายไปอีกหนึ่งวัน

เล่ามายาวไกล ยังไปไม่ถึงเรื่องของราม......เพราะว่าพี่กำลังจะตายอยู่บนภูเขา ในคืนสุดท้าย

ฝนตกอีกแล้ว ตั้งแต่เช้าตรู่ที่เริ่มออกเดินทาง ช่วงนี้ยิ่งต้องระวังเพราะถนนแคบ ต้องเลาะไปตามแม่น้ำที่พุ่งกระแทกหินครึกโครกในหุบเหวลึก ทางแคบขนาดคนเดินสวนทางได้สองคนบางช่วง เห็นซากม้าหล่นลงไปตาย ชวนหวาดเสียว

เรี่ยวแรงใกล้จะหมด แต่ยังไงคืนนี้จะต้องไปถึงเมืองสุดท้ายให้ได้ ตัวร้อนจี๋อีกแล้ว กัดฟันเดิน ข่มใจเดิน เพราะถ้าไม่เดินก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น หมู่บ้านเล็กๆที่ผ่านมาเป็นหมู่บ้านที่ยากจนโดยแท้ และน่าจะเป็นชนเผ่าอะไรสักอย่างที่ทำเกษตรเล็กน้อย เท่าที่พื้นที่ราบจะอำนวย ส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์ มีม้า แพะ ถูกขังอยู่ในคอก เพราะฝนตกพรำอย่างนี้ คงไม่ง่ายที่จะต้อนขึ้นไปหากินตามหุบเขา  เรื่องที่คิดว่ายอมแพ้ขอพักนอนแถวนี้อีกสักคืนให้เลิกคิด ไม่มีบ้านไหนสละห้องให้นอนได้แน่ ไม่มีกระทั่งร้านอาหาร เพราะร้านสุดท้ายผ่านมาแล้วเมื่อตอนเที่ยง เป็นเพิงเล็กๆที่อัดนักเดินทางเข้าไปราวๆยี่สิบกว่าคน กลุ่มใหญ่สุดเกือบสิบคน เป็นหนุ่มสาวเยอรมัน พูดคุยกันเสียงดังเฮฮา จนพี่ต้องกัดฟัน เออ....พวกเอ็งยังหนุ่มสาว ยังมีแรงซ่า แต่ขอให้ช่วยลดแรงสะท้อนในหูหน่อยได้ไหม คนจับไข้ เกือบจะตายเพราะเสียงพวกนายอยู่แล้ว

เปล่า  ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่นั่งหลับตาข่มใจ จนกระทั่ง
เทนซินสังเกตเห็น เขาจึงถามว่า ไม่สบายหรือ พี่บอกว่าใช่ จากนั้น เมื่อเราเริ่มเดิน เขาพยายามเดินรอพี่เหมือนจะช่วยดูแล แต่เรี่ยวแรงของพี่ลดน้อยลงเต็มที ส่วนเขาในฐานะหัวหน้าทีมที่ต้องดูแลคนอื่นๆด้วย ต้องเร่งความเร็วให้ทันทีม พี่จึงบอกให้เขาเร่งเดินไปเถอะ พี่ดูแลตัวเองได้ อย่างน้อยก็ยังมีฝันเดินอยู่เป็นเพื่อน แม้จะมีอาการง่อนแง่นไม่ต่างกันนัก

ค่ำพอดี ที่มาถึงเมืองเล็กๆที่มีแสงไฟฟ้าสว่าง มีโรงแรมใหญ่(หมายถึงโรงแรมจริงๆ ไม่ใช่ห้องแบ่งเช่า) แต่นั่นไม่ใช่ๆที่ๆจะมีรถเมล์ไปถึงโพคารา ต้องนอนพักอีกคืน

โรงแรมแรกที่เห็น เราเลี้ยวเข้าไปทันที สิ่งที่เห็นแรกสุดคือฮิปปี้ฝรั่งรุ่นใหญ่หนึ่งคู่นั่งตากอากาศเย็นๆ ที่โต๊ะกลางสนามหญ้า ผู้ชายกำลังเล่นกีต้าร์เพลงฮิตฮอตของเนปาล ที่ออกเสียงว่า ดำ มะ ดำ ปี ดำ ดำ อะไรทำนองนี้ล่ะ (แฮะๆๆๆ มันอาจออกเสียงแปลกๆ แต่พี่จำได้แค่นี้เองอะนะมุกกี้) ที่จำได้อีกอย่างคือ คุณผู้หญิงเธอใส่ตุ้มหูทองอันใหญ่ๆ สไตล์สากลของเนปาล ที่เป็นรูปแบบเฉพาะ เหมือนคนวัฒนธรรมลาวใส่ขะจอนหู (แล้วจะเห็นภาพไหมเนี่ยหือ....เรื่องนี้คงต้องให้น้องชายแสน(นายสิบหมื่น)ช่วยขยาย ) ที่จำได้เพราะเป็นของชอบพี่ทั้งสองอย่าง ทั้งเพลงและตุ้มหู (เอาล่ะสิ...ลงรายละเอียดซะ......)

เจ้าของโรมแรมเป็นหญิงชราหน้าตาใจดี พี่ขอน้ำร้อนเธอหนึ่งกระติก บอกว่าอย่างอื่นไม่ต้อง จะขอนอน นอน และนอนเท่านั้น เธอพยักหน้ายิ้มอย่างปลอบใจ .....ไม่นานน้ำร้อนก็มาถึงที่ห้อง ราคาประมาณ 50 รูปี

นอนโดยไม่อาบน้ำ หนาว ปวดหัว เหนื่อย หมดแรง  คลุมโปงก็แล้ว พลิกตัวก็แล้ว ยังไม่หายหนาว ที่หนาวนี่ไม่ใช่เพราะอากาศอย่างเดียว แต่เพราะพิษไข้กำลังเล่นงาน ฝนเองก็ดูท่าจะแย่ แต่เธอยังอุตส่าห์มีแรงอาบน้ำอุ่น มีแรงสั่งอาหารมากิน พี่จึงคิดว่า ด้วยการเป็นมังสวิรัติมาแปดปี วันนี้คือวันสุดท้ายที่ได้ใช้พลังงานชีวิตหยาดสุดท้าย และน่าจะตายบนเตียงนุ่มๆแต่หนาวยะเยียกนี่อย่างแน่นอน

ยกแก้วน้ำร้อนขึ้นมาจิบแทบไม่ไหว ไม่อยากยื่นมือออกไปนอกผ้าห่ม จะให้ฝันช่วยก็เกรงใจ อาการหนาวในไขกระดูกจู่โจมเหมือนจะช๊อค ตอนนั้นรู้ว่าเป็นเพราะร่างกายไม่พร้อมในเรื่องอาหารจริงๆ นึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าสตังค์มีรูปพระอาจารย์ที่เคารพอยู่สามท่าน หยิบมาวางแนบอกอธิษฐานว่า ถ้าไม่ไหวจริงๆขอให้ลูกได้ตามไปอยู่กับพระอาจารย์ด้วยนะคะ.....แน่ะ...อาจเอื้อมจะไปสวรรค์ แต่ตอนนั้นขอตามไปรับใช้ท่านจริงๆนะมุกกี้ เพราะพี่กู่เชื่อว่า ตายตอนนี้ก็ไม่น่าเสียดาย อะไรๆก็ทำมาตั้งเยอะแล้ว และที่รู้สึกดีที่สุดคือ ในเวลานั้น ไม่มีใครตกค้างอยู่ในหัวใจสักคน (ในเวลาวิกฤติ ไม่มีเรื่องราวใดๆให้ทุกข์ทน ไม่มีความสุขใดให้ไขว่คว้า..แค่นี้ก็น่าจะพอใจ)

แต่คงไม่ถึงที่ตายละมั้ง..เมื่อฝันถามว่าไม่ลองกินไข่ต้มเพื่อเสริมพลังงานตัวเองบ้างเหรอ บางทีอาจจะดีขึ้น พี่คิดว่าก็ไม่เลว จึงขอให้ฝันลงไปสั่งไข่ต้มมาสองใบ

ไม่นานไข่เป็ดต้มที่ยังไม่ปอกเปลือกสองใบก็อยู่ในอุ้งมือพี่ ภายใต้ผ้าห่มคลุมโปง เหมือนพบทางไปสวรรค์จริงๆ ความอุ่นที่เริ่มจากอุ้งมือ ค่อยๆกระจายไปทั่วร่าง

พี่มารู้สึกตัวอีกครั้งในตอนดึก ยังมีไข่ต้มซุกอยู่ข้างตัว ด้วยความหิวจึงบอกกับมันว่า

“ฉันขอกินเธอหน่อยนะ อย่าให้ฉันเกิดอาการแพ้เธอเลย ไม่อย่างนั้นฉันหมดที่พึ่งจริงๆ”

ไข่สองใบเกลี้ยงในเวลาไม่กี่นาที กับความอบอุ่นวาบในท้องที่ตามมาเร็วพลัน และแล้วความฝันใดๆก็ไม่รบกวนอีกเลย จนกระทั่งสาง

มุกกี้....พี่กู่ไม่พากลับไปกัฐมัณฑุเสียที  นานะ.....ตอนต่อไปแน่นอน

พี่กู่จ้ะ

ปล.  ไม่มีภาพประกอบ....เพราะสไลด์เก่าเก็บไม่สามารถสแกนได้ เครื่องสแกนสไลด์เสียไปนานแล้วจ้า

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net