วันที่ ศุกร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชีวิตนักข่าว...ประกันสังคมเหตุเกิดที่ตะกั่วป่า


ชีวิตนักข่าว ...ประกันสังคมเหตุเกิดที่ตะกั่วป่า

ณรงค์  ชื่นนิรันดร์

                             ชีวิตนักข่าว  เป็นชีวิตที่ได้รู้ได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่อยู่เสมอ  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมได้ไปนั่งฟังการบรรยายความรู้   เรื่องการประกันสังคม  ที่ห้องอาหารพุทธชาติ  ห้องนี้ใช้เป็นห้องแต่งงาน  จัดเลี้ยง  รวมไปถึงงานจัดอบรม   เพราะมีอยู่แห่งเดียวในอำเภอตะกั่วป่า อำเภอนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ก็เคยเป็นจังหวัดมาก่อน  สาเหตุที่ถูกยุบเพราะเจ้าเมืองไปประชุมที่ มณฑลภูเก็ตไม่ทัน  ก็เลยถูกยุบเมืองปี  ..2475 ในที่สุดก็ขึ้นอยู่กับจังหวัดพังงา  วันนั้นมีผู้ไปร่วมฟังเรื่องการประกันสังคมประมาณ 50 คน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพนักงานของบริษัท  เพราะดูน่าอ่อน ๆ หน้าแก่ ๆ มีบ้างแต่ไม่มากนัก  วิทยากรที่บรรยาย คือ ประกันสังคมจังหวัดภูเก็ต  แต่งตัวดีผูกเนคไทโทนเสื้อ  และเนคไท  เข้าสีผิวที่ออกจะคล้ำ ๆ ไปทางคนใต้  แน่นนอนภาษาพูดก็เป็นทองแดง…แต่แกพูด ชับ  ชับแบบ คนใต้ 

                             ประกันสังคมเริ่มเล่าถึงความสำคัญของการประกันสังคม  “ มีอยู่รายหนึ่งแกเป็นยามอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ภูเก็ต   ถูกยิงตาย  คาป้อมยาม  ตรวจสภาพศพและป้อมยามไม่มีการต่อสู้ “

                             ประกันสังคม  พยายามหาข้อเท็จจริงว่าทำไมยามถูกยิงตาย  เพราะสอบถามเจ้าของโรงแรมก็บอกว่าไม่ได้ไล่ใครออกจากงาน  ในที่สุดก็ได้พยานปากเอก

                             ”พี่ผมจะบอกให้นะพี่ว่า  ไอ้ยามทำไมมันถูกยิงตาย ”

                   พยานปากเอก  ป้องปากกระซิบ กระซาบ  ที่ข้างหูประกันสังคมเบา ๆ ว่า

                                     ” ไอ้ยามมันแอบไปตีท้ายครัว  เมียชาวบ้านเขา  มันเลยถูกผัวยิงตาย ”             ก่อนจะบอกว่า  ”อย่าให้ใครรู้นะพี่  เดี๋ยวผัวมันมายิงผมตายอีกคน ”        

ประกันสังคมฟังพร้อมกับอมยิ้มนิด ๆ     ” นี่ขนาดเป็นพยานปากเอกสั่งเสียว่าอย่าให้ใครรู้ แต่มันก็บอกให้ผมรู้จนได้ ”

                             ประกันสังคมอธิบายว่า  ” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตายแล้วไม่ได้เงิน   เพราะไม่ต่อเนื่องจากการทำงาน  ถึงแม้นจะตายคาป้อมยามก็ไม่มีสิทธิที่จะได้เงินทดแทน…เฮ้อสงสาร…อ้อไม่ได้สงสารไอ้ยามหรอก  แต่สงสารเมียที่กำพร้าผัว ”

                             ประกันสังคม  เล่าอีกว่า ”  กรณีการสูญเสียอวัยวะเช่นนิ้ว  แค่นิ้วข้อเดียวสูญเสียก็ได้เงินทดแทน  แต่ต้องเนื่องจากการทำงาน  ถ้าสูญเสียนิ้วข้อหนึ่งก็ให้ถือว่าเป็น 2 ข้อ ก็จะได้เงินมากขึ้น ”

ประกันสังคมยกตัวอย่างรายหนึ่งสูญเสียนิ้วว่า  ” มีอยู่รายหนึ่งถูกเครื่องจักรทับนิ้วชี้ขาดไปข้อหนึ่ง…แค่ข้อเดียวนะ  แต่ได้ตั้งแสนแปด”

                                                   ประกันสังคมสำทับอีกว่า  ”กลับไปบ้านอย่าเอามีดตัดนิ้วตัวเอง หล่ะ  นอกจากจะไม่ได้เงินยังติดคุก  เพราะเหตุไม่ต่อเนื่องจากการทำงาน และยังแจ้งเท็จอีก ”   อ้อ…รายนี้ได้แสนแปด   บอกแกตอนแรก  แกไม่เชื่อ   แกย้อนถามว่า    “ ผมได้แสนแปดบาท หรือกีบ “

                             “ ก็แสนแปดหมื่นบาทนะซิ ...รับเต็ม ๆ “

                             แกทำหน้าตื่นเต้น  เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นเงินแสนแปด  ดูสีหน้าแล้ว  แกทำหน้าไม่ถูก  เงินแสนแปดมันมาก... มากเสียจนไม่รู้จะเก็บเอาไปไว้ที่ไหน  แกรีบเซ็นรับเงินแล้วก็รีบกลับบ้าน   แกหายไป 3 วัน ก่อนที่จะย้อนมาสำนักงาน  แล้วเล่าด้วย  ท่าทีวิตกกังวล  เหมือนคนมีทุกข์อย่างมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่รับเงินไปหยก ๆ 

“  หัวหน้าครับ  เมียจะฆ่าผมครับ หัวหน้า  “  แกพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น    หวาดกลัวสุดขีด 

                             “ ทำไม ไปว่าเมียอย่างนั้น  อยู่กันนานมาหลายปีแล้วไมใช่เหรอ “  หัวหน้าประกันสังคมย้อนถามด้วยความสงสัย 

                             “ มันจะฆ่าผมเพื่อเอาเงิน  แสนแปด ที่ผมได้มา ผมต้องการจะหย่ากับมันครับ  หัวหน้า “ 

                             “ แล้ววิธีที่เมีย น้าจะฆ่า ทำยังไง “   มันเอายาฆ่าปลวก  เหยาะใส่กาแฟ ให้ผมกินทุกเช้า  ..  ครับ “

                             “ ไม่ใช่ปลวกละมั้ง  คงจะเป็นคอฟฟี่เมท  เพราะมันมี สีขาวเหมือนกัน”  หัวหน้าประกันสังคมพยายามที่จะอธิบาย  เพราะยาฆ่าปลวกกับคอฟฟี่เมท  มันไม่ได้แตกต่างกัน  แต่แกยังยืนยันที่จะหย่าให้ได้  นี่ขนาดได้เงินแล้วยังประสาท.. ... แดก อีก  เห็นคอฟฟี่เมท  เป็นยาฆ่าปลวก  ในที่สุดแกก็กลับไปหย่ากับเมียจริง    มาทราบทีหลังว่าเมียแกตาย  เพราะตรอมใจ  ที่ผัวแกทิ้ง

                             “  แบบนี้ก็ไม่น่าจะได้ค่าทดแทน  นะ  เพราะผัวเมียต้องหย่ากัน  “ หัวหน้าประกันสังคมกล่าวทิ้งท้าย

                             ผมนั่งฟัง  ก็อดนึกขำอยู่ในใจว่า  เป็นไปได้ขนาดนั้นเชียวหรือ  แต่ก็เป็นเรื่องจริง ที่ประกันสังคม เล่าให้ผู้ร่วมอบรมได้ฟัง

                             ประกันสังคมยังได้เล่าให้ฟังอีกกรณีหนึ่งว่า  มีอยู่รายหนึ่ง  แกเป็นคนขับรถยนต์ของบริษัท  วันหนึ่งแกคิดถึงเมีย  แกมาก  วันนั้นก็ขับรถของบริษัท  เพื่อจะไปส่งของที่จังหวัดสงขลา  และเมียแกก็อยู่ที่นั่นด้วย  ด้วยความคิดถึงเมีย  ที่จากกันมาหลายเดือน  แกเหยียบ

คันเร่งเต็มตีน  แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ  รถพลิกคว่ำ  ที่อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่  ทำให้ตา ข้างขวา  บอดสนิท

                             คนขับรถบอกว่า  “ หัวหน้า...ผมมาขอค่าทดแทน ที่ตาผมบอดไปข้างหนึ่ง ”

                             “ทำไมตาบอด” 

                             “ผมขับรถคว่ำที่อ่าวลึก  ครับ”

                             “แล้วคุณ  ขับรถเร็วเท่าไรถึงคว่ำ “

                             “ผมขับ  60  ครับ หัวหน้า “ 

                             “เอ้า...ขับ 60 ทำไมรถคว่ำ หล่ะ..โกหก ละมั้ง”    หัวหน้าประกันสังคมซักไซ้ไล่เรียง จนคนขับรถจนมุม

                             “ความจริงผมขับ  160  ครับหัวหน้า  เพราะรีบ  ไปหาเมียที่สงขลา “ 

                             “เอ้าบอกแต่ทศนิยม  กลัวจะไม่ได้  เงินทดแทน รึ ยัง งาย ” 

                             “ครับหัวหน้า  ผมกลัวว่าจะไม่ได้เงินทดแทน”

          หัวหน้าสำนักงานประกันสังคม เล่าพร้อมทั้งแสดงท่าทาง ว่า ในกรณีอย่างนี้ แสดงว่า ทำงาน และประสบอุบัติเหตุ  ก็ถือว่าได้เงินทดแทนเช่นกัน  แต่ถ้าไปหาเมียอย่างเดียว  นายคนนี้ชวดแน่  หมายถึงไม่ได้เงินทดแทน

          มีอยู่รายหนึ่ง  ส่งใบรับรองแพทย์  เขียนว่า ตำแหน่งสจ๊วต ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ประกันสังคม เมื่อได้อ่านดูตำแหน่งนี้ก็สงสัย

                             “เอ...ทำไมตำแหน่ง  สจ๊วต ดันทะลึ่งไปทำงานในโรงแรม  น่าจะอยู่ที่การบินไทย  ที่ทำงานต้อนรับบนเครื่องบิน “

          ด้วยความสงสัยประกันสังคมก็เลยโทรศัพท์ไปถามผู้จัดการโรงแรมว่า  ตำแหน่ง สจ๊วต ทำหน้าที่อะไรกันแน่ ก็ได้รับคำตอบว่า

                             “  ตำแหน่งสจ๊วต  เป็นการเรียกตำแหน่งที่โก้หรู  จะเรียกอีกอย่าง หนึ่ง ให้ไพเราะก็คือ  ตำแหน่งผู้ช่วยกุ๊ก นี่แหล่ะ  หมายความว่าเขาใช้อะไร  ต้องทำตามที่เขาสั่ง   แต่นั่นก็ไม่ใช่  ตำแหน่งที่ชัดเจน  ที่แน่ ๆ ชัวร์  ๆ คือ  ทำหน้าที่ล้างจาน  ดี ๆ นี่แหล่ะ   เอ้าใครที่บอกว่าเป็นสจ๊วต ที่ทำงานในโรงแรม  ก็อย่างไปคิดว่าทำงานบนเครื่องบิน  แหม๋นึกว่า  ตำแหน่งใหญ่โตอะไร 

                              ประกันสังคมหายสงสัยไปเปราะหนึ่ง  ก่อนจะเสริมว่า   “ ยังสงสัยใบรับรองแพทย์ที่หมอเขียนว่า  “ คัน “  ก็ไม่รู้ว่าคันคะเย่ออะไร  คันใต้ร่มผ้า  หรือว่าคันนอกร่มผ้า  ดูใบรับรองแพทย์ก็ไม่ชัดเจน  แบบนี้ก็เบิกเงินค่าทดแทนยากหน่อย  “

                             ประกันสังคมบอกอีกว่า  “มีอยู่รายหนึ่งเป็นผู้หญิงทำงานในห้องครัวของโรงแรม  ตอนแรกแกเปิดแก๊ส   แก๊สไม่ติด  ก็เลยเปิดแก๊สแช่ไว้นาน  คราวนี้ไม่ใช่แก๊สจะไม่ติด 

มันระเบิดครับท่านผู้ชม  โชคดีที่แกหันหลังให้เตาแก๊ส  ไฟก็เลยไหม้เสื้อผ้า  หลุดลุ่ย....หมดเลย  ก็ต้องนอนคว่ำหน้า  หยอดน้ำเกลือ  ที่โรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต   รายนี้ขอค่าทดแทนตั้ง 8 หมื่น  ประกันสังคมก็ต้องเดินทางไปดู 

                   “คนป่วยนอนอยู่ห้องไหนครับคุณพยาบาล”  หัวหน้าประกันสังคมถาม 

                   พยาบาลชี้ไปที่ห้องผู้ป่วยใน “ทางโน้นค่ะ  เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแล้วตรงไปก็จะเจอ” 

                   “ ผมไปไม่ถูกครับ  ช่วยพาผมไปหน่อย”  จากนั้นพยาบาล  ก็พาไปพบผู้ป่วย  ซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่  หัวหน้าประกันสังคมถามพยาบาลว่า “ มีการปลูกถ่ายผิวหน้ามั้ย “ พยาบาลบอกว่า  "ก็ลองเปิดผ้าคลุมดู ซิ ค่ะ จะได้เห็น “  “ผมไม่เปิดหรอกครับ  เพราะผู้ป่วยเป็นผู้หญิง  เอาเป็นว่าคุณพยาบาล  ถ่ายรูปการรักษาแผลก็แล้วกัน “ 

                   พยาบาลพยักหน้าเหมือนกับรับทราบ  “  ผมกลับก่อนนะครับ  “  ขณะที่หัวหน้าประกันสังคมเดินออกมา  นางพยาบาลก็วิ่งไล่หลังกระหืดกระหอบ  ก่อนถามว่า “ หัวหน้าคะ ถ่ายรูปนะ  ถ่ายท่าไหนล่ะคะ  “  ประกันสังคมทำหน้างง ๆ ก่อนจะบอกว่า  “ ท่าไหนก็ได้ที่คิดว่าสวย  “  นางพยาบาลทำหน้าครุ่นคิด ว่าจะถ่ายท่าไหนดีว่ะ  ก่อนที่จะเดินจากไป ...เออแบบนี้ก็มี 

                   “ นี่เป็นเพียงประสบการณ์หนึ่งที่คนธรรมดา   ไม่มีโอกาสเหมือนผม  ที่ได้รู้ได้เห็นอะไรแปลก ๆ  และนำมาเล่าสู่กันฟังนี่แหล่ท่านผู้ชม  เออ  พบกันใหม่  ตอนหน้า หนุกหนาน แน่ครับ ..ท่าน 

                  

         

                            

 

http:// www.narongthai.com

* * * * * * * * * *

 

 

 

 

โดย ชื่นนิรันดร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net