วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าถึงมุกกี้ ตอนที่ 4



มุกกี้  คืนนี้ที่บ้านไร่ฝนตกพรำๆ  ใต้ถุนกระท่อมมีกองไฟไล่ความชื้นความหนาว กลิ่นควันไฟแบบนี้ทำให้คิดถึงที่โน่นได้ชัดเจนขึ้น เพราะหลายคืนที่นอนอยู่ในบ้านที่ใช้วัสดุธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง

.........

กลับมาถึงห้องแบ่งเช่าบ้านชาวนาริมทะเลสาปเฟวา ในเวลาใกล้ค่ำ  อ้อ...บนรถเมล์ ขณะที่เดินทางกลับ พี่เจอกับผู้หญิงอารมณ์ร้ายคนหนึ่ง เธอลุกขึ้นยืนด่าทอผู้ชายคนหนึ่งลั่นรถเมล์ ด่าชนิดไฟแล่บ เป็นเวลานานครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ แม้จะฟังไม่รู้เรื่องแต่สีหน้าท่าทางคือการด่าจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาพี่ไม่เคยเจอผู้หญิงที่กล้าหาญชาญชัย ด่าทอใครในที่สาธารณะเสียงแหลมสูงแบบนี้สักครั้ง....อ้อ...จะมียกเว้นก็คงบนเวทีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในบ้านเรา (อ้าว....)

อาบน้ำแล้วเดินลงมาที่บ้านเจ๊จุ๋ม (บ้านนี้อยู่ต่ำลงมา ติดน้ำมากกว่า) ทุกคนทำหน้าประหลาดกับสารรูปของพี่ เจ๊จุ๋มรีบทำอาหารขุน ส่วนเขาคนนั้นไม่ต้องพูดถึง เราไม่ได้มองหน้ากันด้วยซ้ำ สามีพี่หวาน ชาวสวิสบ่นอุบว่า ไปภูเขาในสภาพที่ไม่พร้อมแบบนี้อันตรายมากรู้ไหม พี่ได้แต่ยิ้มแหยๆ อย่างยอมรับผิด

พวกเขายังสนุกสนานกันเหมือนเดิม แต่พี่รู้ตัวว่าเงียบขรึมมากกว่าเก่า พูดน้อยลงจนแทบจะไม่พูดเลยในบางวัน เพราะเหนื่อยกายและหน่ายใจกับทั้งหมดทั้งสิ้นที่พบมา มีอาการเหมือนคนละเมอมากกว่าคนที่ตื่นนอน

เมื่อมาทบทวนดูแล้ว การที่พี่กลับมานอนซมที่กรุงเทพฯอีกเจ็ดวัน น่าจะเป็นอาการต่อเนื่องตั้งแต่ลงจากภูเขา และมาผนวกเข้ากับเหตุการณ์แย่ๆตอนก่อนจะบินกลับ เลยช๊อคซะให้เข็ด....เสียมากกว่า

มีบางเรื่องที่น่าสนใจสำหรับพี่...เพราะคลุกคลีกับชาวไร่ชาวนามานาน

ชาวนาที่มีบ้านอยู่รอบๆทะเลสาปเฟวา พี่คิดว่าพวกเขามีโอกาสดีที่ได้หาเงินจากนักท่องเที่ยว ในการแบ่งห้องให้เช่า เช่นหลังที่พี่พักอยู่นี้ พี่เช่าในราคาคืนละ 100 รูปี มีเตียงไม้และฟูกบางๆ ไฟฟ้าดวงเล็กๆ เท่านี้ก็ดีพอแล้ว สำหรับการใช้นอนเท่านั้น เพราะกลางวันจะไปอยู่ที่บ้านข้างล่าง ไม่ก็ไปเดินเที่ยวในตลาด ตอนไปภูเขาก็เช่าเอาไว้ไม่ได้คืนห้อง เพราะห้องแบบนี้หายาก

ที่คิดว่าเขาโชคดีก็เพราะเป็นรายได้เสริม เพราะพื้นที่เพียงไม่ถึงสองเอเคอร์ที่อยู่ด้านหน้าของบ้านของครอบครัวนี้ ที่ใช้ปลูกข้าวสาลีได้ผลผลิตไม่ค่อยพอกินนัก  ชีวิตของเขาจึงดูกระเบียดกระเสียรพอสมควร สามีเท่านั้นที่พูดภาษาอังกฤษได้ พี่จึงพอจะรู้เรื่องชีวิตของเขาบ้าง

บ้านหลังนี้มีสมาชิกห้าคน สามี ภรรยา แม่ของภรรยา และลูกหญิงชาย อยู่ในวัยเรียน  เด็กๆนิสัยดี ยิ้มแย้ม ทักทายอย่างเขินอาย ไม่ใช่ทะโมนแบบเด็กๆที่สรังโกฐ (หรือสรังก็อต) ที่ชอบหลอกหรือแกล้งนักท่องเที่ยว เมื่อขอเงินของานทำ (เป็นไกด์) ไม่ได้

สามีเล่าว่าเขาเรียนหนังสือน้อย จึงไม่มีโอกาสได้ทำงานที่ดีกว่านี้ แม้จะเคยไปทำงานรับจ้างในเมืองกัฐมัณฑุ แต่ก็ต้องกลับมาแต่งงาน และอยู่กับครอบครัวที่นี่ เขาอยากให้ลูกๆได้เรียนหนังสือสูงๆ เพื่อจะมีทางเลือกอื่นๆอีก

เรื่องที่ดินทำกินที่มีอยู่น้อยนิดของชนชาวเนปาล โชคดีที่เขามีสิ่งชดเชยที่สำคัญ คือหิมาลัย เป็นทั้งภูเขาศักด์สิทธิ์ เป็นทั้งแหล่งสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเขาจึงต้องเข้มแข็ง เข้มงวดต่อผู้มาเยือน ที่มุกกี้ถามว่พี่ไม่มีไกด์ใช่ไหม ..ไม่มีค่ะ เพราะเส้นทางนี้ไม่จำเป็นต้องมีไกด์ก็ได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการขึ้นภูเขา ประมาณ 1,000  บาท เพื่อเป็นค่าดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลชีวิตความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ที่อาจบาดเจ็บล้มป่วย

อ้อ ย้อนกลับมาเรื่องชีวิตชาวนา บ้านหลังนี้มีห้องทั้งหมด 3 ห้อง เขาแบ่งให้พี่เช่าเสียหนึ่งห้อง เหลือสองห้อง สำหรับห้าคน แต่พอพี่กลับมาจากพูนฮิล ห้องอีกหนึ่งห้องถูกเช่าโดยฝรั่งหนุ่มคนหนึ่ง ที่วันๆ เอาแต่นอนสูบกัญชาในห้อง จนดึกดื่นก็ยังสูบ

นั่นแสดงว่าพวกเขาทั้งห้าคน ต้องย้ายไปนอนในห้องเล็กๆด้วยกัน

เช้าวันหนึ่ง พี่เดินไปเอากระติกน้ำร้อนที่ในครัว ซึ่งภรรยากรุณาต้มให้พี่ทุกเช้า เพราะเธอเห็นว่าพี่ไม่สบาย สิ่งที่พี่เห็นในครัวของเธอนั้น แทบไม่มีอะไรที่มากเกินความจำเป็น ครัวเล็กๆ มีหม้อ มีเครื่องครัวไม่กี่อย่าง ดูแล้วน่าทึ่งกับชีวิตสมถะ และถือโอกาสเหลียวดูในห้องนอนหนึ่งห้องที่พวกเขาใช้อยู่นั้น แทบไม่มีอะไรอีกเช่นกัน

พี่อาจจะคิดมากและด่วนสรุปในบางเรื่อง แต่ในวันหนึ่ง พี่ได้เจอกับอะไรบางอย่าง

ทุกเช้า พี่จะเดินเล่นอยู่คนเดียวริมทะเลสาป มีมุมอยู่มุมหนึ่ง ที่เป็นเนินสูง มองเห็นวิวได้ไกลๆ พี่มักจะมานั่งนี่บ่อยๆ แม้แต่กลางคืน เพราะในยามค่ำคืน พี่ชอบมองแสงกระพริบวิ่บวั่บของดวงดาว ที่น่าประหลาดใจ เพราะที่นี่ขอบฟ้ากับพื้นดินอยู่กลืนกันไปอย่างยากจะแยกออกว่า ไหนกันที่เป็นดวงดาว ไหนเล่าที่เป็นแสงไฟจากบ้านเรือน ต้องเพ่งสายตามองหาว่าตรงไหนหนอที่เป็นขอบฟ้า ตรงไหนหนอที่เป็นพื้นดิน และในคืนจันทร์เพ็ญ ได้เห็นจริงตามที่มีคนกล่าวว่า พระจันทร์ที่นี่เป็นสีเงินยวง จนแว่บเห็นเป็นสีน้ำเงินในบางคราว

เล่าเรื่องการนั่งมองวิว ไถลมาถึงดวงจันทร์....

เช้าวันหนึ่ง ที่ตรงที่พี่ชอบนั่ง มีพ่อลูกชาวเนปาลคู่หนึ่งมานั่งอยู่ก่อนแล้ว อายุของเขาไม่น่าจะเกินสี่สิบ ลูกสาวที่กำลังโอดครวญร้องขออะไรสักอย่าง ฟังไม่รู้เรื่องอายุน่าจะราวห้าขวบ เธอยื้อยุดแขนพ่อให้ลุกขึ้นยืน พ่อซึ่งนั่งตาลอยเคลิบเคลิ้มด้วยอารมณ์เมาอย่างเต็มที แต่ยังคุยกันรู้เรื่อง เมื่อพี่ถามว่า ลูกสาวต้องการอะไร เขาก็บอกว่า เธอต้องการให้เขาพาไปที่ตลาด เพื่อไปซื้อของกิน เขาหัวเราะเก้อๆ ก่อนจะยกมวนยาขึ้นมาสูบอีกอึก

มันคือมวนกัญชา กัญชาที่ฮิบปี้ทั่วโลกการันตีว่าเป็นกัญชาที่รสชาดดีที่สุด อร่อยที่สุด ไม่ว่าจะดี หรืออร่อยอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พี่ได้เรียนรู้มาสำหรับเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลาย แม้แต่ในเมืองไทย เมื่อนักแสวงหาของมึนเมา มาเมาจนพอใจแล้วก็จากไป เหลือกลิ่น เหลือซากให้คนพื้นถิ่นได้มึนเมาอยู่วันยังค่ำ อย่างยากจะแก้ไข เช่นผู้ชายคนนี้ ที่แม้แต่ลูกสาวอันเป็นที่รัก จะฉุดกระชากลากแขนให้เขาลุกขึ้นยืน เพื่อพาเธอเดินไป สักกี่ครั้งก็ตาม เธอทำให้เขาเขยื้อนไม่ได้เลย

มุกกี้....เก๋.....(เพิ่มคนอ่านไปอีกคน..เห็นว่าติดงอมแงม อิ อิ) เล่ามาถึงแค่โพคาราอีกแล้ว

พี่กู่กำลังสงสัยว่า มีสักกี่คน กี่คู่ ที่รักกันได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าเขาเรียกตัวเองว่า “นักเดินทาง”

ด้วยรัก

พี่กู่

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net