วันที่ จันทร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่อง ได้หน้าเสียหน้าที่อัฟริกาใต้…ตอนเสียจริง


 

หลังจากไปกินไปเที่ยวมาก็ขอเข้าสู่เรื่องวิชาการเสียที การประชุมในวงการเลือดก็เหมือนการประชุมวิชาการอื่นๆ คือเริ่มด้วยพิธีเปิดเสมอๆ มักจะเชิญผู้มีเกียรติ์ รัฐมนตรี คนดัง หรือผู้ยิ่งใหญ่มากล่าวเปิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมระดับโลก หลังจากนั้นก็ตามด้วยการแสดงประจำชาติ หรือที่คิดว่าเยี่ยม บางงานที่ฉันเคยไปก็แกร่วรอประธานเปิดงาน หรือเยิ่นเย้อ ยืดเยื้อ เสียจนหงอยเป็นไก่ป่วย นัดคิวกัน วางกรอบเสียยิ่งกว่าเขานัดปล้นธนาคารเสียอีก แต่คราวนี้สนุกดี พอๆ กับที่ประเทศบลาซิลจัด มีหนุ่มๆนุ่งผ้าเตี่ยวผืนกะตี๊ดมาเต้นกระทืบเท้ายกแข็งยกขาชะเว็บชะว๊าบตามจังหวะกลองให้พอกระชุ่มกระชวยหัวใจสาวแก่แม่หม้าย

 

 

เนื่องจากเป็นช่วงพิเศษที่ผู้จัดการประชุมเชิญเฉพาะผู้นำเสนอ 5 เรื่อง จาก 5 ประเทศ การนำเสนอจะเรียงตามลำดับเรื่อง แต่ตอนตอบคำถามจะต่างไปจากการนำเสนอผลงานวิชาการปกติคือผู้นำเสนอไปยืนรวมกันบนเวทีใหญ่ฝั่งขวาข้างแท่นยืนนำเสนอ ส่วนท่านประธานและผู้ทรงคุณวุติจะนั่งอยู่ทางฝั่งซ้าย เมื่อเทียบขนาดกับชาวยุโรปและอัฟริกาแล้วฉันเหมือนเข็มหมุดปักอยู่ข้างๆ เสาไฟฟ้า ดีนะที่เขาไม่ได้เอาดอกไม้มาตกแต่งตรงแท่นยืนนำเสนอเหมือนครั้งที่ไปนำเสนอที่ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคของอเมริกา เพราะครั้งนั้นท่านประธานทนดูดอกไม้พูดได้ไม่ไหว ต้องลุกเดินมายกช่อดอกไม้ออกกลางครัน จึงเห็นหน้าผู้นำเสนอเลยแท่นมาสักคืบหนึ่ง ยังอดเถียงในจำไม่ได้ว่า

“not short (ไม่ได้เตี้ย)” แต่

“under-tall (สูงน้อย)”   

 

เวทีนำเสนออยู่ในห้องใหญ่ที่เป็นห้องหลักเพราะเป็นการนำเสนอหลักที่ผู้จัดต้องการให้ทุกคนได้เข้าฟัง กว่าจะสามารถนำสไลด์ให้คณะทำงานลงคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จก็เล่นเอาเหงื่อตกกีบเพราะต้องวิ่งไปวิ่งมาระหว่างห้องรับสไลด์ที่อยู่คนละชั้นคนละปีกตึก ตอนพูดฉันต้องจิกเท้ายืดคอสุดๆ เพื่อมองข้ามแท่นนำเสนอสูงๆ  ดูสไลด์จากจอโทรทันศ์ด้านล่างเวที หนำซ้ำที่กดสไลด์ยังเป็นรุ่นคุณแม่ยังเริงร่าอยู่ เพราะเวลามันจะขึ้นสัญญาณไฟเขียวแล่นไปยังแผงควบคุมท้ายห้องประชุม แล้วคนคุมเครื่องค่อยกดเลื่อนสไลด์ให้อีกที ไม่ได้ต่อกับคอมพิวเตอร์โดยตรง

 

 

 

การนำเสนอเป็นไปด้วยดี มีผู้เข้าร่วมประชุมมาแสดงความยินดี ไอ้ฉันก็หิวซกซกมัวแต่กิน และยังซื่อบื้อเหมือนเดิมเพราะไม่รู้ว่ามีเจ้าพ่อเจ้าแม่ในวงการระดับนานาชาติมาแสดงความชื่นชมยินดีด้วย มารู้ตอนเพื่อนบอกในงานเลี้ยงกลางคืนที่ไร่ไวน์ชานเมือง ว่าไผ๋เป๋นไผ๋...หน้าแตกพอๆ กับตอนเจอท่านจรัล ตุลาการศาลฯ  เลยเชียว 

 

 

ตกตอนเย็นเขาพาไปงานเลี้ยงซึ่งจัดที่ไร่องุ่น รถบัสพาพวกเราไปตามถนนราดยางมุ่งสู่เนินเขานอกเมือง แสงสีส้มทาบทาไปตามเนินเขาสีม่วงที่ตกแต่งท้องฟ้าสีอ่อนไร้เมฆหมอก   อาหารเย็นมื้อนี้ก็ความคิดบรรเจิดเหลือหลาย มีการแจกกลองอัฟริกาใบเล็กให้แขกตีตามจังหวะที่ผู้นำเกมส์ให้สัญญาณ จะว่าเหมือนทำนองกลองยาวพี่ไทยเราก็ใช่ที่ มันดูหนักๆ รัวๆ ป่าๆ ดิบๆ ประเภทยั่วให้เกิดอารมณ์ฮึกเหิม อยากนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว เสียบใบไม้ที่ผม ห้อยสร้อยคอกระดูก ถือหอกกระทืบเท้าขึ้นๆ ลงๆ ให้แก้มก้นกับนมกระเพื่อมไปเลย …โอ๊ะๆ…อย่าจินตนาการว่าเป็นฉันเด็ดขาด เสื่อมเสียภาพพจน์ชาวอัฟริกาหมด เพราะไม่มีอะไรให้กระเพื่อมได้เลย

 

 

หลังจากอาหารมื้อใหญ่เขาก็พาไปดูการทำไวน์ ห้องหับแต่ละส่วนใหญ่มาก ต้องเดินขึ้นบันได ลงบันได ไตสะพานซึ่งทอดไปตามส่วนต่างๆ ที่ผลิต บรรจุ และ เก็บไวน์

อดสงสัยไม่ได้ว่าแขกที่ฟาดไวน์ซึ่งแจกตอนอาหารมาเต็มคาบ จะประคองร่างผ่านด่านต่างๆ ได้อย่างไรโดยไม่ให้เลื้อยไปตามบันไดหรือตีลังกาลงมาจากสะพานไม้ ของมัวเมานี่มันขายดีในหมู่คนจริงๆ

วันถัดมาของการประชุม มาดนักวิชาการก็ไม่เหลือเพราะไปปล่อยไก่ไว้ฝูงเบ้อเร่อ สถานที่ประชุมเป็นตึกใหญ่หลายชั้น ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่โอ่โถงมองเห็นชั้นต่างได้ ด้านซ้ายขวาเป็นห้องจัดนิทัศการแสดงผลงานวิชาการและ booth หรือที่ฉันเรียกว่าคอกบริษัทผู้สนับสนุน มีบันไดเลื่อนซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรเฝ้าอยู่ไปยังชั้นสองและสามที่เป็นห้องจัดประชุมนำเสนอวิชาการต่างๆ ฉันรีบไปเข้าห้องน้ำก่อนนำเสนอ อั้นไว้เสียเต็มที่จึงวิ่งแบบไม่ดูตาม้าตาเรือมุ่งสู่จุดหมาย แหงนหน้าขึ้นดูสัญลักษณ์เพื่อความแน่ใจเพราะแต่ละประเทศอาจจะใช้ไม่เหมือนกันถึงแม้นว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ที่ยอมรับกันเป็นสากลก็ตามเถอะ พอเห็นเป็นรูปผู้หญิงใส่กระโปรงสั้นฉันก็รีบดันตัวเบียดชายวัยกลางคนใส่แว่นตาเข้าไป  หนุ่มนักวิชาการนี้แย่จัง ไม่ค่อยมีความเป็นสุภาพบุรุษสักเท่าไร “ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” หนุ่มรูปงามดันตัวสวนออกประตูมาทำให้ฉัน แทรกตัวเข้าไปไม่ได้ ..อุแหม่.. ไม่ยอมหลบกันบ้างเชียวรึ ชักให้อภัยในความหล่อไม่ได้แล้ว

“The lady’s room is here… ”  ฉันได้ยินเสียงแว่วๆ

“The lady’s room is here…” ฉันได้ยินเสียงดังขึ้นอย่างถนัดถนี่จากประตูด้านซ้าย ... แต่ก็สายไปเสียแล้ว

“อุ๊แม่เจ้า...” เพิ่งถึงบางอ้อเมื่อเห็นโถฉี่เรียงรายละลานตากับบรรดาชายทั้งหลาย

ดันเข้ามาผิดห้องเพราะเจ้าสัญลักษณ์ ‘ผู้หญิงใส่กระโปรงสั้นนั้นอันที่จริงเป็นผู้ชายยืนแยกขา’ ไม่ใช่ยืนตรงขาชิดแบบทั่วไปเหมือนในบ้านเรา รูปขอบกระโปรงสั้นเต่อนั้นคือขอบลำตัวด้านล่าง

          ฉันรีบเผ่นออกมาแทบไม่ทัน แม่หญิงเจ้าหน้าที่ซึ่งตะโกนบอกกลั้นหัวเราะไว้เต็มเหนี่ยว ฉันรีบขอบคุณแล้วเข้าห้องน้ำโดยเร็วพลัน  มิเป็นไรดอก คนเป็นพัน หล่อนจะจำหญิงไทยใสซื่อคนนี้ได้อย่างไรกัน

          พอออกจากห้องน้ำก็โล่งอกเพราะไม่เห็นหล่อนยืนอยู่แถวนั้น รีบจ้ำอ้าวไปที่บันไดเลื่อนเพื่อขึ้นไปนำเสนอ เหว๋อไปเลย…สวรรค์มีตาฟ้ากลั่นแกล้ง น้าแกไปยืนตรวจบัตรอยู่ตรงตีนบันไดเลื่อน

“...”  พูดไม่ออก ได้แต่อึ้งกิมกี่ ระหว่างนาทีชีวิตนั้น หล่อนก็หันมาเห็นฉันเข้าพอดี ไหนๆ ก็ ไหนๆ แล้ว ฉันสูดหายในลึกๆ ยืดอกเดินอาดๆ เข้าไปหาหล่อน แล้วน้อมเข้าไปกระซิบข้างหูก่อนเผ่นขึ้นบันไดว่า

“This is our secret.”  แค่นั้นแหละ หล่อนหัวร่องอหายไปเลย

ไอ้เรื่องสัญลักษณ์ของที่นี่ก็ยังมีให้เรียนรู้อีก เช่นการใช้ทางเลื่อนมีรูป

  

‘ห้ามใช้ตีนเปล่า เด็กชายให้เกาะเด็กหญิงไว้’

‘ส่วนสภาพ ..เอ๊ย..สุภาพบุรุษให้ประคองร่างไว้  ผู้หญิงนั้นไซ้ให้เปิดกระโปรง..แฮะๆ’

         

          เมื่อจบการประชุมเราแวะเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเรามักไม่ค่อยจดจำนำมาเป็นบทเรียนดอก เอาไว้เป็นฉากหลังรูปถ่ายกันเสียส่วนใหญ่

ที่นี่มีดอกไม้สวยไม่แพ้กัน 

เราย้ายไปนอนโรงแรมที่ Sun city hotel อุ๊แม่เจ้า...โรงแรมหรือนี่?  มันช่างอลังการงานสร้างเสียนี่กระไร กว้างใหญ่ไพศาล มหึมา มีสะพานทอดข้ามน้ำเข้าสู่ลานกว้างด้านหน้าโรงแรม

หอคอยหลังคาโดมสีเขียวกับปูนปั้นสัตว์เรียงรายไปตามความยาวตัวตึกเสริมความยิ่งใหญ่ 

มีรูปปั้นฝูงสัตว์ในท่าเผ่นโผนโจนทะยานอยู่กลางบ่อน้ำทรงกลมด้านหน้าตัวตึก

 

ก่อนเข้าสู่ตัวตึกที่มีขนาดมหึมาคล้ายปราสาทขนาดย่อม ตัวห้องโถงโรงแรมเปิดโล่งประดับประดาในรูปแบบอัฟริกาและต้นไม้ในโอ่งประดับ มีเสาต้นใหญ่ค้ำยันไว้ ไฟสีส้มอ่อนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น

 

เพดานสูงโค้งเป็นโดมแต่งแต้มด้วยรูปวาดป่าสีสดใสสวยงามตระการตา

 

ชุดรับแขกจัดเรียงรายไว้ด้านด้วยเบาะเก้าอี้ที่ใช้คลุมด้วยหนังสัตว์

 

พอเห็นเป็นตูดสัตว์มีขนตั้งโด่เด่ก็ทำใจลำบากที่จะหย่อนบั้นท้ายฉันลงทับตูดมัน

 

  

เลยห้องโถงออกไปมีบันไดโค้งทั้งซ๊ายขวาทอดสู่ห้องอาหารด้านล่าง บรรดาอาหาร ขนม ผลไม้ เครื่องดื่มจัดวางเรียงรายบนโต๊ะยาวละลานตา รายล้อมด้วยโต๊ะอาหารและเก้าอี้เป็นชุดๆ จรดผนังห้องที่ทำด้วยกระจกบานมหึมา

 

มองผ่านออกไปเห็นท้องฟ้าสดใส สายน้ำสีเข้มที่ไหลมาจากทางด้านเหนือ และหมู่ไม้เขียวขจี

 

 

 

ส่วนโรงแรมด้านหลังจะเป็นลานกว้างมีรูปปั้นช้างอัฟริกาขนาดมหึมา

 

 

ต่อไปยังบันไดทอดสู่สะพานเล็กๆสู่สวน ลำธาร น้ำตก และสระว่ายน้ำ ซึ่งในส่วนนี้จะมียามเฝ้าและอนุญาติเฉพาะแขกของโรงแรมเท่านั้น 

 

 

 

ในอาคารมีลิฟซึ่งตกแต่งด้วยงาและเขาสัตว์ปลอมนำสู่ห้องพักที่ประดับประดาด้วยข้าวของเครื่องใช้ให้บรรยากาศแบบอัฟริกา ไม่ว่าจะเป็นตู้ โต๊ะ เตียง เก้าอี้หนังสัตว์ ชวนให้เกิดความรู้สึกอยากเห่าหอนโหนเถาวัลย์เสียเหลือเกิน …เอ้อ…ไม่ใช่ทาร์ซานหรือแม่หญิงเจนรูปร่างยั่วยวนใจดอกนะ สภาพอย่างฉัน คงได้แค่เป็นลิงแบบเจ้าไข่นุ้ยเท่านั้น

 

หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งสารพันอันละน้อยไปพักใหญ่ กว่าจะคิดขึ้นได้ว่า คนเรานี่หนอ บริโภคอย่างมิมีประมาณ เบียดบียนสรรพสัตว์ไปถ้วนทั่วรวมถึงเผ่าพันธุ์เดียวกัน คงต้องลาจากอัฟริกาใต้แต่เพียงเท่านี้ 

 

 

 

 

 

 

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net