วันที่ จันทร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

'อนุพงษ์' สัมภาษณ์สวน 'เสธ.แดง' ไม่เคยเป็นเพื่อนวิ่งเล่น ไม่เคยกลัวคำข่มขู่ !!!


เมื่อ เวลา 12.30 น. วันที่ 25 มกราคม ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหว
ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หลังถูกสั่งพักราชการ ว่า
ในส่วนที่กระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งให้พักราชการ ซึ่งทางศาลอาญาทหารกำลัง
ดำเนินการสอบสวนอยู่ เท่าที่ทราบจากคณะกรรมการที่ดำเนินการในเรื่องนี้
ต้องรอให้เจ้าตัวมาให้การกับทางคณะกรรมการ ถ้ายังไม่มารายงานตัวภายใน
สิ้นเดือนมกราคมนี้ ก็สามารถสรุปรายงานส่งให้ทางกระทรวงกลาโหมได้
และในส่วนของคดีอาญาเรื่องการครอบครองอาวุธสงครามเป็นเรื่องของตำรวจที่ต้อง
ดำเนินการตามกฎหมายตั้งแต่วันที่มีการตรวจค้น โดยต้องแยกเป็น 2 ส่วน
           
เมื่อถามว่า  พล.ต.ขัตติยะ ระบุว่ามีนายทหารยศร้อยเอกในสำนักงานผู้บัญชาการทหารบกยัดของกลางในระหว่าง ตรวจค้นที่พักของ พล.ต.ขัตติยะ นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ก็ทราบจากสื่อมวลชน ซึ่งเราไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานไป เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจค้นเป็นเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารและตำรวจ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่เราต้องไปทำเช่นนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ที่เราจะส่งใครไป
          
เมื่อถามว่า เหตุการณ์การยิงเอ็ม 79 เข้าไปในกองทัพบกมีการตั้งเป้าไปที่ พล.ต.ขัตติยะ หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องดำเนินการ การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ตนได้ให้ทางเจ้ากรมข่าวทหารบกไปชี้แจงแล้วว่าหน้าที่ของการรักษาความปลอดภัย ของกองบัญชาการกองทัพบกเป็นอย่างไร ซึ่งท่านก็ช่วยสื่อให้สังคมเข้าใจ เราไม่ใช่องค์กรของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นหน่วยงานราชการตามกฎหมาย เราดูแลพื้นที่ของเราไม่ให้เข้ามาเอาเอกสารหรือบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ได้ นั้นคือหน้าที่การักษาความปลอดภัยของเรา
          
“หากมีการกระทำมาจากภายนอกก็เป็นหน้าที่ของตำรวจปกติ ถ้าไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็ต้องมีมาตรการมากกว่านี้ โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบไม่ว่าจะเป็นด้านคุรุสภา วัดตรีทศเทพ สนามมวยราชดำเนิน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดในปริมณฑลทำแบบนี้ได้ทั้งนั้น ซึ่งเราไม่ได้ส่งกำลังไปดูแลพื้นที่เหล่านี้ ในยามปกติจึงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากถามว่าจำเป็นต้องทำหรือไม่ หากเป็นกองบัญชาการรบ ก็แน่นอนไม่มีใครเข้ามาในรัศมีนี้ได้จึงจะใช้ได้ แต่ในยามปกติก็จะเป็นเช่นนี้”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
          
เมื่อถามว่า มูลเหตุการณ์ยิงเอ็ม79เข้าไปในกองทัพบกคืออะไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่บ้านเมืองต้องอยู่ภายใต้ของกฎหมาย ไม่ว่าใครจะยิงใครในเมืองหลวงก็ไม่ได้ทั้งนั้น ใครที่ต้องการให้ตนประเมิน โดยผ่านจากปากของตนคงไม่ถูก ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน

เมื่อถามว่า เป็นการท้าทายอำนาจหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า องค์กรกองทัพบกไม่ใช่เป็นภาพอย่างที่สื่อถาม ไม่ใช่องค์กรของตน เป็นสถาบันหลักของชาติบ้านเมือง ใครมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องทำไปตามกฎระเบียบที่มี ซึ่งจุดยืนของเราไม่ได้อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราทำหน้าที่ตามที่ควรจะทำ เราไม่ได้ไปอิงว่าฝ่ายใดอยู่กับสีใด แต่การที่จะทำเช่นนั้นตนไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์กับสังคม เพราะตนไม่ทราบว่าเจตนาคืออะไรหรือคนกลุ่มใด คิดว่ากลุ่มใดทำน่าจะเป็นผลทางด้านลบมากกว่า แต่ต้องขึ้นอยู่กับผลสอบสวน กองทัพบกไม่ใช่เจ้าของบริษัท แต่เป็นองค์กรของรัฐ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ตัวตน ใครมาก็ต้องทำเช่นนี้ หากไม่ได้ดังใจและจะไปทำวิธีใดวิธีหนึ่งนั้นก็ต้องใช้กฎหมาย
          
เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาจะมีการพูดคุยกับ พล.ต.ขัตติยะ อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาทั้งกองทัพบก ก็มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น ทางผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.ขัตติยะ ก็มีผู้บังคับบัญชาคือสำนักงานเลขานุการกองทัพบกพูดคุยตลอดเวลา ท่านก็ทราบดี นอกจากนี้ ยังมีกระแสของเพื่อนในรุ่นเขาก็พูดคุยอย่างที่เป็นข่าว ซึ่งมีกลไกทำกันอยู่

เมื่อถามว่า มีการเมืองเข้ามาข้องเกี่ยวหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไป หากตนพูดไปก็จะเป็นประเด็น

เมื่อถามว่า ในฐานะที่กองทัพบกเป็นสถานที่ พล.ต.ขัตติยะ อยู่ทำไมจึงมาทำแบบนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนถือว่าขณะนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาในกองทัพบก น่าสรรเสริญทุกระดับกำลังพลที่ดีทำหน้าที่ทั้งปกป้องอธิปไตยของชาติ ดูเรื่องความมั่นคง เช่น พื้นที่ภาคใต้ และดูความสงบเรียบร้อย ตัวตนเขาแม้มีส่วนที่ไม่ดีอยู่ก็เป็นธรรมดาของสังคม เพราะกองทัพบกเป็นองค์กรใหญ่มีคนหลายแสนคน แต่น่านับถือน้ำใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาเป็นพระเอก แต่ต้องดูคนที่เป็นตัวตนของกองทัพบกทั้งองค์กร ถ้าเขาไม่ดีแล้วไปสั่งให้เขาทำก็ไม่ได้ คือเขาต้องดีด้วยและผู้บังคับบัญชาก็ต้องดีด้วย ทั้งนี้ ตนถือว่ากองทัพบกยังประกันเรื่องความมั่นคงของประเทศชาติได้ ทุกคนทำตามหน้าที่ 

เมื่อถามว่า ท่านกลัวหรือไม่ว่าจากนี้จะถูกลอบทำร้าย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ตัวผมเองไม่เคยกลัว” เมื่อถามว่า แล้วการใช้ชีวิตประจำวันต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตอบคำถาม ผมไม่เข้าใจ ต้องให้ทำอย่างไรเหรอ ตื่นเช้ามาต้องกลัวเหรอ ผมเฉยๆ มากๆ ไม่เคยรู้สึกต้องระวังตัว”

เมื่อถามว่า หลังเกษียณอายุราชการมีการข่มขู่ว่าจะลอบทำร้ายจากคนเสื้อแดง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ตนมีค่าเหมือนกับประชาชนคนหนึ่ง ตนจะไม่ตั้งตนเป็นมาเฟีย สร้างกองกำลังของตนเอง เกษียณไปก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ประเทศชาติก็ต้องดูแลตน หากจะมีการทำอะไรอย่างที่ว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนขนาดนั้น สื่อพูดกับคนได้มากกว่าตนแต่ก็ยังไม่ตาย และเรามีประชาชนตาดำๆ มากมาย เชื่อว่าบ้านเมืองไม่ใช่อย่างนั้น

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาในประวัติการศาสตร์กองทัพเกรงหรือไม่ว่าจะทำให้ การเมืองกับทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกันมากขึ้น  พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มี ตอนนี้กองทัพยังมั่นคงตนยืนยันสามารถทำได้ทุกอย่างที่ทำให้ประเทศชาติเกิด ความสงบเรียบร้อย ที่กล่าวอ้างก็เป็นแค่กล่าวอ้างไป

เมื่อถามว่า จากนี้ไปความสัมพันธ์ส่วนตัวของท่านกับ พล.ต.ขัตติยะ จะเป็นอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้ เพราะในชีวิตตนไม่เคยเรียนรู้ร่วมกับ พล.ต.ขัตติยะ และไม่เคยได้เป็นเพื่อนวิ่งเล่นกัน ตนไม่เคยไปเรียนกวดวิชากับ พล.ต.ขัตติยะ และไม่ทราบว่า พล.ต.ขัตติยะ ไปรู้จักกับใครที่ไหน แต่ตนไม่เคยเป็นอะไรที่พิเศษกับเขา แต่ปกติก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนกับกำลังพลคนหนึ่ง เมื่อทำผิดก็ว่าตามกฎหมาย ถามว่าโกรธแค้นส่วนตัวหรือไม่นั้น ไม่มี  

เมื่อถามว่า เหตุใดจึงต้องปิดข่าวไม่แจ้งความตั้งแต่ที่เกิดเหตุ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ความจริงเจ้าหน้าที่ไปเห็นตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา แต่เขาไม่คิดว่าเป็นการถูกยิงระเบิดเข้ามา แต่ไปรู้อีกทีเพราะดูจากเว็บไซต์ เสธ.แดงดอทคอม แล้วเจ้าหน้าที่ไปทบทวนจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ไม่มีใครรู้

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับคนเสื้อแดงออกมาระบุว่าจะมีการปฏิวัติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ตนพูดมาจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว เพราะพูดมาหลายสิบหนแล้ว

ขอขอบคุณข่าวจากมติชนออนไลน์

โดย chronomist

 

กลับไปที่ www.oknation.net