วันที่ อังคาร มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าถึงมุกกี้ ตอนที่ 5


มุกกี้... เก๋...และ แสน.....น่านนน.... เอามาไว้ในทำเนียบมิตรรักนักอ่าน อ้อ..รวมคุณซันไว้อีกคน ไม่ใส่ชื่อป๋าคนโทใส่น้ำไปด้วยแน่นอน  เพราะแว่วว่าป๋าเบื่อบล๊อก (แต่จะเบื่อสาวๆเขียนบล๊อก หรือเปล่าไม่รู้...อิ อิ)

วันที่เดินทางกลับ...มีนกย้ายถิ่นบางส่วนนัดแนะว่าจะตามมาเจอกันที่กาฐมาณฑุ (เขียนแบบมุกกี้ล่ะ) แสดงว่าวันเวลาแห่งความเมามายขยายเวลาและพื้นที่มาถึงใจกลางทาเมลอีกนิด ก่อนที่เราจะบินกลับเมืองไทย

ขอบอกว่าชอบใจคำว่าวอลเปเปอร์ภาพหิมาลัยของมุกกี้มาก เห็นภาพจริงๆ หันไปทางไหนก็มองเห็นภูเขาราดกะทิเหมือนภาพถ่ายสามมิติ แปะไว้บนฟ้า อารมณ์แบบนั้นสะกดให้เรารู้สึกตัวเองเล็กนิดเดียว เล็กมากๆ เหมือนเกล็ดหิมะ ที่รอเวลาละลายกลายเป็นหยดซึมหายไปในซอกกรวดหิน

แต่กระนั้น หุบเหวและยอดเขาคือความท้าทายสำหรับคนมาจากถิ่นอื่น สำหรับคนพื้นที่ มันคือความจำเป็นที่ต้องอยู่ และต้องอยู่อย่างสงบสุขด้วย เพราะทุกๆระยะทางไม่กี่สิบเมตร บนท้องถนนล้วนมีแต่สีสันของเครื่องเซ่นไหว้บูชา ทั้งดอกไม้ทั้งเครื่องหอม เพราะเทพเจ้าสถิตย์อยู่ทั่วไป จนพี่รู้สึกเหมือนหันขวาก็ใช่ หันซ้ายก็เจอ เหมือนมีใครบางคนมาจูงมือให้เดินไปพบเจอ แบบที่เก๋ว่า....ชีวิตเรามี “คนบนฟ้า” กำกับอยู่

นั่นกระมัง พี่จึงมาเจอ “ราม”

ในเวลาใกล้ค่ำ...ที่กลับมาถึงทาเมล และย่างเข้าไปในโรงแรม ขณะที่ยืนรอกระเป๋าเสื้อผ้าที่ฝากไว้ในหลังเคาเตอร์ เงาใครบางคนปรากฏอยู่ทางหางตาขวามือ เมื่อหันหน้าไป สิ่งที่เห็นแรกสุด คือร่างสูงของเขา ที่ยืนอยู่บนบันไดไม่ไกลนัก เขาเพิ่งลงมาจากชั้นบน และชะงักนิ่งอยู่ตรงนั้น ที่พูดได้ว่าชะงักนิ่ง เพราะสายตาของเขาที่มองมาเต็มไปด้วยเงาแห่งความดีใจ แปลกใจและเรียกร้องประหลาด

“สวัสดีครับ” เขาทัก

พี่หันไปทางเขา มองอย่างเต็มตา ขณะที่ใครอีกคนซึ่งรอกระเป๋าอยู่ด้วยกัน เดินเข้ามาใกล้และเอ่ยปากชวนให้เดินไปข้างบน โดยที่ไม่ได้ทักทายกับเจ้าของบ้าน

ความผิดปกติกระจายไปทั่วบริเวณ ครอบคลุมเราทั้งสามคน พี่เดินขึ้นบันไดเพื่อจะผ่านเขาไป

“ผมจะรออยู่ที่ห้องทำงานของผมนะครับ” เสียงเบาๆของรามที่ก้มหน้าลงมาบอก พี่พยักหน้า

ไม่ได้หลงลืมว่าตัวเองเป็นใคร แต่บางครั้งคล้ายๆไม่เข้าใจว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม มาเที่ยวหรือ หรือว่ามาแสวงบุญ หรือมาทำบาปเพิ่มเติม

ใจคอไม่ปกตินักที่เดินไปหารามที่ห้องทำงานของเขาที่ชั้นสอง  ประตูเปิดรออยู่แล้ว เมื่อพี่เดินเข้าไป หุ้นส่วนอีกหนึ่งคนของเขาขอตัวออกมาจากห้อง เหลือเราเพียงสองคน พี่จึงนั่งที่โซฟาตัวยาว หน้าโต๊ะทำงานของเขา

“เป็นอย่างไรบ้าง คุณหายไข้หรือยัง” เขาถามขณะที่ทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ

“ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ”

“ผมเป็นห่วงคุณมากรู้ไหม การขึ้นภูเขาทั้งๆที่ไม่สบายเป็นอันตราย” พี่แค่พยักหน้า ขอบคุณ

“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ ฟังนะ...” เขาดึงมือพี่ไปรวบไว้ทั้งสองมือ ขณะที่พูดด้วยแววตาที่นิ่ง...จริงจัง

“ผมคิดถึงคุณตลอดเวลา ผมอยากบอกคุณเพราะผมรู้ว่าคุณกำลังจะกลับเมืองไทยแล้ว เราไม่มีเวลามากนัก ผมแค่จะขอเวลาของคุณสำหรับผมบ้าง จะได้ไหม ขอให้เราทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้จะได้ไหม ได้โปรด” 

ในเวลาไม่กี่นาที กับน้ำเสียงที่อ่อนไหว สิ่งที่พี่เป็นไปคือตกใจ ยิ่งเมื่อเขาดึงตัวพี่เข้าไปกอดเสียแน่น  ดีว่าเสื้อผ้ากันหนาวของเราสองคนหนาพอที่จะไม่ทำให้ร่างกายรู้สึกถึงกันมากไปกว่าแค่อารมณ์คิดถึง พี่กอดตอบพลางลูบหลังเขาคล้ายเด็กๆ เพราะพี่รู้สึกว่า เขากำลังจะกลายเป็นเด็กชายตัวเล็กๆไปแล้วจริงๆ

ถึงพี่จะกำลังอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ แม้ว่าหัวใจจะสะเทือนไหวเพราะอารมณ์ของอีกคนหนึ่ง แต่ยังมีสติพอที่จะหยุดตัวเอง รู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นทันทีอย่างชัดเจน ในขณะนั้น

“ราม แน่ใจหรือว่าความรู้สึกนั้นคือความรู้สึกจริงๆ คุณไม่เคยหวั่นไหวกับนักเดินทางคนอื่นบ้างหรือ”

“ไม่เลย ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมผมต้องคิดถึงคุณมาก อาจเป็นเพราะคุณเป็นคนไทย เป็นคนชาติเดียวกับแม่ผม จริงๆนะ”

“ฉันก็แค่เดินทางมาแล้วก็จากไป เหมือนคนอื่นๆ”

“ไม่หรอก คุณไม่เหมือนใคร คุณไม่เหมือนคนอื่นที่ผมเคยเจอ”

“ราม คุณไม่รู้จักฉันเลยนะ ไม่รู้จักสักนิดเดียว ไม่รู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ ฉันมองหาอะไรอยู่”

“บอกผมสิ  ชีวิตคุณต้องการอะไร ถ้าผมทำให้ได้ผมก็จะทำ” เขาจับตัวพี่ให้หันไปเผชิญหน้า แล้วจ้องมองอย่างคาดคั้น

“อย่างแรกฉันเป็นคนเร่ร่อน ทำงานที่ไม่อยู่กับที่ แต่ละปีฉันเดินทางมาก ที่ผ่านมาจึงไม่มีผู้ชายคนไหนรอคอยฉันได้ ไม่มีใครบอกว่าจะรอฉันอยู่ที่บ้าน ทุกคนบอกว่า...อย่าทิ้งผมไป...ฉันจึงต้องทิ้งเขาไปก่อนที่เราจะเสียใจ แล้วคุณจะให้ฉันทำอย่างไรกับความรู้สึกของคุณ ฉันรับผิดชอบไม่ได้หรอก”

“คุณไม่ต้องทำอะไรเลย คุณเป็นอย่างที่คุณเคยเป็นนั่นล่ะ หน้าที่ของผมต่างหากที่จะทำให้คุณหยุดเดินทางให้ได้”

มุกกี้...ประโยคนี้ล่ะที่จะฆ่าพี่ให้ตาย ในชีวิตไม่เคยมีใครพูดแบบนี้ มีแต่จะตัดพ้อต่อว่า ทำไมทิ้งผมไป ไม่ไปไม่ได้หรือ หรือไม่ก็...ไม่ต้องทำงานนี้หรอก ยังไงผมก็เลี้ยงคุณได้  โอ.....ช่างเป็นอะไรที่ทารุณอารมณ์

“ราม คุณแน่ใจหรือว่าคุณชอบฉัน รู้ไหม ฉันอายุมากกว่าคุณนะ” หมัดเด็ดอีกหมัดถูกยิงออกไป จนเขาชะงัก

“ไม่จริง หน้าตาคุณไม่ได้แก่ไปกว่าผม แต่ถึงคุณจะแก่กว่า ผมก็ไม่แคร์”   เหมือนคนเอาแต่ใจ พี่คิด.....

“แล้วเรื่องศาสนาล่ะ คุณคิดอย่างไร” ที่ถามนี่มีเบื้องหลังว่าพี่เป็นคนที่ยึดมั่นในพุทธศาสนาอย่างรุนแรง...(ประมาณว่า อยากธุดงค์เรื่อยไป)

“ผมไม่สนใจในศาสนา ไม่มีอะไรที่แบ่งแยกความเป็นมุนษย์ได้ แม้แต่ศาสนา”

คำตอบน่าจะดูดี แต่ในเวลานั้น พี่อยากจะเป็นอิสระจากทั้งหมดของชีวิต ตัดหัวใจตัวเองทิ้ง ไม่ต้องรักใครอีก ไม่ต้องผูกพันกับใครอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะอกหักจากผู้ชายคนนั้นหรอก เพราะการที่เขามีใครคนใหม่ เป็นเพราะพี่เองต่างหากที่เปลี่ยนไป โดยสภาวะด้านในที่เหลือแค่ความเป็นกัลยาณมิตร และปรารถนาให้เขาเดินเคียงกันไปสู่ความสงบ แต่เขากลับประกาศลั่นว่าเขาต้องการ “คู่ชีวิต” ที่เหมือนคนอื่นๆเขาเป็นกัน โดยที่พฤติกรรมส่วนตัวของเขา ไม่ได้สามารถเป็นสามี หรือคู่ชีวิตที่ดีได้เลย ไร้คุณสมบัติในข้อแรกที่สำคัญคือ ความรับผิดชอบ แต่การเลิกรากันแบบเกลียดชังกันไปจนสาปส่ง ไม่ใช่สิ่งที่พี่จะทำกับใครได้

การเฉยเมยระหว่างเรา เป็นที่จับตาดูของเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หรือเขาคนนั้นอาจจะบอกไปบ้างแล้ว พี่ก็ไม่รู้ บางทีเขาอาจแนะนำผู้หญิงคนใหม่แก่เพื่อนๆกลุ่มนี้บ้างแล้วก็เป็นได้ เพราะเท่าที่รู้ว่ามา งานทางสังคมหลายงานเขาก็ไปด้วยกัน

“ขอเวลาให้ผมนะ เวลาที่เหลืออยู่ที่นี่ ผมจะทำให้คุณรู้จักผมมากขึ้น” พี่พยักหน้าอย่างลังเล  เหลือเวลาไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ที่จะอยู่ที่เนปาล อันที่จริงพี่จะอยู่ต่อก็ได้เพราะยังมีเวลาเหลืออยู่ แต่ไม่ได้บอกอะไรกับเขา

“เราไปกินข้าวด้วยกันนะ” รามดึงมือพี่ให้ลุกขึ้น แต่เมื่อเดินออกมาที่หน้าห้อง พบกับอีกคนที่เชิงบันได สีหน้าดวงตาของเขาถมึงทึง เขาห้วนใส่ทันที

“คุณไปไหนมา ผมเที่ยวตามหาคุณจนทั่วไปหมด ผมจะไปกินข้าว คุณจะไปกับผมไหม”

“ไม่ไป ฉันจะไปกินข้าวกับราม” สายตาของผู้ชายคนนั้นราวกับปีศาจร้าย ขณะที่อีกคนท่าทางสงบนิ่ง รามคงจะผิดสังเกตอะไรบางอย่าง แต่ขณะที่กินข้าวด้วย เขาไม่เอ่ยถามเรื่องของคนนั้นเลย สิ่งที่เราพูดกันคือเรื่องชีวิตและงาน

รามถามพี่ว่าทำงานอะไรกันแน่ จึงต้องเดินทางตลอดเวลา พี่บอกว่าทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนในชนบท ทั้งเด็ก คนแก่ คนพิการ และยากจน เขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นทำที่ไหนก็ได้ใช่ไหม แม้แต่ที่เนปาล พี่บอกว่าคงจะได้ ถ้าพี่ไม่มีธุรกิจเล็กๆเป็นส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำ เพราะนั่นคือรายได้หลัก(และธุรกิจที่ว่านี้ คือสิ่งที่ยังต้องร่วมกันทำกับใครอีกคนหนึ่งนั่นเอง)

“ผมจะไปอยู่เมืองไทยกับคุณในช่วงโลว์ซีซั่น เพื่อทำการตลาดของผมด้วย แล้วคุณมาอยู่กับผมในเวลาที่คุณต้องการ” เขาเสนออย่างกระตือรือร้น จนพี่ต้องเงียบ...เงียบเพราะไม่กล้าคิดต่อ

“ผมเข้าใจว่าคุณใช้ชีวิตอย่างไร ที่นี่มีเด็กยากจนที่ต้องการเรียนหนังสืออีกเยอะ ผมและเพื่อนจะจัดแข่งขันกิฬาทุกปี เพื่อหาทุนช่วยเหลือเด็ก”  พี่มองหน้าเขาอย่างทึ่ง คนอายุไม่เยอะนัก ที่มีธุรกิจของตัวเอง และเข้าใจสังคม รู้จักโลกหลายด้าน นับว่าพิเศษพอสมควร แต่มุมที่อ่อนด้อยของเขาก็ยังมีอยู่ คือเรื่องศาสนา.....นั่นคือคำพิพากษาในใจที่มีตัดสินเขา และกลัวว่า สักวันหนึ่ง เขาจะเป็นเหมือนผู้ชายคนอื่น ที่มองพี่อย่างแปลกประหลาด และยอมรับไม่ได้อีกต่อไป เพราะเหตุผลว่า “คุณเป็นคนที่ดี ที่พิเศษเกินไป” ผมต้องการผู้หญิงธรรมดาๆเท่านั้น

(เอ่อออ....มุกกี้  คือตอนนั้น พี่จะสวดมนต์ นั่งสมาธิก่อนนอน และยามเช้าทุกวันอ่ะนะ...คือเขินอ่ะ ที่จะบอก แต่กลัวสงสัยว่าอะไรนักหนานะพี่กู่)

ราม....คุณเป็นคนน่าทึ่ง แต่ฉันจะไว้ใจคุณได้อย่างไร......พี่ครางอยู่ในใจ  เรื่องราวชีวิตพี่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย (จริงๆนะ....อธิบายยากเหลือเกินมุกกี้)

สรุปว่า....รามเป็นคนที่น่าทึ่งมาก เพราะวันแรกๆที่เจอกัน พี่เดินกับเขาที่ย่านทาเมล คนทักทายจับมือเขาตลอดทาง ท่าทางจะเป็นคนป๊อบปูล่าร์ของเมือง จนพี่ต้องถามว่าทำไมคนรู้จักคุณเยอะจัง  แทนที่จะเป็นคำตอบว่า ...เพราะธุรกิจของผม กลับเป็นคำตอบว่า....

“เพราะผมเป็นนักกิฬาของเมือง”

เฮ้อ.......เรื่องก็ดำเนินมาจนถึงตอนนี้  เหลือไว้ ให้เป็นมุมดีๆ ก่อนที่เรื่องแย่ๆจะเกิดขึ้น....นะจ๊ะ

ด้วยรัก

พี่กู่

........... 

ปล. ลงเอนทรีโดยไม่มีรูปนี่สบายๆจริงๆ ขอบอก  อิ อิ

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net