วันที่ อังคาร มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชีวิตนักข่าว..ปั่นจักรยานไปทอดกฐิน


ชีวิตนักข่าว...ปั่นจักรยานไปทอดกฐิน

ณรงค์  ชื่นนิรันดร์

 

ชีวิตนักข่าว   เป็นชีวิตที่มีโอกาสได้ไปโน่นไปนี่หลายแห่ง   มีครั้งหนึ่งที่ผมไปทอดกฐิน  การไปครั้งนี้ไม่ธรรมดาครับ พวกเราปั่นจักรยานไป  ผมจำได้แม่นกับเหตุการณ์ที่ประทับใจในครั้งนั้น 

 

เช้าตรู่ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 เวลาประมาณ 7 โมงเช้า  ผมพร้อมด้วยเพื่อนหน้าใหม่ส่วนใหญ่มาจากโรงพยาบาลหาดใหญ่  นัดแนะกันว่า  เราจะปั่นจักรยานไปทอดกฐิน  ที่บ้านทุ่งโนรี ต.ทุ่งโนรี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง  เมื่อเรารวมพลกันได้ที่  พวกเราก็ปั่นจักรยานไปที่หน้าโรงพยาบาลหาดใหญ่  เพื่อรวมตัวกันและถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก  จำได้ว่า  ไปประมาณ  20 คัน  เมื่อพร้อมเราเริ่มปั่นออกจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ เวลาประมาณ  7 โมงครึ่ง ปั่นผ่านห้างบิ๊กซี หาดใหญ่  ลัดเลาะไปตามเส้นทางลำลอง  เราปั่นไปจนถึงอำเภอควนเนียง  จังหวัดสงขลา  จึงได้หยุดพัก  ระยะทางประมาณ เกือบ 30 กิโลเมตร  โอ้...เหนื่อยเหมือนกันนะครับ  เพราะทางที่ไปก็ไม่ค่อยสะดวกนัก แต่บรรยากาศก็ร่มรื่นดี  นี่ถ้าปั่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผมก็คงไม่ปั่นเป็นแน่  เพราะกลัวจะถูกยิงหัว 

 

พวกเราหายเหนื่อย  ก็ปั่นต่อ  มุ่งหน้าไปที่  บ้านทุ่งโนรี  ในระหว่างทาง  ผ่านทุ่งนา  สวนยาง  เส้นทางไม่ค่อยมีรถยนต์วิ่งผ่านเท่าไหร่  จะมีก็แต่  มอเตอร์ไซด์  ของชาววิ่งผ่านมาไม่กี่คัน  วันนั้นผมปั่นจักจักรยานได้ค่อนข้างดี  จี้ติดตูดคันหน้า เพราะผมซ้อมปั่นอยู่กับที่  ที่โรงแรมเจบี  หาดใหญ่  เพื่อออกกำลังกาย  จึงทำให้ผมมีแรงปั่นได้เร็วพอ ๆ กับ นักปั่น ที่ยังหนุ่มแน่น   แต่ก่อนที่จะถึงถนนหลักหมายเลข 4 ก็หมดแรงข้าวต้ม

 

ในที่สุดผมก็ถึง  ถนนสายหลัก สี่เลน  คราวนี้หล่ะพ่อคุณ  รถยนต์เยอะมาก และเสี่ยงอันตรายสุด ๆ  ในที่สุดพวกเราก็ปั่นมาถึงทางเข้าวัดควนโนรี  พักกินน้ำ  เหลือบไปเห็นป้ายบอกว่า เหลือระยะอีก 7 กม. โอ้...ก็ไกลเหมือนกันนะนี่   พอหายเหนื่อยพวกเราก็ปั่นต่อ   แรงข้าต้มก็เริ่มหมด  เพราะถึงเวลากินข้าวเที่ยงแล้ว  หนำซ้ำฝนยังตก ปลอย ๆ ทำให้มีแรงฮึดขึ้นมาอีก  ในที่สุดก็ถึงวัดทุ่งโนรี  โดยสวัสดิภาพ  แบบมอมแมม  เพราะปั่นลุยฝนมา 

 

พรรคพวกร้องตะโกนมาว่าให้ไปกินข้าว  แถว ๆ ข้างวัด  ก็จะมีน้ำดื่มประเภทชาเย็น  ผมแวะไปทันที  ชาวบ้านที่นั่นดีมาก  เขาทำชาเย็นเป็นหม้อ ๆ  รอพวกเราและคนที่มาร่วมงาน  ผมซัดไป 3 แก้ว อิ่มท้องไปเลย 

 

จากนั้นผมก็เหลือบไปเห็น  คนตัวดำ ๆ ผมหยิก ๆ มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิง  บางคนดูยังเด็กอายุประมาณ 14-15 ปี  มีลูกติดเอวอยู่ทุกคน  ผู้ชายมีอยู่คนเดียว อายุประมาณ 40 ปีแต่ก็ดูแก่หงัก ราวอายุ 60 ปี  ผมรู้ทันทีว่า   นั่นคือเงาะป่าซาไก  และก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้   เพราะผมเห็นแต่ในหนังสือเรียน ตอนเป็นเด็ก  และก็เห็นสารคดีที่ออกอากาศในโทรทัศน์เท่านั้น  ไม่นึกว่าจะเห็นตัวเป็น ๆ ผมไม่รอช้าขอถ่ายรูปทันที   ดูเงาะซาไก ก็ดูตื่น ๆ อยู่เหมือนกัน  เพราะผมบ้าถ่ายรูปแบบชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  เงาะป่าผู้หญิงบางคน  อุ้มเด็ก  ผมไม่หยิก  ก็ดูแปลก ๆ แต่ก็อยากจะถามอยู่เหมือนกันว่า  พ่อเป็นคนที่ไหนและดูน่าจะไม่ใช่  เผ่าพันธุ์เดียวกัน

 

เงาะป่าซาไก  เป็นชนเผ่าดั้งเดิม  ในพื้นที่แห่งนี้จะมีอยู่แถวเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่จังหวัดพัทลุง  อีกแห่งหนึ่งก็คือที่  อำเภอธารโต  จังหวัดยะลา  เชื่อว่าเป็นคนดั้งเดิมที่อยู่ในแผ่นดินนี้   แต่ไม่มีการพัฒนาวิถีชีวิตให้มีความทันสมัย  การเป็นอยู่จึงอยู่อย่างง่าย ๆ  กับป่าเขาลำเนาไพร  การรุกล้ำทางวัฒนธรรม  ของคนจากต่างถิ่นจึงมีอิทธิพลต่อชนเผ่า เงาะป่าซาไก  จนแทบไม่เหลืออะไรอีก 

 

เงาะป่าซาไก  เป็นชนกลุ่มน้อยที่สุดที่มีอยู่บนคาบสมุทรมลายู   ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะสูญหายไปเพราะที่เห็นลูกผมที่หยิกงอ  บางคนก็เริ่มเหยียดตรง   หน้าตาก็ออกไปทางชาวไทยทั่วไป   

 

งานทอดกฐินในวันนั้น   ฝนตกลงมาอย่างหนัก  หลังจากที่มีการเดินแห่กฐินรอบศาลาการเปรียญ  เหมือกับฟ้าฝนเป็นใจ   ที่พวกเรามาทำบุญกัน

 

ผมไม่มีโอกาสเข้าไปในศาลา  เพราะชาวพุทธมากันมาก  ส่วนใหญ่ก็มาจากอำเภอหาดใหญ่  รองลงมาก็เป็นชาวพัทลุง  งานบุญในบ้านนอกแบบนี้  ก็เป็นธรรมดาครับ  จะมีร้านค้ามาขายในวัด  ผมได้เห็นความรักใคร่ของคนไทยพุทธกับมุสลิมก็คราวนี้  เพราะร้านค้าภายในวัดมีแม่ค้าเป็นชาวมุสลิมมาขายของประเภทของกินอยู่ด้วย   นี่ก็แสดงให้เห็นว่า   พุทธมุสลิม  ไม่มีปัญหาความขัดแย้งกันเหมือนกับที่คนบางคนจะ  ให้ทะเลาะกัน 

 

ผมกะว่าจะอยู่จนพิธีเสร็จ  ก็มีเพื่อนสมาชิกจักรยานหาดใหญ่  มาตามให้กลับหาดใหญ่  พวกเราเกือบทั้งหมด  หมดแรงข้าวต้ม  เอาจักรยานขึ้นรถยนต์  เหลือก็เพียงคนเดียว  ที่ปั่นกลับ  ขอโทษผมจำชื่อไม่ได้  แต่รู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ 

 

ผมมาถึงบ้านที่แฟลตช่อง 11 ก็เวลาประมาณ  15.30 น ของวันที่ 4 พ.ย.49  พอถึงก็อาบน้ำ  หมดแรง ล้มตัวลงนอน  สบายใจ  ครับ  ที่ปั่นจักรยานรอดกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพ  พบกันใหม่ตอนหน้าครับ 

* * * * * * * * * *

โดย ชื่นนิรันดร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net