วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากชุมพรถึงเชียงราย เชียงตุงและเมืองลา ตอนที่ ๔


ดองบล็อกไว้นานเป็นเดือน เหตุเพราะงานรัดเร่งจนแทบไม่อยากไปทำอย่างอื่น นอกจากวาดภาพลายเส้นวันละ ๔-๕ รูป บางวันมีภาพง่ายหน่อยก็ได้ถึง ๑๐ รูป รูปพวกนี้พอวาดเสร็จจะได้ค่าตอบแทนรูปละ ๓๐๐ บาท คนแก่ วาดรูปด้วยคอมไม่เป็น ทำได้แต่แบบเดิม ๆ ใช้ดินสอร่าง ปากกาดำลงเส้น ระบายด้วยสีน้ำ สแกนเข้าเครื่องคอม ตกแต่งเล็กน้อยด้วยโฟโต้ชอพ จบ





       ผลงานส่วนหนึ่งที่รับจ้างทำอยู่ในเวลานี้ ทำให้พอมีกะตังค์ไปเที่ยวไกล ๆ แบบไฮโซปีละครั้ง ถือว่าได้ใช้เวลาทุกนาทีในแต่ละวันให้เป็นประโยชน์ตอนแก่ก็ภูมิใจที่สุดแล้ว เพราะตอนหนุ่ม ๆ ติดงานประจำไม่มีเวลาทำ ถ้าทำก็มีแต่ฟรี(ราชการใช้งานเกินคุ้ม) นั่งคิดนอนคิด เห็นใจบางท่านที่อยากอ่านเรื่องหมีเมืองลา ที่มาเล่าค้างไว้ งั้นขอต่อเลยนะครับ ไกด์บอกว่า ต่อไปจะพาไปดู ฟาร์มเลี้ยงหมีเพื่อเอาดีขายเป็นยา แต่ไม่ใช่หมีแพนด้า มันคือหมีควาย ถ้าเป็นหมีแพนด้าสงสัยว่าน้ำตาคนรักหมีจะท่วมโลก ส่วนหมีควาย กรรม...ก๊ำ - กรรมที่เกิดมาเป็นหมีควาย





ปรกติ พม่า และจีน มีกฎหมายห้ามกักขังสัตว์ไว้ในกรง ทำไม่ได้เด็ดขาด ไกด์บอก แต่เพราะที่นี่เป็นเขตปกครองพิเศษ กฎหมายจึงทำอะไรไม่ได้ ฟาร์มเลี้ยงหมีเมืองลาจึงมีหมีอยู่ประมาณ ๕๐ กว่าตัว เพื่อเอาดีหมีออกโดยที่หมีไม่ตาย ก่อนจะถึงฟาร์มหมีด้านซ้ายมือมีบ่อนการพนัน เป็นบ่อนใหญ่มาก ผู้ที่จะเข้าไปเล่นได้ต้องสมัครเป็นสมาชิก มีรหัสผ่าน

เมื่อเป็นสมาชิกแล้วสามารถเข้าไปพักในโรงแรมห้าดาวได้ฟรี และฟรีทุกอย่าง ส่วนค่าสมัคร ๒๐๐,๐๐๐ บาทไทย นี่แหละคือคำว่า กำแพงเงิน โดยแท้จริง เรื่องราวในบ่อนจึงไม่มี เพราะได้ใช้เงินเป็นตัวคัดกรองบุคคลไว้แล้ว มาว่าเรื่องฟาร์มหมีต่อ ฟาร์มหมีนี้เป็นของเอกชนชาวจีน เพราะชาวจีนมีความเชื่อว่า ดีหมีเป็นยาฟอกเลือด บำรุงไต บำรุงสายตา รักษาหอบหืด ความดัน เบาหวาน ฟังแล้วโรคที่ไกด์พูดมา ผมมีครบ และสุดท้ายคือเป็นยาโป๊ว์ บำรุงกำลังภายใน ประเภทบำรุงเซ็กส์อะไรประมาณนั้น ราคาจึงแพงมาก





ขณะเดินดูหมี ยายของผมบอกว่า ไม่ไหว อากาศไม่ดีเลย กลิ่นหมีเหม็นมาก การจะเอาดีหมีออกมาขายเป็นยา ทางฟาร์มเขาได้ผ่าตัดหมีไว้ก่อนแล้วโดยเปิดช่องหน้าอกหมีแล้วเอาท่อยางใส่ไว้ สามารถดูดดีหมีออกมาได้ทุกวัน โอ้โหฉลาดแต่เหี้ยมเกรียมอะไรอย่างนี้ นี่ถ้าดีคนมีคุณวิเศษเหมือนดีหมีอะไรจะเกิดขึ้น






ภาพวาดหมี เห็นน่าถ่ายเลยถ่ายมา ใกล้ ๆ กับฟาร์มหมีมีฟาร์มเลี้ยงจระเข้และช้าง เสียงไกด์ว่า ช้างที่ถูกเลี้ยงจะถูกปลอ่ยเข้าป่าเมื่อโตใหญ่ ในฟาร์มมีการแสดงโชว์ของจระเข้และช้าง แบบเมืองไทย แต่ที่เวิร์คสุด ๆ คือสาวประเภทสองโชว์ คนในจีนไม่เคยเห็นสาวประเภทสอง จึงแห่มาดูกัน

รู้ไหมครับสาวประเภทที่มาแสดงที่นี่มาจากที่ไหน ไกด์ตอบว่ามาจากไทยครับ สาวประเภทสองที่ว่านี้สวยกว่าสาวจริง ๆ และมีรายได้สูงสุดในเมืองลา คือขนาดว่านักท่องเที่ยวที่มาชอบขอถ่ายรูปกับเธอ ค่าถ่ายรูปเธอเรียกเป็นพันบาทไทย นอกนั้นยังมีค่าให้เปิดเสื้อดูส่วนต่าง ๆ อีก ว่าเป็นไฉน ก็ล้วนแต่ต้องเสียเงินทั้งนั้น แพงมากขึ้นไปอีก พวกเราแก่เลี้ยว ไม่สมัครใจไปดูจึงไม่มีภาพมาให้ดู ดูหมีดีกว่า...






กรงหมีตั้งอยู่ริมขอบบึงใหญ่ หรือจะเรียกว่าทะเลสาบก็คงได้ น้ำในทะเลสาบสีใสแต่กลิ่นในอากาศไม่ค่อยดี รถจอดอยู่ขอบเนินด้านบน การดูหมีต้องลงบันไดไปประมาณ ๕๐ ขั้น การดูหมีไม่สนุกเลย คือ เหม็นหมีมาก

และไม่มีอะไรน่าดูเพราะถ่ายมาได้แค่กรงกับหมีในระยะที่ไม่ค่อยชัดเจน หมีแต่ละตัวดูอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง ยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น ที่อกหมีมีสายยางโผล่ออกมา ดีหมีถูกผู้เลี้ยงดูดออกมาทุกวัน แต่ธรรมชาติในตัวหมีก็สามารถผลิตดีขึ้นมาแทนได้ใหม่

ใครอยากดื่มก็ซื้อดื่มได้เลย ราคาจิบละเป็นพันบาท แต่ส่วนใหญ่เขาบรรจุขวดเอาไปขายในเมือง ตามร้านยาจีน ถัดจากดูหมี ไกด์พาไปรับประทานอาหารจีนที่ร้านลัคกี้ ร้านไม่หรูหรา อาหารมีเป็นสิบ ๆ อย่าง และอร่อยมาก ข้าวก็ไม่เหมือนของเราเวลาเคี้ยวออกเหนียว ๆ แต่อร่อยมาก





ขณะที่พวกเรากำลังรับประทานอาหารซึ่ง มีมากมายเหลือเฟือกินไม่หมด และแต่ละอย่างดี ๆ ทั้งนั้น หน้าร้านห่างไปไม่มากนัก ชาวพื้นเมืองห้าหกคนเด็กก็มี ผู้หญิงก็มี มองมาที่เราอย่างสนใจ

ไกด์บอกว่าเมื่อรถทัวร์เข้า คนพวกนี้จะมาเผื่อว่าเรามีอะไรจะว่าจ้าง ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่าพวกเขาคงมองเราว่าเรานี้เกิดมามีบุญคงร่ำรวยมาก จึงมาได้ถึงที่นี่ แต่เขาหารู้ไม่ว่ากว่าที่ผมจะได้มาทริปนี้ผมต้องนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งเป็นปีๆ






หลังจากกินอาหารเสร็จ ไกด์บอกว่าจะพาไปดูพิพิธภัณฑ์ขุนส่า หรือจางซีฟู ไกด์พูดว่า ยาเสพติดทางพม่าถือว่าเป็นภัยอันตรายร้ายแรง แต่ที่มีพิพิธภัณฑ์ไว้ก็เพื่อเตือนใจ อย่าให้คนรุ่นหลังเอาอย่าง ในพิพิธภัณฑ์มีรูปถ่ายขุนส่าแต่คนเยอะผมเข้าไม่ถึงจึงไม่ได้ถ่ายภาพไว้ จึงเลิกสนใจ พออกจากพิพิธภัณฑ์พวกเรามามะรุมมะตุ้มกันซื้อของที่มีขายอยู่ข้างพิพิธภัณฑ์ สังเกตว่าเขาขายดีมากจนคนขายหยิบแทบไม่ทัน โดยเฉพาะไม้ที่ฉุลุเป็นวงก้นหอยแล้วพอยกกลายเป็นถาดใส่ผลไม้ชิ้นนี้ ซื้อกันทุกคนเลย ในราคาอันละ ๘๐ บาท ผมก็ซื้อ



 


ในร้านค้าข้างพิพิธภัณฑ์ขุนส่า จากเมืองลาเรามาถึงเชียงตุงในเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น ไกด์พาขึ้นไปวัดไปไหว้พระ หลายวัด เช่นวัดมหาศากยะมุณี(ขี้เกียจจำ) ในเชียงตุงมีโรงแรมที่ดีที่สุดชื่อ นิวเชียงตุง เป็นโรงแรมชั้น ๑ คนที่จะพักโรงแรมนี้ต้องเป็นแขกชาวต่างประเทศ คนในท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์ เชียงตุงไม่อนุญาตให้คนในท้องที่พักในโรงแรมโดยจะมีตำรวจมาคอยตรวจตรา






พระชี้นิ้ว(อีกแล้ว)ที่เชียงตุง แต่คนละไสตล์กับที่เมืองลา ในเมืองเชียงตุงชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านร้านอาหารใช้เครื่องปั่นไฟเอง โทรศัพท์ก็ไม่มี แต่ใช้มือถือได้ ใช้ซิมพม่า แต่ในโรงแรมมีไฟฟ้าใช้ตลอด ทุกสถานที่ราชการมีไฟฟ้า แต่ไม่มีโทรศัพท์







โรงแรมนี้เดิมทีเป็นวังของเจ้านายพระองค์หนึ่ง(ฟังชื่อไม่ทัน) สงสัยจะเป็นเจ้านายไทย เพราะเชียงตุงเคยเป็นของไทย ตอนหลังพม่าเอาทำโรงแรม ไชโย้! พวกเราเลยมีวาสนาได้พักในวังเจ้า บรรยากาศ หลังจากเข้ามาเมืองเชียงตุง เหมือนย้อนยุคไปในสมัยโบราณ ห้าสิบ หกสิบปี เด็ก ๆ เห็นรถทัวร์คันใหญ่วิ่งมาดูกันเต็ม เพราะปรกติจะมีแต่รถตู้ รถใหญ่ไม่แน่จริงขึ้นเขาไม่ไหว (ถ้าพี่ไทยไม่ทำเครื่องยนต์แบบพิเศษ ดังเล่าแต่ต้น)







ก่อนเข้าพักในโรงแรมนิวเชียงตุงไกด์พาไปชมหนองตุง ในหนองตุงน้ำไม่แห้งเลยตลอดปี หนุ่ม ๆ สาว ๆ ชอบไปเที่ยวหนองตุงตอนย่ำค่ำเพราะจะได้เห็นแสงไฟระยิบระยับ ไกด์เล่าว่าหนุ่มสาวนัดมาพบกันได้แต่ห้ามเกิน ๔ ทุ่ม ถ้าตำรวจเห็นจับได้จะไปฟ้องพ่อแม่ฝ่ายหญิง ถ้ามาพบกันแบบที่ว่า จับได้อีกครั้งที่สาม ต้องแต่งงานกัน ในเชียงตุงมีคลับบาร์ แต่ห้ามเปิดเกินสี่ทุ่ม คนเที่ยวก็ห้ามเกินสี่ทุ่ม



 


เวลาเทศกาลสงกรานต์ได้อาศัยน้ำในหนองตุงรดให้กัน

มองดูเป็นน้ำใสสะอาด บริเวณรอบ ๆ ก็สะอาดไม่มีสิ่งสกปรกเลย





ไกด์ไทยใหญ่ที่หนองตุง คนด้านขวาพูดจาจ๊อย ๆ แคล่วคล่องมาก

รู้ภาษาไทยดีเท่า ๆ กับคนไทย สำนวนภาษาที่เธอใช้ได้เฮกันตลอดทาง





เวลา ๖ โมงเย็นรถทัวร์พาเราไปที่ร้านอาหารชื่อ ปานกะปา

แปลว่าสวนดอกไม้ อาหารอร่อยมาก อร่อยจริง ๆ ไม่มีทื่ติเลย






ภายในโรงแรมนิวเชียงตุงตอนค่ำ




ทางเดินในโรงแรมนิวเชียงตุงปูพรมสีแดง ตอนเช้า มีพระเณรมาถึงหน้าโรงแรม มาบิณฑบาตเงิน ผมได้ใส่บาตรไปองค์ละ ๒๐ บาท หมดไปร่วม ๒๐๐ บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษา เนื่องจากพระเณรพวกนี้มีเชื้อไทยต้องการศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยเดิม ๆ ของตน เพราะพม่าไม่ยอมให้ตั้งโรงเรียน เด็ก ๆ พวกเณรจึงต้องบวช พอบวชแล้วก็ได้เล่าเขียนอ่านภาษาไทย ในเมืองเชียงตุงมีภาษาไทยทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนอยู่หลายที่ เงินก็ยังใช้เงินไทย

 



ตึกราม บ้านเรือนในเมืองเชียงตุง




บรรยากาศเมืองเชียงตุงยามเช้า เวลาซื้อของในเชียงตุง

ถ้าขอถุงกอบแกบจากแม่ค้าให้พูดว่าขอถุงยาง




ลอบบี้ในโรงแรมนิวเชียงตุง






หลานกับยายหน้าโรงแรมนิวเชียงตุง



ห้องพักในโรงแรมนิวเชียงตุง



ห้องพักในโรงแรมนิวเชียงตุง





ห้องน้ำในโรงแรมนิวเชียงตุงมีน้ำร้อน สะดวกสบายเหมือนโรงแรมห้าดาว เอ๊ะหรือว่าที่เราพักนั่นแหละ ๕ ดาว แต่ ๕ ดาวเขาว่าราคาห้องคืนละเป็นหมื่น นี่แค่พันต้น ๆ แถมมาเป็นคณะได้ลด






ห้องอาหารในโรงแรมนิวเชียงตุง อัพไปอัพมาดูนาฬิกา ตาย ห่.. ตี ๑ กว่าแล้วหรือนี่ จึงอาจยังมีบกพร่อง ตกหล่นจะมาแก้ทีหลัง

คราวหน้ากลับประเทศไทยไปพักที่บนดอยแม่สลอง คราวนี้มาดูบรรยากาศในเมืองไทย อำเภอแม่จัน เชียงรายบ้าง


ปล. ขออภัยที่มาอัพบล็อกที่นี่ช้าครับ






โดย พรเมืองใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net