วันที่ ศุกร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไขปมกังขา "วัคซีนหวัด 2009" ทำแท้งลูก ?


        ค่ำคืนวันที่ 27 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา... วงการแพทย์เกิดความปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง หลังผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลประกาศให้หน่วยแพทย์ทุกแห่งหยุดฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากรายงานของสาธารณสุขสตูลพบหญิงตั้งครรภ์ 2 รายแท้งลูก ภายในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่ฉีดวัคซีนตามนโยบายรัฐบาล

        หญิงตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่รัฐบาลไทยประกาศให้มารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งสั่งซื้อมาจากประเทศฝรั่งเศส 2 ล้านชุด โดยกรมควบคุมโรคสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีผู้กำลังตั้งครรภ์ 500,915 คน ได้รับการฉีดวัคซีนตัวนี้เรียบร้อยแล้วประมาณ 5,000 คน

        ขณะนี้หญิงตั้งครรภ์ที่เหลืออีก 4.95 แสนรายทั่วประเทศเริ่มสงสัยและกังวลใจว่าจะไปรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ดีหรือไม่ ?

        นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก ในฐานะประธานคณะยุทธศาสตร์และแผนในการต่อสู้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า

วงการแพทย์ยังไม่พบผลข้างเคียงหรืออันตรายของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 กับหญิงตั้งครรภ์แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา ญี่ปุ่น หรือฮ่องกง โดยเฉพาะในอเมริกาได้ฉีดวัคซีนตัวเดียวกับประเทศไทยก็ไม่มีรายงานว่า ทำให้ผู้หญิงแท้งจำนวนมากจนผิดปกติ

        "ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ขอให้มารับการฉีดวัคซีนป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไข้หวัด 2009 ส่วนเรื่องผู้หญิงที่แท้งนั้น อาจจำเป็นต้องตั้งคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา เช่น แพทย์สูตินรีเวช แพทย์ด้านระบบทางเดินหายใจ แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านวัคซีน แพทย์โรคหัวใจ ฯลฯ มาช่วยกันวิเคราะห์ผลตรวจว่า การฉีดวัคซีนให้หญิงตั้งครรภ์ส่งผลข้างเคียงจนแท้งลูกจริงหรือไม่" 

        เช่นเดียวกับ ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวัคซีนไวรัสไข้หวัดใหญ่ว่า หลังจากหลายประเทศทั่วโลกระดมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วยังไม่พบรายงานผลข้างเคียง หรืออันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์แต่อย่างใด

มีเพียงวารสารทางการแพทย์ชื่อดังของอังกฤษ "เดอะแลนเซท" (THE LANCET) ประจำเดือนธันวาคมปี 2552 ที่รายงานว่ากรณีที่วัคซีนไข้หวัด 2009 ถูกฉีดไปยังประชาชนจำนวนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก จะมีสถานการณ์ที่เรียกว่า "เหตุบังเอิญ" เกิดขึ้น

        "เหตุบังเอิญ" หมายความว่า แม้จะไม่ได้ฉีดวัคซีนก็อาจเกิดเหตุการณ์นี้ได้เช่นกัน เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคกิแลงแบเร หากมีคนฉีดวัคซีนตัวนี้ 1 ล้านคนอาจพบโรคนี้ได้ 2 คน ส่วนหญิงตั้งครรภ์นั้นรายงานวิจัยฉบับนี้วิเคราะห์ว่า หากฉีดวัคซีนให้ 1 ล้านคน จะพบภาวะแท้ง 397 คนภายใน 24 ชั่วโมงหรือ 1 วันหลังการฉีด

        ศ.นพ.ประเสริฐ แนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิสูจน์ให้ได้ว่า

1 ในประเทศไทยมีการฉีดให้หญิงตั้งครรภ์กี่ราย เกิดอาการแท้งกี่ราย ถ้ายังไม่เกินจำนวนมาตรฐาน หรือประมาณ 400 รายใน 1 ล้านคน ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรืออันตราย

2.โรงพยาบาลที่รายงานหญิงแท้ง ต้องสืบหาสาเหตุการแท้งให้พบ เช่น ตัวทารกหรือตัวแม่ว่ามีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่

3.กระทรวงสาธารณสุขต้องติดตามว่า วัคซีนที่นำไปฉีดแล้วเกิดการแท้ง เป็นวัคซีนลอตใดหรือมาจากวัคซีนชุดใด มีการแจกจ่ายให้โรงพยาบาลใดบ้าง แล้วมีอาการแท้งแตกต่างจากวัคซีนชุดอื่นหรือไม่

        "ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิสูจน์ว่าสารจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ส่งผลข้างเคียงให้หญิงตั้งครรภ์แท้งหรือไม่ เพราะวัคซีนทำงานโดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายของแม่ เมื่อเด็กแท้งไปแล้วก็คงตรวจไม่พบสารที่เกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนกล่าวยืนยัน

        ต่อมา นพ.ธนวัฒน์ สุวัฒนกุล ผู้อำนวยการ รพ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ให้สัมภาษณ์หลังพิสูจน์ภาวะแท้งของผู้หญิงทั้ง 2 รายว่า คนแรกอายุ 33 ปี ตั้งครรภ์ได้ 24 สัปดาห์ มาฉีดวัคซีนวันที่ 25 มกราคม หลังจากนั้น 1 วันรู้สึกว่าเด็กไม่ดิ้น จึงเดินทางมาตรวจพบเด็กเสียชีวิตในท้องหรือที่เรียกกันว่า DFIU (Dead Fetus In Utero) จึงไม่เกี่ยวกับวัคซีนที่ฉีดแต่อย่างใด

ส่วนอีกรายเป็นหญิงวัย 32 ปี ตั้งครรภ์ได้ 33 สัปดาห์ มาฉีดวัคซีนวันที่ 25 มกราคม พอวันรุ่งขึ้นเริ่มชักเกร็ง เมื่อตรวจประวัติพบว่าหกล้มก่อนแล้วมีเลือดออกในสมองด้วย ทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนด

        "ตอนนี้เด็กคลอดมาแล้วยังไม่เสียชีวิต อยู่ในห้องไอซียู ส่วนแม่ก็รักษาตัวอยู่ ยังไม่เสียชีวิตเช่นกัน เชื่อว่าไม่เกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 เพราะวัคซีนหลอดหนึ่งฉีดได้ 10 คน คนตั้งท้องรายอื่นอีก 7-8 ราย ที่ฉีดวัคซีนจากหลอดเดียวกันก็ไม่มีอาการผิดปกติ รพ.ทุ่งหว้า มีหญิงมาฝากครรภ์ทั้งหมด 150 ราย ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมเป็นต้นมา มารับการฉีดวัคซีนแล้ว 141 ราย อีก 9 รายไม่ฉีดด้วยเหตุผลส่วนตัว" นพ.ธนวัฒน์ ให้ข้อมูล

        ขณะที่ รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ตามปกติแล้วในประเทศไทยหญิงตั้งครรภ์จะมีอัตราการแท้งลูกประมาณร้อยละ 10-15 หมายถึงผู้หญิงตั้งท้องไม่เกิน 3 เดือน 100 คน จะเกิดภาวะแท้ง 10-15 ราย

ส่วนเรื่องผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต่อการแท้งลูกนั้น ยังไม่เคยได้รับรายงานเรื่องนี้มาก่อน ส่วนเรื่องการตรวจร่างกายแม่และเด็กที่แท้งในโรงพยาบาล เพื่อพิสูจน์ว่าเกิดจากผลข้างเคียงของวัคซีนหรือไม่ เป็นเรื่องทำได้ยาก

        "วิธีพิสูจน์ที่อาจทำได้ คือ การทำกลุ่มทดลองขึ้นมา เช่น แบ่งหญิงตั้งครรภ์เป็น 2 กลุ่มจำนวนเท่ากัน แล้วให้กลุ่มหนึ่งทดลองฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่วนอีกกลุ่มไม่ต้องฉีด แล้วบันทึกอัตราส่วนของผู้หญิงที่แท้งมีจำนวนเท่าไร ทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร" ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชแสดงความเห็น

 

รายงานพิเศษ ตอนที่ 21

คม ชัด ลึก 28/01/2553

        ---------------------

 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net