วันที่ เสาร์ มกราคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เชิญดูสถิติความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความต้องการจากรัฐบาล ในปี 2553และความมั่นใจต่อ “เสถียรภาพ” ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสายตาประชาชน


สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความต้องการจากรัฐบาล ในปี 2553

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความต้องการจากรัฐบาล ในปี 2553 เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลปัจจุบันดำเนินการให้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ในปี2553 ความเดือดร้อนที่ชุมชน/หมู่บ้านได้รับในรอบปี 2552 และความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชน/หมู่บ้านอย่างเร่งด่วน ในปี 2553 ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน/พัฒนาประเทศให้ดีขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการติดตามนโยบายประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป โดยสอบถามประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ มีประชาชน

ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง 3,900 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 — 12 พฤศจิกายน 2552 โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และนำเสนอผลสำรวจ ในระดับกรุงเทพมหานครภาค และทั่วประเทศ ในรูปร้อยละ


สรุปผลการสำรวจที่สำคัญๆ


1. ความต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ (ของขวัญปีใหม่) ในปี 2553
ของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนโดยรวมทั่วประเทศต้องการให้รัฐบาลดำเนินการในปี 2553 มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ เรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชน ร้อยละ 38.0 รองลงมาเรื่องปัญหาความยากจน ร้อยละ 32.3 เรื่องปัญหาราคาสินค้าอุปโภค/บริโภคและให้มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค

ร้อยละ 32.2
เมื่อพิจารณาระดับภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชนมากที่สุด ร้อยละ 46.7 ขณะที่ภาคเหนือและภาคใต้ ต้องการให้ดำเนินการเรื่องประกันราคาผลผลิตการเกษตร ร้อยละ 41.9 และร้อยละ 34.6 ส่วนกรุงเทพมหานคร ให้ดำเนินการเรื่องปัญหาความยากจน ร้อยละ 39.4 และภาคกลาง เรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าอุปโภค/บริโภคและให้มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคร้อยละ 37.1

2. ความต้องการให้รัฐบาลดำ เนินการในด้านต่างๆ ในปี 2553
ในปี 2553 ประชาชนโดยรวมทั่วประเทศ เห็นว่ารัฐบาลควรเข้ามาดำเนินการในด้านเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 48.8 ส่วนในด้านอื่นๆ เป็นอันดับรองลงมา คือ ด้านการเกษตรร้อยละ 21.7 และด้านสังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมร้อยละ 16.1 เป็นต้น

ทั้งนี้ ทุกภาคมีประชาชนให้ความสำคัญกับด้านเศรษฐกิจมากที่สุดเช่นเดียวกัน ตามลำดับ ดังนี้ ภาคกลาง ร้อยละ 53.5 ภาคใต้ ร้อยละ 52.6 กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 51.1 ภาคเหนือร้อยละ 46.0 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 44.7

3. ความเดือดร้อนที่ชุมชน/หมู่บ้านได้รับในรอบปี 2552
เมื่อสอบถามประชาชนเกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ชุมชน/หมู่บ้านได้รับในรอบปี 2552 ประชาชนโดยรวมระบุเรื่องความเดือดร้อนที่ได้รับมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ เรื่องปัญหาหนี้สินและเงินกู้นอกระบบ ร้อยละ 40.3 รองลงมาเรื่องราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 34.7 และเรื่องปัญหาการว่างงานในชุมชน ร้อยละ 22.1

ในระดับภาค พบว่า ภาคเหนือและภาคใต้ มีชุมชน/หมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดในเรื่องเดียวกัน คือเรื่องราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 52.5 และร้อยละ 39.5 ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางเดือดร้อนเรื่องปัญหาหนี้สินและเงินกู้นอกระบบมากที่สุด ร้อยละ 47.3 และร้อยละ 39.9 ส่วนกรุงเทพมหานคร เดือดร้อนเรื่องปัญหายาเสพติดมากที่สุด ร้อยละ 42.0

4. ความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในปี 2553
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความช่วยเหลือที่ชุมชน/หมู่บ้านต้องการให้รัฐบาลเข้าไปดำเนินการอย่างเร่งด่วนในปี 2553 มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ เรื่องปัญหาหนี้สินและเงินกู้นอกระบบ ร้อยละ 29.3 รองลงมาเป็น เรื่องประกันราคาผลผลิตการเกษตร ร้อยละ 27.8 เรื่องหางานให้ทำและส่งเสริมอาชีพ ร้อยละ 18.3

เมื่อพิจารณาในระดับภาค พบว่า ภาคเหนือและภาคใต้ระบุเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือ เรื่องประกันราคาผลผลิตการเกษตร ร้อยละ 42.4 และร้อยละ 31.9 ตามลำดับ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางให้ช่วยเหลือเรื่องปัญหาหนี้สินและเงินกู้นอกระบบ ร้อยละ 37.6 และร้อยละ 25.6 ตามลำดับ ส่วนกรุงเทพมหานคร ให้ช่วยเหลือเรื่องปัญหายาเสพติด ร้อยละ 34.0

5. ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน/พัฒนาประเทศให้ดีขึ้น

ผลการสำรวจฯ ปี 2552 พบว่า ในภาพรวมประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น ร้อยละ 45.0ไม่เชื่อมั่น ร้อยละ 20.6 และไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ ร้อยละ 34.4

โดยในระดับภาค พบว่า ประชาชนในภาคใต้มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลฯ ในสัดส่วนค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 75.5 ขณะที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคกลาง มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลฯ ประมาณร้อยละ 40 — 46 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 34.1

ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ -- อังคารที่ 5 มกราคม 2553 15:45:45 น.

 

 

 

 

 

 

ความมั่นใจต่อ “เสถียรภาพ” ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสายตาประชาชน

 

 

  จากที่รัฐบาลได้บริหารประเทศผ่านมาครบ 1 ปี และในปี 2553 นี้ ยังมีปัญหาหลายเรื่องที่รอให้รัฐบาลแก้ไขโดยบางเรื่องอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำรงอยู่ของรัฐบาล อาทิ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การแต่งตั้งตำแหน่ง ผบ.ตร. การประกาศต่อสู้ของเสื้อแดง หรือแม้แต่ปัญหาภายในรัฐบาลเองก็ตาม เพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน "สวนดุสิตโพล"  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,391 คน ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2553 สรุปผลได้ดังนี้

 

 1. ประชาชนคิดว่าระหว่าง “ฝ่ายค้าน” กับ “ฝ่ายรัฐบาล” ใคร ? มีเสถียรภาพมากกว่ากัน

อันดับที่ 1 
 แย่พอๆกัน
 41.96%
 
 
 
 เพราะ  ต่างฝ่ายต่างมีจุดอ่อนให้โจมตีซึ่งกันและกันอีกทั้งยังมีความขัดแย้งด้วยกันตลอดเวลา ฯลฯ
 
 
อันดับที่ 2 
 รัฐบาลมีเสถียรภาพมากกว่า
 24.37%
 
 
 
 เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมั่นใจในการบริหารประเทศของนายกอภิสิทธิ์ เนื่องจากมีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์ สุจริต ,รัฐบาลสามารถนำเงิน 8 แสนล้านมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ,มีพรรคร่วมรัฐบาลอยู่อีกหลายพรรค ฯลฯ
 
 
อันดับที่ 3
 ไม่แน่ใจ
 21.98%
 
 
 
 เพราะ  สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากฝ่ายใดมีจุดอ่อนหรือมีข้อผิดพลาดให้อีกฝ่ายสามารถเล่นงานหรือโจมตีได้ ก็จะส่งผลต่อเสถียรภาพทันที ฯลฯ
 
อันดับที่ 4
 ฝ่ายค้านมีเสถียรภาพมากกว่า
  7.49%
 
 
 
 เพราะ   มีอดีตนายกฯ ทักษิณคอยหนุนหลังอยู่ซึ่งมีทั้งอำนาจและบารมี ฯลฯ
 
 
อันดับที่ 5
 ดีพอๆกัน
  4.20%
 
 
 
 เพราะ  ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีประสบการณ์และมีสมาชิกภายในพรรคที่เก่งและมีฝีมือพอๆกัน ฯลฯ
  
 
    

 

  2. ปัจจัยที่ส่งผลให้เสถียรภาพ ของ “รัฐบาล” ไม่มั่นคง คือ              

อันดับที่ 1 
 ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้
 38.46%
 
อันดับที่ 2 
 ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน /ยุบสภา
 29.31%
 
อันดับที่ 3 
 ความไม่โปร่งใสในการทำงาน /การทุจริต คอรัปชั่น
 13.54%
 
อันดับที่ 4
 การปรับ ครม.
 11.28%
 
อันดับที่ 5
 การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมีขึ้นในเร็ววัน
   7.41%
 

         

                  

  3. ปัจจัยที่ส่งผลให้เสถียรภาพ ของ “ฝ่ายค้าน” ไม่มั่นคง คือ            

อันดับที่ 1 
 ขาดผู้นำที่ชัดเจน
 47.54%
 
อันดับที่ 2 
 ไม่สามารถหาหลักฐานหรือข้อมูลที่มีน้ำหนักพอมาหักล้างรัฐบาลได้
 31.87%
 
อันดับที่ 3 
 การเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้สังคมเดือดร้อน
 20.59%
 

         

         

  4. ถ้าจะทำให้เสถียรภาพ ของ “รัฐบาล” มั่นคงเพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชน  รัฐบาลควรทำอย่างไร?                  

อันดับที่ 1 
 รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจให้ได้
 49.22%
 
อันดับที่ 2 
 ควบคุมดูแลสมาชิกภายในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลให้อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย
 28.70%
 
อันดับที่ 3 
 สามารถดำเนินการต่างๆตามนโยบายที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้กับประชาชนให้เป็นรูปธรรมชัดเจน
 22.08%
 

 

 

  5. ถ้าจะทำให้เสถียรภาพ ของ “ฝ่ายค้าน” มั่นคงเพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชนฝ่ายค้านควรทำอย่างไร?                                        

อันดับที่ 1 
 มีผู้นำทางฝ่ายค้านที่ชัดเจน
 29.43%
 
อันดับที่ 2 
 ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบทางการเมืองอย่างเคร่งครัด อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
 26.68%
 
อันดับที่ 3 
 คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อเป็นการคานอำนาจที่ถูกต้อง
 22.15%
 
อันดับที่ 4
 ปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ให้โอกาสรัฐบาลได้พิสูจน์ผลงานสักระยะ ไม่ควรเอาแต่จ้องจับผิดรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
 21.74%
 

 

 

ที่มา-สวนดุสิตโพลฝ่ายข่าวการเมือง

        จาก รศ.ดร. สุขุม   เฉลยทรัพย์

        โทร.081-939-4692 ,02-6689342

          http://www.dusitpoll.ac.th
 
 
  โพล : ความมั่นใจต่อ “เสถียรภาพ” ฝ่ายรัฐบาลและ           ฝ่ายค้าน ในสายตาประชาชน (จำนวน 2 แผ่น)

     * ส่งข่าววันอาทิตย์ที่ 10  มกราคม 2553
 
  
        

โดย SIAM1932

 

กลับไปที่ www.oknation.net