วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตอบ Tag เพลงลูกทุ่งรับเดือนแห่งความรัก - เคียงเรียม (ไพรวัลย์ ลูกเพชร)


ผมได้รับ Tag  เพลงลูกทุ่งรับเดือนแห่งความรักจากบล็อกเกอร์ Bhirisa  ในระหว่างที่ต้องเดินทางออกจากบ้านพักในกรุงเบอร์ลินมาปฏิบัติงานต่างเมืองและต่างประเทศเป็นเวลาเกือบเดือน

น้องเขาถามอย่างเกรงใจเสียด้วยว่า  “เดือนนี้มีอะไรเขียนหรือยังอ่ะ ... ยังไงรับ Tag แตนหน่อยก็แล้วกัน”

แล้วจะถามไปใยกัน ... เจ้าแตน

เรื่องที่ตั้งใจจะเขียนประจำเดือน ก.พ. ๕๓  มีอยู่ ๑ เรื่อง  เป็นเรื่องประสบการณ์ของการทำงานเมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา  แล้วทำให้เกิดมุมมองที่สำคัญทางศาสนาพุทธ  แต่ขอพับเก็บเรื่องที่เคยตั้งใจจะเขียนไว้ก่อนดีกว่า 

ขอร่วมเทศกาล Tag  ของชาวบางโอเคก่อนที่ตลาดจะวายลงเสียก่อน

เมื่อพูดถึงเพลงประเภทนี้แล้ว  โดยส่วนตัวแล้ว  ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า  มันอยู่ในสายเลือดของผม  ด้วยความที่ผมเป็นเด็กลูกทุ่งขนานแท้  เติบโตและใช้ชีวิตมาจากท้องทุ่งนาแห่งเมืองกรุงเก่า  เรียกว่าเกิดมาก็ได้ยินแต่เพลงประเภทนี้เป็นหลัก

นักร้องลูกทุ่งคนโปรดของผมตั้งแต่ยังพอจำความได้คือ คุณเพลิน พรมแดน 

การฟังเพลงลูกทุ่งสมัยเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วของผม  มาจากแหล่งเดียว คือ วิทยุทรานซิสเตอร์ซึ่งใช้ถ่านไฟฉายเป็นแหล่งพลังงานหลัก

วงดนตรีเพลิน พรมแดน เคยมีรายการวิทยุเป็นของตนเอง  และผู้จัดรายการคือ คุณเตียง เพียงใจ  เวลาออกอากาศน่าจะประมาณบ่ายโมงถึงบ่าย ๒ โมง  เปิดเพลงคุณเพลินฯ เป็นหลัก  ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะได้ฟังเสียงคุณเพลินฯ  มาจัดรายการด้วยตนเอง

สปอนเซอร์หลักเจ้าหนึ่งเห็นจะเป็น ส.สะพานมอญ

ตอนเป็นเด็กผมคลั่งไคล้และชอบคุณเพลินฯ อย่างหนัก   เคยไปดูหนังกลางแปลงเรื่องหนึ่ง (จำชื่อหนังไม่ได้แล้ว) แถวบ้าน  มีคุณเพลินฯ แสดงด้วย  และในบทภาพยนต์ คุณเพลินฯ ได้เสียชีวิตลง

ผลปรากฎว่า  ผมร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรด้วยความเสียใจ  นึกว่าคุณเพลินฯ นักร้องในดวงใจเสียชีวิตลงจริง ๆ

เข้าใจว่าตอนนั้นคงจะเด็กเอามาก ๆ จนแยกแยะไม่ออกว่า  อะไรคือเรื่องจริง อะไรคือการแสดง  กลายเป็นประเด็นให้พี่สาวและญาติ ๆ เอามาล้อเลียนผมจนโต

ไม่น่าเชื่อผมสามารถร้องและจำเพลงเขาได้เกือบหมด  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเนื้อเพลง  และไม่มีเทปหรือซีดีให้ฟังซ้ำเหมือนสมัยนี้

แต่บทเพลงของคุณเพลินฯ ที่ผมชอบฟัง คือ  เพลงร้องสมัยเก่า  มากกว่า เพลงพูดสมัยใหม่ที่แทรกมุขตลกเข้าไปด้วย

ผมมีโอกาสได้เข้าชมการแสดงของวงดนตรีเพลิน พรมแดน จำนวน ๒ ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้น ป. ๓  โดยพี่สาวคนที่ ๓  ซึ่งเป็นพยาบาลประจำ รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน เป็นคนพาไปดู ที่วัดมะกอก (ซอยข้าง ๆ รพ.พระมงกุฎเกล้า)

ครั้งที่สองเมื่อตอนอยู่ชั้น ม. ๓  โดยไปดูกับเพื่อน ที่ รร.บางปะอินราชานุเคราะห์

นอกจากคุณเพลิน พรมแดนแล้ว  ผมก็ยังชอบฟังเพลงลูกทุ่งจากนักร้องคนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น กังวาลไพร ลูกเพชร, ชาย เมืองสิงห์,  ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, สุรพล สมบัติเจริญ, ทูล ทองใจ ฯ

เรียกว่าฟังได้หมด

เมื่อครั้งที่ผมเขียนบล็อกใหม่ ๆ ก็ได้นำเพลงลูกทุ่งมาลงไว้อยู่หลายเพลงเหมือนกัน เช่น

ชมสวน ... ชาย เมืองสิงห์  เมื่อ ๒๑ ก.พ. ๕๐  (ศิลปินแห่งชาติปี ๓๘  มีไม้ดอก/ไม้ประดับอะไรบ้างในสวน)
นางรอง ... ทูล ทองใจ  เมื่อ ๑ เม.ย. ๕๐  (บรมครูผู้ปั้น ทูล ทองใจ)
ลูกแก้วเมียขวัญ ... สุรพล สมบัติเจริญ เมื่อ ๒๖ มิ.ย. ๕๐

นอกจากชอบฟังเพลงลูกทุ่ง  ผมยังชอบร้องเพลงลูกทุ่งเอามาก ๆ ด้วยในสมัยเป็นเด็ก

หากให้ประเมินผลงานการร้องเพลงของตัวเองอย่างไม่เข้าข้างใคร  น่าจะสรุปได้ว่า

ผมน่าจะได้คะแนนสูงสุดจากความกล้าร้องโดยไม่เกรงใจหูคนฟัง  (คงเพราะใจรัก) ... ส่วนคะแนนด้านอื่น ๆ ประเมินค่ามิได้  (เพราะหาที่ให้คะแนนไม่เจอ)

ความทรงจำที่แม้จะเลือนลางไปบ้างสำหรับการขึ้นเวทีร้องเพลงลูกทุ่งในที่สาธารณะ (มีผู้ชมตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป) มีอยู่ ๓ ครั้ง

ครั้งแรก คือ  การร้องเพลง “สาละวันรำวง”  ของคุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ  ศิลปินแห่งชาติ ... บทเพลงที่เริ่มต้น (อินโทร)  ด้วยเสียงแคน แล้วต่อด้วยเสียงเอื้อนสำเนียงอิสาน

สาละวันรำวง - ไวพจน์ เพชรสุพรรณ

โอ่..โอ้.เอ๊ย..แล้วกันโอ๊ย   เอ..นั่น แหละ หน่าย
น้อยอ้อนแอ้นแม่นมิ่งสาวสวรรค์สาละวัน ตาคมสง่าสม แท้น้อ น้อง
เตี้ยลง สาละวันเตี้ยลง  เตี้ยลง สาละวันเตี้ยลง  เตี้ยลงก่อน สา ละวันเอ๊ย.เอย
เตี้ยลงแล้ว ฟังพี่สิ แอ่วเพลง ฯ

โดยเนื้อเพลงนี้ได้กล่าวถึงอาการลุกขึ้น,  เดินหน้า,  ถอยหลัง  แต่สิ่งที่นักร้องอย่างผมได้รับเสียงชื่นชมอย่างเกรียวกราวจากผู้ชม (ในบ้าน) คือ  ร้องไป  เต้นไป ตามเนื้อเพลงทุกประการ

ครั้งที่สอง คือ  เพลง “อยากดัง  เป็นเพลงของ คุณกังวาลไพร ลูกเพชร 

อยากดัง ทำไมถึงอยากดัง  อยากดัง ทำไมถึงอยากดัง
โอ..โอ๊ะโอโอ๊ะโอโอโอ่  โอ๊ะโอโอโอ่โอโอ๊   โอโอ๊ะโอโอะโอย
มนุษย์เรานี้ มักจะมีเรื่องแปลก ๆ  กลัวโลกจะแตก กลัวฟ้าก็จะพัง
พูดถึงคนไทย นั้นมีหลายชนิด บ้างอยากพูดอังกฤษ เรียนแบบฝรั่ง
เสียงยู ๆ ไอ ๆ ภาษาไทยลืมสิ้น  ข้าวมีไม่ยักกิน ดันไปกินขนมปัง ฯ

ผมจำได้แม่นยำว่าเพลงนี้  ผมร้องในโบสถ์หลังเก่าที่วัดใกล้ ๆ บ้าน  ที่มาก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ  หลวงตาองค์หนึ่งซึ่งสนิทกับพ่อ อยากเห็นความสามารถของลูกพ่อด้วยตา  จึงขอให้ผมร้องเพลงให้ฟัง  ซึ่งพ่อเองก็สนับสนุนอย่างเต็มที่  ผมก็เลยเป็นเด็กที่เริ่มดังในแถวนั้นเพราะร้องเพลง “อยากดัง”  อย่างไม่อายใคร แม้ในโบสถ์ในวัด   โตขึ้นมาก็เห็นคนร้องเพลงในโบสถ์อยู่ถมไป  เพียงแต่คนละศาสนาเท่านั้นเอง

ทั้งสองเพลงที่ว่ามา  ผมร้องโชว์ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน

ครั้งที่สาม  จำชื่อเพลงไม่ได้แล้วครับ  แต่คิดว่าโตกว่าการแสดงโชว์ใน ๒ ครั้งก่อนนิดหน่อย  น่าจะราว ป.๑ หรือ ป.๒   เป็นการร้องใส่ไมค์เป็นครั้งแรก  รู้สึกว่าจะเป็นงานบวชลูกชายผู้ใหญ่บ้าน  ต้องถือว่าเป็นรายการพิเศษนอกกำหนดการของงาน  คุ้น ๆ ว่ามีคนยุให้ผมออกไปร้องเพลง  เดาเอาว่าคงมีคนที่เขาพอจะทราบกิตติศัพท์ในเรื่องความกล้าแสดงออกของผมมากกว่า ซึ่งผลงานการร้องเพลงของผมในครั้งนั้น  เป็นอย่างไรมิอาจประเมินได้  รู้แต่เพียงว่า  มีคนฟังเยอะทีเดียว  และก็ได้เงินรางวัลจากแขกในงานท่านใดก็ไม่ทราบได้  จำนวน ๕ บาท  ซึ่งมากมายจริง ๆ ในตอนนั้น

พอโตขึ้นมาหน่อย  ก็ฟังเพลงลูกทุ่งร่วมสมัยอย่าง คุณยอดรัก สลักใจ, คุณสายัณห์ สัญญา, คุณศรชัย เมฆวิเชียร เป็นต้น  รวมทั้งชอบฟังเพลงของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในตอนหลัง ๆ อีกด้วย

การฟังเพลงลูกทุ่งของผม  ไม่แน่ใจว่าจะแปลกไปจากคนอื่นหรือไม่  กล่าวคือ  ผมจะไม่ชอบฟังเพลงที่นักร้องคนเดิมเอาเพลงของตนเองมาร้องใหม่   เนื่องจากมันไม่ได้ความรู้สึกเดิม  แม้คุณภาพของเสียง (ดนตรี) จะดีขึ้นกว่าเดิมก็ตาม  ผมยังชอบฟังเวอร์ชั่นเก่าสมัยที่อัดใส่แผ่นเสียง แม้จะมีเสียงครืดคราด รบกวนบ้างก็ตาม

แต่หากนักร้องที่นำเอาเพลงลูกทุ่งเก่ามาร้องใหม่  ก็ต้องคนนี้เลย  คุณยอดรัก  สลักใจ  ผมชอบฟังเพลงเก่าที่นำมาทำดนตรีและร้องใหม่โดยคุณยอดรักฯ พอ ๆ กับเพลงต้นฉบับเลยทีเดียว  แถมบางเพลง  ยังชอบที่คุณยอดรักฯ ร้องมากกว่าด้วยซ้ำไป

มาห่างหายจากเพลงลูกทุ่งไปบ้างก็ตอนมาศึกษาต่อในเมืองหลวง  เพราะเริ่มฟังเพลงสตริงอย่างวงแกรนด์เอ็กซ์,  ชาตรี,  แมคอินทอช ฯ รวมทั้งเพลงสากลอย่างวง The Beatles, Cliff Richard

แต่อย่างว่า  สิ่งใดที่มันถูกปลูกฝังเข้าไปในสายเลือดแล้ว  แม้เวลาจะผ่านพ้นไปนานเพียงใด  สิ่งนั้นก็ไม่ได้จางหายไปแต่อย่างใด อย่างเช่น ความรักในเพลงลูกทุ่ง  ยิ่งกลับรู้สึกรักและอยากอนุรักษ์ให้อยู่คู่สังคมไทยตราบเท่านาน

เมื่อปีที่แล้วนี้เอง  ขณะที่กำลังสอนน้องเอม ลูกสาวคนเล็ก ร้องเพลง “ช้าง ช้าง ช้าง”  จิตกลับประหวัดไปถึงเพลง  “รักเธอเท่าช้าง”  ของเพลิน พรมแดน  ศิลปินคนโปรดของผม  ซึ่งในท่อนสร้อยจะมีคำร้องที่เหมือนกัน

รักเธอเท่าช้าง - เพลิน พรมแดน

(สร้อย) ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง  น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า 
ช้างมันตัวโตไม่เบา  จมูกยาวยาวเรียกว่างวง 
มีเขี้ยวใต้งวงเรียกว่างา  มีหูมีตาหางยาว

พี่รำพันหัวใจใฝ่ฝันถึงนงเยาว์  สุดบรรเทาหลงรักนงเยาว์เท่าช้าง
อย่าทำ เอิงเอ่ย เมินหมาง  อย่าชังตัวพี่เสียก่อน
เกี้ยวไม่เป็นจงเห็นใจด้วยบังอร  ใช่มารยาหรือมากะล่อน
หัวใจมันวอนว่ารักเธอเท่าช้าง ฯ

ห่างบ้านเกิดเมืองนอนมาไกลถึงขนาดนี้  ไม่มีโอกาสไปเดินหาเพลงเก่า ๆ ก็เลยลองใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์

ค้นไปค้นมา  ไปเจอเวปไซต์ที่รับฝากเพลงและให้ดาวน์โหลดมาฟังได้โดยบังเอิญ  ไม่เสียเงินอีกด้วย ... ขอบคุณจริง ๆ

นอกจากเพลง “รักเธอเท่าช้าง”  ที่ผมสามารถเสาะแสวงหามาให้ลูกสาวฟังแล้ว  ผมยังเจอเพลงเก่าของคุณเพลิน พรมแดน  ที่ไม่มีวางขายตามท้องตลาด  และผมไม่เคยได้ฟังอีกเลยในห้วงเวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐ – ๓๐ ปี

มันเหมือนกับเจอของรักมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต  ซึ่งผมเองก็ไม่ได้เหลือความหวังว่าจะได้เจอกันอีกแล้วในชาตินี้

นี่คือตัวอย่างของเพลงดังกล่าว

“ขี่ควายชมจันทร์”
... ข้างขึ้นเดือนหงาย  ขี่ควายไปชมจันทร์   บ้านนาของฉัน  พระจันทร์ดวงกลมน่ามอง

“ขายตึกซื้อนา”
...  พี่เป็นชาวกรุง  มุ่งหน้ามาแต่ทางไกล  พกเงินจะมาหาซื้อนาไร่  เอาไว้เป็นที่ทำกิน

และผมก็ตั้งชื่ออัลบั้มเพลงเหล่านี้ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวว่า  “เพลงไม่มีขาย”

มาทำงานอยู่เยอรมนี  การได้ฟังเพลงคลาสสิกหรือเพลงสากลคงไม่ใช่เรื่องแปลก ... แต่การนั่งรถสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า S-Bahn /U-Bahn ไปทำธุระในเมืองใหญ่อย่างเบอร์ลินหรือมิวนิค  แล้วใส่หูฟังเปิดเพลงลูกทุ่งไทยจากเครื่องโทรศัพท์นี่สิ  ให้ความรู้สึกดี ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

ท่านผู้อ่านพอจะวาดภาพบรรยากาศของการฟังเพลงลูกทุ่งอย่าง “มนต์รักลูกทุ่ง” ของไพรวัลย์ ลูกเพชร หรือเพลง “ชมทุ่ง" ของเพลิน พรมแดน  ระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่ใจกลางเมืองมิวนิค บริเวณจตุรัสมาเรียนพลัซท์  หรือบนถนน Ku’Damm ในเบอร์ลิน ได้ไหมครับ

มันเหมือนเป็นสิ่งย้ำเตือนกับตัวเองว่า  ความเจริญหรือศิวิไลซ์ด้านวัตถุสักปานใด  ก็มิอาจพรากความรัก ความคิดถึง  ความสงบเงียบแห่งธรรมชาติของท้องทุ่งนา ป่าเขา ในแผ่นดินเกิด ที่แฝงอยู่ในกลิ่นไอของเพลงลูกทุ่งได้เลย

และเพลงที่ผมใช้กล่อมลูกทั้งสองของผมเวลานอนตั้งแต่เล็กจนโตถึงทุกวันนี้ผมก็ใช้เพลงลูกทุ่ง  เพลงนั้นมีชื่อว่า  “กล่อมน้องนอนนอนเปล”  ของคุณชาย เมืองสิงห์  ศิลปินแห่งชาติ

ผมชอบเนื้อร้องเพลงนี้จริง ๆ

กล่อมน้องนอนเปล
คำร้อง/ทำนอง/ร้อง
:  สมเศียร  พานทอง  (ชาย  เมืองสิงห์)

ย่ำค่ำสายัณห์ตะวันรอน  สกุณาต่างกลับคอนถิ่นพงไพร
คาบข้าวมาเผื่อคาบเหยื่อมาให้  ลูกน้อยกลอยใจที่นอนรอ

ศัพท์สำเนียงเสียงกาเร้า  อากาศก็แสนหนาวเสียจริงหนอ
ขวัญเอยออดอ้อนเจ้านอนรอ  คนกล่อมเรือนหออยู่รำไร ฯ

กินข้าวเสียก่อนอย่านอนเลยหนา  ตะวันจะทับตาน้องรู้ไหม
เดี๋ยวปวดหัวตัวร้อนนอนจับไข้  พอเข้าไต้เข้าไฟโบราณเตือน
พอนาฬิกาละบอกเวลาสามทุ่ม  กลุ่มควันไฟที่สุมเริ่มลางเลือน
เชิญเถิดขวัญแม่อย่าได้แชเชือน  เชิญแม่ขวัญเรือนสู่ห้องนอน
พี่จะกล่อมละกล่อมน้องนอนเปล  ละฟังเสียงชายเห่อย่าออดอ้อน
อุตส่าห์อดตาหลับละนั่งขับตานอน  ให้มิ่งขวัญงามงอนนอนสบาย
เอ้าโอละเห่ ชะโอละหึก  ทึกวันคืนดื่นดึกไม่แหนงหน่าย
นอนนะคนดีละพี่ไม่หนีไปไหน  จะโอบอุ้มคุ้มภัยไม่ให้พาล
ถึงยุงจะกัดจะคอยพัดละคอยวี  คอยแนบนวลเนื้อนี้ให้นาน นาน
ละดื่มด่ำพร่ำพลอดยอดเยาวมาลย์  ละให้เป็นยอดสงสารผู้คลอเคลีย
ก๊อดแก ก๊อดแก ไยขวัญแม่ไม่หลับ  ประเดี๋ยวตุ๊กแกกินตับหลับตาเสีย
พี่ง่วงเหงาหาวนอนชักอ่อนเพลีย  ใจคอละเหี่ยโหยโรยแรง
เพราะตอนกลางวันละพี่ดั้นด้นมา  เดินผ่านละทุ่งนาดินแตกระแหง
สะดุดหัวขี้แตจนหัวแม่เท้าแพลง  นี่จวนจะค่อนแจ้งไยไม่นอน
วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ปลูกข้าวโพดสาลี  นอนเสียนะคนดีอย่าแสนงอน
เอ้าปิดประตูล่ะเคียงคู่นางนอน  ขวัญเอยขวัญอ่อนพรุ่งนี้จะนอนกลับใคร

แต่ผมได้แปลงเนื้อร้องบางตอนให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงระหว่างเราพ่อ-ลูก
เปลี่ยนจาก พี่ เป็น พ่อ
,  เปลี่ยนจาก “น้อง” เป็น “เอิร์ธ” หรือ “เอม”
หากกล่อมลูกชายก็ใช้คำว่า  “พ่อขวัญเรือน”

ส่วนท่อนที่ว่า
เพราะตอนกลางวันละพี่ดั้นด้นมา  เดินผ่านละทุ่งนาดินแตกระแหง
สะดุดหัวขี้แตจนหัวแม่เท้าแพลง  นี่จวนจะค่อนแจ้งไยไม่นอน
ก็แปลงเป็น
เพราะตอนกลางวันละพ่อทำงานมา  มุ่งมั่นหนักหนาไม่หน่ายแหนง
ด้วยสำนึกในแผ่นดินแม่ไม่เปลี่ยนแปลง  นี่จวนจะค่อนแจ้งไยไม่นอน

ผมเองไม่ได้คาดหวังว่าลูกทั้งสองคนของผมจะซึมซับเอาสิ่งที่ผมได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดสักเท่าใด  แต่อย่างน้อยผมอยากให้เขาได้รับรู้ไว้บ้างว่า

การที่เขามีโอกาสได้มาเผชิญโลกกว้างในเยอรมนีเป็นเวลา ๓ ปี  มีโอกาสได้เล่นหิมะ  ได้เรียนรู้สิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ต่างจากบ้านเรานั้น  ต้นตระกูลและรากเหง้าเขามาจากท้องทุ่ง ท้องนา  กลิ่นโคลนสาบควาย  และละอองข้าว

ผมได้อ่านเรื่องราวดี ๆ โดยเฉพาะประวัติของนักร้องเพลงลูกทุ่งจาก บล็อกเกอร์คันทรี่แมน ในโอเคเนชั่นแห่งนี้  รวมทั้ง ได้หมายเลขโทรศัพท์คุณเพลิน พรมแดน จากบล็อกเกอร์ท่านดังกล่าวด้วย 

และโดยบังเอิญอีกเช่นกันว่าผมได้เห็นมิวสิควีดิโอของคุณเพลินฯ บนยูทูป ที่ขึ้นเวทีของคนเสื้อแดง

ไม่รู้เหมือนกันว่า  อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง (คนละขั้ว)  ระหว่างศิลปินที่ผมชื่นชอบกับตัวผมเอง  มันจะไปกันได้ไหม ... แต่ความรู้สึกขณะนี้คือเฉย ๆ

วกกลับมาถึงการตอบ Tag เพลงลูกทุ่งรับเดือนแห่งความรัก 
ผมสารภาพว่าเลือกเพลงได้ยากจริง ๆ เพราะมีอยู่เยอะมาก  คือ ชอบเกือบทั้งนั้น

อย่ากระนั้นเลย  ผมขอเลือกเพลงที่หาฟังไม่ได้ง่าย ๆ มาฝากดีกว่า  นั่นคือเพลง  “เคียงเรียม”  ซึ่งขับร้องโดยคุณไพรวัลย์  ลูกเพชร  นักร้องลูกทุ่งที่โด่งดังสุดขีดกับบทเพลง  “มนต์รักลูกทุ่ง”

เคียงเรียม
คำร้อง/ทำนอง :  จวงจันทร์ จันทร์คณา (พรานบูรพ์)
ร้อง
:  ไพรวัลย์  ลูกเพชร

เลียบฝั่งคลองมองละเมาะหมู่ไม้
สายน้ำไหลเหนี่ยวโน้มใจให้น่าเพลินมอง
มองขอบฟ้าครอบทุ่ง  ทิวแลรุ้งแดดส่อง

ลมพัดตองยอดโย้โยนเอน

ใจพี่ยังเปลี่ยวนัก  มองหารักไม่เห็น 
นึกหนักใจยิ่งเต้น  เหลือจะเข็นรักใคร
หากบุญได้เดินใกล้เคียงเรียม

เนื้อหาของเพลงนี้ ... ขนาดเปลี่ยวใจ  ขาดคนรัก  แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเลย  ขอแค่เพียงได้เดินข้าง ๆ สาวที่หมายปองก็นับว่าเป็นบุญแล้ว

ช่างถ่อมตน  และเจียมเนื้อเจียมตัวเสียยิ่งนัก  หนุ่มลูกทุ่ง ...............

ตามกฎของการ Tag ผม จะต้องหาเหยื่อรายต่อไปตามกติกา  แต่เนื่องจากผมมีความจำเป็นต้องเดินทางมาปฏิบัติงานห่างจากบ้านเป็นเวลาเกือบเดือน  จึงทำให้ไม่มีเวลาไล่อ่านเรื่องราวของสมาชิกในบางโอเคว่าใครเขียนเรื่องอะไรไว้บ้าง

เอาไว้หาเจอแล้ว  จะทำการ Tag ต่อภายหลังนะครับ

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net