วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แพนงเชิง-พนัญเชิง-ไก่พะแนง


                        แพนงเชิง – พนัญเชิง – ไก่พะแนง

            ชื่อวัดพนัญเชิง ที่อยุธยานั้น   เสียงเลือนมาจากคำว่า “แพนงเชิง” ที่แปลว่า  “การนั่งขัดสมาธิ”

            ส่วนอาหารที่ทุกวันนี้เรียกว่า “แกงพะแนง” นั้น   แปรเปลี่ยนมาจาก “ไก่พะแนง”  ซึ่งไม่ใช่แกง   แต่เป็นการย่าง

            ทั้งหมดนี้  พลตรี ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ใน “สยามรัฐหน้า ๕” ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2515

            เนื้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้

            “ผมได้อ่านบทความเรื่องวัดเจ้าจอมมะยง  โดยคุณประพิน  วงษ์หงส์   ในหนังสือชาวกรุง ฉบับประจำเดือนกันยายนนี้  เล่าถึงเรื่องประวัติวัดพระนมมะยง  ซึ่งบัดนี้เรียกกันว่าวัดพนมยง  น่าอ่านน่ารู้มาก  แต่ไปสะดุดใจอยู่ในข้อเขียนตอนหนึ่งว่า

            “ส่วนวัดพระนมมะยงนั้น  กาลเวลาและการเรียกขานกันอย่างสะดวกปาก  ทำให้สำเนียงเพี้ยนไปเป็นวัดพนมยง

            เช่นเดียวกับวัดทุ่งวัวลำพอง  เป็นหัวลำโพง

            วัดพระนางเช็งหรือวัดพระนางเชิง  กลายเป็นวัดพนัญเชิง”

            ผมไปสะดุดใจเอาที่ชื่อวัดหลังนี้  ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าชื่อวัดนี้มาจากชื่อเรียกว่าวัดพระนางเช็ง

            พระนางเช็งนั้น  ชื่อออกจะเป็นจีนอยู่  ผมไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด  แต่คงจะเป็นคน ๆ เดียวกับนางสร้อยดอกหมาก  ลูกสาวพระเจ้ากรุงจีนซึ่งมีตำนานเล่ากันว่ามาเรือล่มที่หน้าวัดหรืออะไรทำนองนั้น

            รู้สึกว่าจะเป็นนิยายปรัมปราเต็มที

            พระเจ้ากรุงจีนในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยานั้น  เป็นผู้มีอำนาจวาสนาเหลือล้น  ใคร ๆ ก็เกรงขาม  เหมือนกับประธานเมาเซตุงในสมัยนี้  คงจะไม่ปล่อยให้ลูกสาวลงเรือสำเภามาเมืองไทยง่าย ๆ 

            หรือถึงจะมา  คนที่มาด้วยก็คงไม่ปล่อยให้สำเภาที่มีลูกสาวพระเจ้ากรุงจีนโดยสารมานั้นล่มลงง่าย ๆ

            ผมเข้าใจว่าชื่อวัดนั้น  คงจะมาจากนามของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัด

            พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาบอกไว้ชัดว่า  พระพุทธรูปองค์นี้มีนามว่า  “พระเจ้าแพนงเชิง” สร้างขึ้นเมื่อก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา  เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยองค์หนึ่ง  และยังบริบูรณ์งดงามดีอยู่จนถึงทุกวันนี้

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2493 ให้ความหมายของศัพท์ “แพนงเชิง” ไว้ว่า

            การนั่งขัดสมาธิ

            ผมออกจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและเชื่อถือตามนั้น

            ทำไมจึงเรียกพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้นว่าพระเจ้าแพนงเชิง      

        ที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะเหตุว่า  พระเจ้าแพนงเชิงเป็นพระพุทธรูปใหญ่องค์แรกในท่าขัดสมาธิ

            คนโบราณสมัยนั้นซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร  ได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ ๆ ไว้มาก  เช่น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดป่าเลไลยก์  จังหวัดสุพรรณบุรี  และพระพุทธรูปศิลาอีกหลายองค์ที่เมืองนครปฐม

            โปรดสังเกตว่าพระพุทธรูปที่กล่าวถึงนี้  เป็นพระนั่งห้อยพระบาททั้งสิ้น

            นอกจากนั้นการสร้างพระพุทธรูปใหญ่ก็มักจะนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปนอน  เช่นพระนอนจักรสีห์  พระนอนป่าโมกข์   ลงมาจนถึงพระนอนที่วัดพระเชตุพนในกรุงเทพ

            จะเป็นเพราะสะดวกกว่าในการก่อสร้าง  และเมื่อสร้างแล้วก็มั่นคงกว่าหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

            แต่พระเจ้าแพนงเชิงนั้นเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในท่านั่งขัดสมาธิองค์แรก  เก่ากว่าองค์อื่น ๆ ทั้งหมด

            เมื่อเป็นองค์แรกเช่นนี้  ก็ย่อมจะต้องตื่นเต้นขนานพระนามเอาไว้ว่าเจ้าแพนงเชิง  หรือพระเจ้านั่งขัดสมาธิ

            คำว่าแพนงเชิงนั้น  ถ้าจะแปลให้ชัดก็ต้องแยกศัพท์ออกเป็นสองคำ คือพะแนง คำหนึ่ง  และเชิงอีกคำหนึ่ง

            พะแนงแปลว่าขัด

            ส่วนเชิงแปลว่าเท้า

            แพนงเชิงจึงแปลว่าขัดเท้าเข้าด้วยกัน  คือนั่งสมาธินั่นเอง

            ไหน ๆ ก็พูดเรื่องคำนี้กันแล้ว  ก็จะต้องขอพูดต่อไปถึงไก่พะแนง

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน บอกไว้ว่าอย่างนี้

            พะแนง  น. แกงคั่วเป็ด หรือไก่ เป็นต้น  มีเนื้อชิ้นโต ๆ  น้ำแกงข้น

            ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

            ใครก็ตามที่เขียนคำอธิบายศัพท์นี้แล้วไปประวิสรรชนีย์ท้ายตัว พ.  ทำให้เกิดเป็นคำขึ้นอีกคำหนึ่งนั้น  ไม่เคยกินไก่พะแนงแบบดั้งเดิม

            คนไทยโบราณนั้นใช้ไก่ทั้งตัวทำเป็นไก่พะแนง  เอาน้ำพริกแกงซึ่งไม่ใช่แกงคั่ว  เพราะมีถั่วลิสงตำละเอียดปนอยู่ด้วย  ผสมกับหัวกะทิ  ทาไก่ทั้งในและนอกแล้วเอาขึ้นย่างไฟ  ระหว่างที่ย่างนั้นก็ใช้น้ำพริกผสมหัวกะทิคอยประพรมและทาไปจนกว่าไก่จะสุก

            ไก่ทั้งตัวนี้พับท่อนขาซึ่งอาจจะรวมทั้งเท้าไก่ด้วยเข้าไปไว้ในท้อง  แบบเดียวกับที่ฝรั่งย่างไก่

            คำว่าพะแนงในที่นี้จึงตรงกับคำว่าพะแนงในแพนงเชิงนั้นเอง

            แปลว่าพับขาหรือเอาขาขัดเข้าไว้ในท้อง

            ต่อมาการทำไก่พะแนงแบบนั้นอาจไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวงเพราะต้องกินเวลานานมาก  จึงได้ยักย้ายเปลี่ยนมาเป็นเป็ดหรือไก่สับชิ้นโต ๆ เอาลงผัดกับเครื่องแกงและกะทิในกระทะหรือหม้อ  กลายเป็นไก่พะแนงหรือเป็ดพะแนงอย่างที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน

            พะแนงเนื้อก็มีกินในทุกวันนี้  และเนื้อนั้นก็หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่นเดียวกับแกงเผ็ด  ผิดกันแต่เครื่องน้ำพริกเท่านั้น”

โดย ทองแถม-นาถจำนง

 

กลับไปที่ www.oknation.net