วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทัศนคติเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของนักฟิกส์โลก นามว่า "ไอน์สไตน์"


   เป็นเวลาหนึ่งศตวรรษแล้วนับตั้งแต่การจากไปของ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่และเลื่องชื่อชาวเยอรมัน ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาโฟโตอิเล็กตรอน แต่สำหรับทฤษฎีสัมพัทธภาพ คงเป็นแค่ทฤษฎ๊ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเพียงเท่านั้นว่า เขาคือ "อัจฉริยะระดับโลก" ที่หาใครมาเทียบเทียมยากยิ่งแท้เลยทีเดียว

  ครับแม้ว่า ไอน์สไตน์ จะเป็นนักฟิสิกส์ผู้ใฝ่หาแต่ความจริงจากวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ท่านผู้อ่านรู้หรือเปล่าครับว่า ท่านผู้นี้ ท่านให้ความสนใจกับพระพุทธศาสนามากเลยทีเดียว นับตั้งแต่ท่านคิดเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อศาสนาพุทธนั้น นับว่า อัจฉริยะผู้นี้ได้ยอมรับกลายๆไปแล้วว่า เป็นศาสนาที่ไม่เหมือนศาสนาอื่นใดๆในโลก ดังคำกล่าวที่ปรากฏในบทความที่ท่านได้เขียนไว้ดังนี้ครับ

    "ศาสนาแห่งอนาคต จะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล ศาสนาซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ หากมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ ศาสนานั้นคือ "ศาสนาพุทธ"

   "ศาสนาพุทธมีคุณลักษณะอย่างที่เราคาดหวังจะให้เป็นศาสนาแห่งจักรวาล ศาสนาพุทธไม่ยึดติดกับพระเจ้า ไม่ส่งเสริมความเชื่ออย่างงมงาย ไม่เกี่ยวข้องกับเทววิทยา ศาสนาพุทธเกี่ยวพันกับธรรมชาติและจิตวิญญาณ เป็นศาสนาที่มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ของสรรพสิ่งทั้งธรรมชาติและจิตวิญญาณ โดยถือว่าเป็นองค์รวมเดียวกันอย่างมีความหมาย"

นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังได้กล่าวไว้เกี่ยวกับทัศนะศาสนาที่แท้จริงไว้ว่า

   "ศาสนาที่แท้จริงต้องไม่วางอยู่บนความกลัวของชีวิต ความกลัวตายและศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา  แต่ต้องวางอยู่บนด้วยความพากเพียรตามความรู้ที่มีเหตุมีผล " และ " การกลัวตาย คือ ความกลัวที่ไม่มีเหตุผลที่สุดในความกลัวทั้งปวง"

และในบางครั้ง ไอน์สไตน์ท่านยังได้เขียนบทความเพื่อเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา เพื่อให้คนได้มองเห็นถึงความจริงของตัวเราด้วย เช่นว่า

   "Why does this applied science,which save work and make life easier ,bring us so little happiness "

  " ทำไม วิทยาศาสตร์ประยุกต์เหล่านี้ ซึ่งทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายและทำงานง่ายขึ้น จึงไม่อาจก่อให้เกิดความสุขที่แท้จริงได้"  ฟังๆดู ก็อาจจะจริงนะครับ ทุกวันนี้แล้วท่านล่ะครับ มีความสุขกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของวิทยาศาสตร์บ้างหรือเปล่า ก็อาจจะมีบ้างนะครับ แต่ผมว่า มันก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความอดทนอุตสาหะของท่านมากทีเดียวนะครับ

ไม่เหมือนความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติตามคำสังสอนของพระพุทธเจ้า ไร้ซึ่งพิษภัย และเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขใดๆ นะครับ.. นอกจากนั้น ท่านไอน์สไตน์ ยังลงบทความไว้ว่า

" ความจริงแท้ คือการหยั่งรู้" เพราะอะไรหรือครับ .....ก็เพราะว่า...ขณะที่ท่านกำลังครุ่นคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพอยู่นั้น ....ท่านได้เข้าถึงจุดสมาธินะสิครับ..เพียงแว่บเดียวเท่านั้น..ท่านก็สามารถคิดทฤษฎีนี้ออกมาประกาศให้โลกได้รู้จักเป็นผลสำเร็จ.....แม้แต่ตัวท่านเองยังไม่รู้ว่า ท่านคิดออกได้อย่างไร............และอีกบทความหนึ่งที่ท่านเขียน...ถึงนักฟิสิกส์ในยุคนั้นว่า

   "ภารกิจอันสำคัญยิ่งของนักฟิสิกส์ก็คือ การแสวงหากฎหรือทฤษฎีที่ตรงกับความเป็นจริงแห่งสากลมากยิ่งขึ้น มันไม่มีวิธีการทางคำนวณหรือตรรกศาสตร์ใด ๆที่จะนำไปสู่กฏหรือทฤษฎีสากลเช่นว่านี้ได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายกับ พุทธิปัญญาญาณนั่นเอง"

และยังมีอีกมากเลยนะครับที่ท่านได้กล่าวไว้.....แล้วเดี๋ยวผมจะเอาเว็บไซต์ที่ลงบทความของไอน์ไสตน์ ที่พูดถึงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานี้..มาลงให้ท่านผู้อ่านนะครับ ....เจอกันครั้งหน้าครับ ...

ตรุษจีนนี้ ขอให้มีความสุข ร่ำรวยกันทุกท่านนะครับ...สวัสดีครับ...

โดย อนันตปัญญา

 

กลับไปที่ www.oknation.net