วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดือนแห่งความรัก....ดี


ปิยโต ชายตี โสโก   ปิยโต ชายตี ภยํ  ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยนฺตีติ

ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีโศก  ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีภัย เมื่ออยู่เหนือรักเสียได้ โศกก็หาย ภัยก็สิ้น

ขุ.ธ.๒๕/๒๖/๔๓

ในปัจจุบันนี้ เมืองไทยเราได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมทางตะวันตกมาถือเป็นขนบประเพณีปฏิบัติกันอยู่ในสังคมโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นประการหนึ่ง คือ การกำหนดให้วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์เป็น“วันแห่งความรัก”หรือ“วันวาเลนไทน์” ซึ่งดูจะไม่สอดคล้องกับชีวิตคนไทยที่ส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ที่มิใช้ศาสนาคริสต์ และดูจะมีความหมายสำคัญเป็นพิเศษสำหรับเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว ไปจนถึงหนุ่มสาวที่มีความต้องการทางเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ และวัยที่เหนือกว่าซึ่งยังครองความเป็นโสดโดดเดี่ยวอยู่ รูปหัวใจและดอกกุหลาบสีแดง ซึ่งมีความหมายหรือเป็นสัญญลักษณ์แทนความรัก จึงได้ถูกนำออกเผยแพร่ในรูปบัตรที่สื่อความรู้สึกจากหัวใจของตน โดยจัดพิมพ์จำหน่ายเป็นพิเศษในวันนี้ ด้วยราคาที่ค่อนข้างแพง ทั้งยังมีการนำออกเผยแพร่ทางโครงข่าย Internet อีกส่วนหนึ่งด้วย

ในทางพระพุทธศาสนา ท่านได้จำแนกเรื่องความรักไว้เป็นสองประเภท คือ

๑. ความรักที่เกิดจากกามฉันทะ คือ ความเร่าร้อน ความกระหาย ที่อยากจะได้ในสิ่งที่ตนพึงปรารถนา หากได้ตามใจปรารถนาแล้ว ผู้นั้นก็จะมีความชื่นชมยินดี มีความสุขทั้งกาย และใจ ถ้าต้องประสบกับความผิดหวัง จิตของผู้นั้นจะมีแต่ความโทมนัส เศร้าโศกเสียใจ บังเกิดเป็นความทุกข์กายติดตามมา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายซูบซีดเศร้าหมอง เบื่อโลก เบื่อชีวิต เบื่องานเบื่อการ มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ขาดสติสัมปชัญญะ หาทางเบียดเบียนคู่ต่อสู้ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการผิดศีล หากยังไม่สมปรารถนาอีก บางคนก็อาจจะคิดสั้นก่ออกุศลกรรม สร้างทุกข์โทษให้แก่ตัวเอง คือ การอัตตวินิบาตกรรม และหรือ แก่ผู้อื่นด้วยวิธีการอื่นๆ เท่าที่อกุศลเจตนาจะพาไป
       ถึงแม้ว่า ความรักในลักษณะนี้จะมีส่วนดี คือ ช่วยสร้างสรรค์ความสุขกายสบายใจให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระมัดระวัง ตั้งสติมั่นควบคุมให้อยู่ในขอบเขตมิให้เกินเลยไปจนถึงขั้นแปรสภาพเป็นความหลง หรือ โมหะ ตามคำพังเพยที่ว่า “ความรักทำให้ตาบอด” ทั้งจะต้องรีบเร่งสร้างฐานที่แข็งแกร่งรองรับ คือ ความเข้าใจระหว่างกัน ไว้ตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นแล้ว ความรักนี้ก็จะแปรสภาพเป็นความหึงหวง ขาดสติเกิดโทสะ ซึ่งล้วนแต่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่นำไปสู่การก่อกรรมทำเข็ญเป็นอกุศลกรรมส่งผลเป็นทุกข์โทษให้แก่ตนได้ โดยที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์โลกที่ต้องข้องเกี่ยว สัมผัสรับรู้อยู่กับอารมณ์ต่างๆ อยู่เป็นประจำวัน จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากจะได้มีการศึกษาและปฏิบัติตามสัจจะธรรมคำสอนของพระบรมศาสดามากเพียงพอ จนบังเกิดความรู้ ความเข้าใจว่า สื่อสำคัญที่มีส่วนสร้างสรรค์ มีบทบาท มีอิทธิพลสำคัญที่สร้างอารมณ์รัก ความพึงพอใจขึ้นนี้นั้น ได้แก่ อายาตนะทั้งห้า คือ การรับเอารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ คือ “อนิจจัง” หรือ ความไม่เที่ยงแท้คงทนถาวร กาลเวลา อายุขัย และวัยที่เปลี่ยนไป มีส่วนที่จะบั่นทอนความรัก ความต้องการในลักษณะนี้ลงไปตามลำดับ หากไม่มีความผูกพัน ความเข้าใจระหว่างกัน ความห่วงใยเอื้ออาทรที่ได้สะสมกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่เป็นจุดเริ่มต้นมากเพียงพอ ความเบื่อหน่าย เบื่อหน้าย่อมจะเกิดขึ้นได้ ชีวิตคู่จึงมีอันต้องล่มสลายลงไปก่อนเวลาอันสมควร และเมื่อชีวิตต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ความทุกข์ย่อมจะเกิดขึ้นมาแทนที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรักในลักษณะนี้จึงไม่มีความ จีรังยั่งยืน คงทนถาวร  อย่างไรก็ตาม ความรักในลักษณะนี้เป็นความรักที่เกิดตามธรรมชาติที่เป็นการลำบากยากยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเป็นผล หรือ วิบากของกรรมที่ได้มีขึ้นในอดีตชาติภพ ที่เรียกว่า “บุพเพสันนิวาส” จึงผูกพันให้กลับมาเกิดร่วมกัน ได้พบ และมีจิตรักใคร่ลึกซึ้งผูกพันต่อกัน โดยไม่เลือกความแตกต่างในเรื่องชาติ ศาสนา ฐานะ วัย และวงศ์ตระกูล การมีสติยึดมั่นอยู่ในหลักการของความเข้าใจระหว่างกันดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเหลือให้สามารถหลีกเลี่ยง ขจัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

      ๒. ความรักที่เกิดจากเมตตา ซึ่งมีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์โดยทั่วถ้วนหน้า โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น วัย เวลา สถานที่ และสามารถแผ่กระจายไปได้ทุกหนทุกแห่งอย่างไม่มีขอบเขต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตวิญญาณของมนุษย์ตั้งแต่ต้น ยกเว้นผู้ที่มีความพิการทางสมองซึ่งไม่สามารถกระตุ้นจิตวิญญาณให้เกิดอารมณ์ในลักษณะนี้ขึ้นได้
       คำว่า “เมตตา” หมายถึง ไมตรี ความรัก ความปรารถนาดี ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจดีต่อกัน ความใฝ่ใจ หรือต้องการสร้างเสริมประโยชน์สุขให้แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ ทั้งหลาย เมตตาจัดเป็นธรรมพื้นฐานของใจขั้นแรก ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งทำให้มองกันในแง่ดี หวังดีต่อกัน พร้อมที่จะรับฟัง และเจรจากันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ยึดเอาความเห็นแก่ตัว มีอคติ คือ ความโกรธ ความเกลียด เป็นที่ตั้ง

ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า เมตตาเป็นองค์ธรรมลำดับแรกที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นพรหม หรือ พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้ที่ประเสริฐยิ่ง ผู้ที่ได้สามารถพัฒนาจิตของตนให้ฝังแน่นอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ได้มากเพียงใด ย่อมมีโอกาสจะพัฒนาจิตของตนให้ก้าวเข้าสู่องค์ธรรมอื่นๆ ได้โดยง่าย ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

ผู้ที่มีเมตตาจิตไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน ย่อม เกื้อกูลสร้างความแข็งแกร่งให้แก่องค์ธรรม คือ ศีล ทำให้เกิดสติระลึกรู้ว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดถูกได้มากยิ่งขึ้น ผู้ที่มีความเมตตา ปรารถนาจะช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ย่อมเกื้อกูลให้เกิดความกรุณาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่มีความทุกข์โดยมิได้หวังผลตอบแทน คือ การให้ทานในลักษณะต่างๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือประหัตประหารราคะกิเลส คือ ความโลภ ได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่มีมุทิตาจิต คือ ผู้ที่มีความชื่นชมยินดี หรือ อนุโมทนาเมื่อเห็นบุคคลอื่นมี ความสุข ย่อมสามารถดับกิเลส คือ ความอิจฉาริษยา ซึ่งเกิดจากโทสะ คือ ความโกรธ และ โมหะ คือ ความหลง ลงได้ สำหรับอุเบกขาธรรมนั้น จะทำหน้าที่เสมือนเกราะ หรือ กำแพงปราการ ที่ขวางกั้นมิให้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านทวารต่างๆ เข้ามากระทบถึงจิตได้ จิตจึงได้รับการพัฒนาให้อยู่ในสภาพเป็นกลาง ไม่สั่นสะเทือนหวั่นไหว เป็นอิสระ สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว คือ วางเฉย ไม่รับรู้ในอารมณ์อื่นๆ ซึ่งเท่ากับอาสวกิเลสเครื่องเศร้าหมองต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ถูกดับลงจนหมดโดยสิ้นเชิง ความเป็นอวิชชา หรือ ความไม่รู้ จึงถูกดับลง และเท่ากับเป็นการตัดวงจรชีวิต คือ ปฏิจจสมุปบาท ให้ขาดสะบั้นลงไป
       ความรักที่เกิดจากความเมตตาจึงมีอยู่ในจิตใจของทุกคน นับตั้งแต่การปฏิสนธิซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต จนถึงวันจุติที่เป็นวันสิ้นอายุขัย เป็นความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างญาติพี่น้องมิตรสหาย ระหว่างบุพพการีกับลูกหลาน ระหว่างครูอาจารย์กับศิษย์ ระหว่างหัวหน้า หรือ ผู้ใหญ่ในชุมชน กับ ผู้อ่อนอาวุโสกว่าในชุมชนนั้น รวมทั้งระหว่างสามีซึ่งถือว่าเป็นผู้นำของครอบครัว กับภรรยา และบริวารในครัวเรือน เป็นต้น ความรักในลักษณะนี้จะสร้างความห่วงใยเอื้ออาทร สามารถพัฒนาปลูกฝังลึกในจิตใจให้เจริญเติบโตขึ้นได้โดยง่าย จัดเป็นความรักที่มีความถาวร และสมบูรณ์อยู่ในตัว และเป็นความรักที่เสริมสร้างความสุขทางกายใจ และสร้างสันติสุขให้แก่มวลชนทั้งปวงได้อย่างแท้จริง
       กล่าวโดยสรุป ความรักซึ่งเกิดจากความเมตตาเป็นความรักที่สร้างความสุขให้ได้อย่างแน่นอน เป็นความรักที่สร้างขึ้นได้ไม่ยากทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ต้องลงทุนลงแรงเพราะเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในตัวมาพัฒนา ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในวัยรัก ยังมีความปรารถนาพึงพอใจในกามตัณหา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปนั้น หากได้มีการพัฒนาความรักแบบเมตตาขึ้นควบคู่กันไปตั้งแต่ต้น ย่อมสามารถพัฒนาจิตของตนให้เข้าสู่ความมีสติ สมาธิ และปัญญาได้ ซึ่งจะเป็นเครื่องถ่วงดุลป้องกันมิให้เกิดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความรักที่เกิดจากกามฉันทะได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างความรักที่เคยมีมาในพระพุทธกาล

พระปฏาจาราเถรี


ผู้ระทมทุกข์เพราะความรัก  

เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงพระวินัย

       พระปฏาจาราเถรี เป็นธิดาของมหาเศรษฐีในเมืองสัตถี เมื่ออายุย่างได้ ๑๖ ปี เป็นหญิงมีความงดงามมาก บิดามารดาทะนุถนอมห่วงใยให้อยู่บนปราสาท ชั้น ๗ เพื่อป้องกันการคบหากับชายหนุ่ม

v      ดอกฟ้าได้ยาจก

       แม้กระนั้น เพราะนางเป็นหญิงโลเลในบุรุษ จึงได้คบหาเป็นภรรยาคนรับใช้ในบ้านของตน ต่อมาบิดามารดาของนางได้ตกลงยกนางให้แก่ชายคนหนึ่ง ที่มีชาติสกุลและทรัพย์เสมอกัน เมื่อใกล้กำหนดวันวิวาห์ นางได้พูดกับคนรับใช้ผู้เป็นสามีว่า:-
       “ได้ทราบว่า บิดามารดาได้ยกฉันให้กับลูกชายสกุลโน้น ต่อไปท่านก็จะไม่ได้พบกับฉันอีก ถ้าท่านรักฉันจริง ท่านก็จงพาฉันหนีไปจากที่นี่แล้วไปอยู่ร่วมกันที่อื่นเถิด” เมื่อตกลงนัดหมายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วชายคนรับใช้ผู้เปลี่ยนฐานะมาเป็นสามีนั้น ได้ไปรออยู่ข้างนอกแล้วนางก็หนีบิดามารดาออกจากบ้าน ไปร่วมครองรักครองเรือนกันในบ้านตำบลหนึ่งซึ่งไม่มีคนรู้จัก ช่วยกันทำไร่ ไถนา เข้าป่าเก็บผักหักฟืนหาเลี้ยงกันไปตามอัตภาพ นางต้องตักน้ำตำข้าวหุงต้มด้วยมือของตนเอง ได้รับความทุกข์ยากแสนสาหัส เพราะตนไม่เคยทำมาก่อน

v  คลอดลูกกลางทาง

       กาลเวลาผ่านไป นางได้ตั้งครรภ์บุตรคนแรก เมื่อครรภ์แก่ขึ้นนางจึงอ้อนวอนสามีให้พานางกลับไปยังบ้านของบิดามารดาเพื่อคลอดบุตร เพราะการคลอดบุตรในที่ไกลจากบิดามารดาและญาตินั้นเป็นอันตราย แต่สามีของนางก็ไม่กล้าพากลับไปเพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง จึงพยายามพูดจาหน่วงเหนี่ยวเธอไว้ จนนางเห็นว่าสามีไม่พาไปแน่ วันหนึ่ง เมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้าน นางจึงสั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันให้บอกกับสามีด้วยว่านางไปบ้านของบิดามารดาแล้วนางก็ออกเดินทางไปตามลำพัง เมื่อสามีกลับมาทราบความจากเพื่อนบ้านแล้ว ด้วยความห่วงใยภรรยาจึงรีบออกติดตามไปทันพบนางในระหว่างทาง แม้จะอ้อนวอนอย่างไรนางก็ไม่ยอมกลับ ทันใดนั้น ลมกัมมัชวาต คือ อาการปวดท้องใกล้คลอด ก็เกิดขึ้นแก่นาง จึงพากันเข้าไปใต้ร่มริมทาง นางนอนกลิ้งเกลือกทุรนทุรายเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในที่สุดก็คลอดบุตรออกมาด้วยความยากลำบากเมื่อคลอดบุตรโดยปลอดภัยแล้ว ก็ปรึกษากันว่า “กิจที่ต้องการไปคลอดที่เรือนของบิดามารดานั้นก็สำเร็จแล้ว จะเดินทางต่อไปก็ไม่มีประโยชน์” จึงพากันกลับบ้านเรือนของตน อยู่รวมกันต่อไป

v  สามีถูกงูกัดตาย

       ต่อมาไม่นานนักนางก็ตั้งครรภ์อีก เมื่อครรภ์แก่ขึ้นตามลำดับนางจึงอ้อนวอนสามีเหมือนครั้งก่อน แต่สามีก็ยังคงไม่ยินยอมเช่นเดิม นางจึงอุ้มลูกคนแรกหนีออกจากบ้านไป แม้สามีจะตามมาทันชักชวนให้กลับก็ไม่ยอมกลับ จึงเดินทางร่วมกันไป เมื่อเดินทางมาได้อีกไม่ไกลนัก เกิดลมพายุพัดอย่างแรงและฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก พร้อมกันนั้นนางก็ปวดท้องใกล้จะคลอดขึ้นมาอีก จึงพากันแวะลงข้างทาง ฝ่ายสามีได้ไปหาตัดกิ่งไม้เพื่อมาทำเป็นที่กำบังลมและฝน แต่เคราะห์ร้ายถูกงูพิษกัดตายในป่านั้น นางทั้งปวดท้องทั้งหนาวเย็น ลมฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างหนัก สามีก็หายไปไม่กลับมา ในที่สุดนางก็คลอดบุตรคนที่สองอย่างนาสังเวช
ลูกของนางทั้งสองคนทนกำลังลมและฝนไม่ไหว ต่างก็ร้องไห้กันเสียงดังลั่นแข่งกับลมฝน นางต้องเอาลูกทั้งสองมาอยู่ใต้ท้อง โดยนางใช้มือและเข่ายืนบนพื้นดินในท่าคลาน ได้รับ ทุขเวทนาอย่างมหันต์สุดจะรำพันได้ เมื่อรุ่งอรุณแล้วสามีก็ยังไม่กลับมาจึงอุ้มลูกคนเล็กซึ่งเนื้อ หนังยังแดง ๆ อยู่จูงลูกคนโตออกตามหาสามี เห็นสามีนอนตายอยู่ข้างจอมปลวกจึงร้องไห้รำพันว่าสามีตายก็เพราะนางเป็นเหตุ เมื่อสามีตายแล้ว ครั้นจะกลับไปที่บ้านทุ่งนาก็ไม่มีประโยชน์ จึงตัดสินใจไปหาบิดามารดาของตนที่เมืองสาวัตถี โดยอุ้มลูกคนเล็ก และจูงลูกคนโตเดินไปด้วยความทุลักทุเลเพราะความเหนื่อยอ่อนอย่างหนักดูน่าสังเวชยิ่งนัก


v     หัวใจสลายเพราสูญเสียลูกน้อยทั้งสอง

       นางเดินทางมาถึงริมฝั่งแม่น้ำจิรวดี มีน้ำเกือบเต็มฝั่งเนื่องจากฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา นางไม่สามารถจะนำลูกน้อยทั้งสองข้ามแม่น้ำไปพร้อมกันได้เพราะนางเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น แต่อาศัยที่น้ำไม่ลึกนักพอที่เดินลุยข้ามไปได้ จึงสั่งให้ลูกคนโตรออยู่ก่อนแล้ว อุ้มลูกคนเล็กข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อถึงฝั่งแล้วได้นำใบไม้มาปูรองพื้นให้ลูกคนเล็กนอนที่ชายหาดแล้วกลับไปรับลูกคนโตด้วยความห่วงใยลูกคนเล็ก นางจึงเดินพลางหันกลับมาดูลูกคนเล็กพลาง ขณะที่มีถึงกลางแม่น้ำนั้น มีนกเหยี่ยวตัวหนึ่งบินวนไปมาอยู่บนอากาศ มันเห็นเด็กน้อยนอนอยู่มีลักษณะเหมือนก้อนเนื้อ จึงบินโฉบลงมาแล้เฉี่ยวเอาเด็กน้อยไป นางตกใจสุดขีดไม่รู้จะทำอย่างไรได้ จึงได้แต่โบกมือร้องไล่ตามเหยี่ยวไป แต่ก็ไม่เป็นผล เหยี่ยวพาลูกน้อยของนางไปเป็นอาหาร ส่วนลูกคนโตยืนรอแม่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เห็นแม่โบกมือทั้งสองตะโกนร้องอยู่กลางแม่น้ำ ก็เข้าใจว่าแม่เรียกให้ตามลงไป จึงวิ่งลงไปในน้ำด้วยความไร้เดียงสา ถูกกระแสน้ำพัดพาจมหายไป

v  ทราบข่าวการตายของบิดามารดาถึงกับเสียสติ

       เมื่อสามีและลูกน้อยทั้งสองตายจากนางไปหมดแล้วเหลือแต่นางคนเดียวนางจึงเดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านเรือนของบิดามารดา ทั้งหิวทั้งเหนื่อยล้า ได้รับความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ รู้สึกเศร้าโศกเสียใจสุดประมาณ พลางเดินบ่นรำพึงรำพันไปว่า:-  

       “บุตรคนหนึ่งของเราถูกเหยี่ยวเฉี่ยวเอาไป บุตรอีกคนหนึ่งถูกน้ำพัดไปสามีก็ตายในป่าเปลี่ยว”
นางเดินไปก็บ่นไปแต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้างได้พบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา สอบถามทราบว่ามาจากเมืองสาวัตถี จึงถามถึงบิดามารดาของตนที่อยู่ในเมืองนั้น ชายคนนั้นตอบว่า:-

       “น้องหญิงเมื่อคืนนี้เกิดลมพายุและฝนตกอย่างหนักเศรษฐีสองสามีภรรยาและลูกชายอีกคนหนึ่ง ถูกปราสาทของตนพังล้มทับตายพร้อมกันทั้งครอบครัวเธอจงมองดูควันไฟที่เห็นอยู่โน่น ประชาชนร่วมกันทำการเผาทั้ง ๓ พ่อ แม่ และลูกบนเชิงตะกอนเดียวกัน” นางปฏาจารา พอชายคนนั้นกล่าวจบลงแล้วก็ขาดสิตสัมปชัญญะไม่รู้สึกตัวว่าผ้านุ่งผ้าห่มที่นางสวมใส่อยู่หลุดลุ่ยลงไป เดินเปลือยกายเป็นคนวิกลจริตร้องไห้บ่นเพื่อรำพันเซซวนคร่ำครวญว่า:-
       “บุตรสองคนของเราตายแล้ว สามีของเราก็ตายที่ทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายของเราก็ถูกเผาบนเชิงตะกินเดียวกัน”นางเดินไปบ่นไปอย่างนี้ คนทั่วไปเห็นแล้วคิดว่า “นางเป็นบ้า” พากันขว้างปาด้วยก้อนดินบ้าง โรยฝุ่นลงบนศีรษะนางบ้าง และนางยังคงเดินต่อเรื่อยไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง

v  หายบ้าแล้วได้บวช

       ขณะนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท ทรงทราบด้วยพระฌาณว่านางปฏาจารามีอุปนิสัยแห่งพระอรหัต จึงบันดาลให้นางเดินทางมายังวัดพระเชตวัน นางได้เดินมายืนเสาศาลาโรงธรรมอยู่ท้ายสุดพุทธบริษัทหมู่คนทั้งหลายพากันขับไล่นางให้ออกไป แต่พระบรมศาสดาตรัสห้ามไว้แล้วตรับกับนางว่า “จงกลับได้สติเถิด น้องหญิง” ด้วยพุทธานุภาพ นางกลับได้สติในขณะนั้นเอง มองดูตัวเองเปลือยกายอยู่ รู้สึกอายจึงนั่งลง อุบาสกคนหนึ่งโยนฝ้าให้นางนุ่งห่ม นางเข้าไปกราบถวายบังคมพระศาสดาที่พระบาท แล้วกราบทูลเคราะห์กรรมของนางให้ทรงทราบโดยลำดับ พระพุทธองค์ได้ตรัสพระดำรัสว่า:-
“แม่น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ก็ยังน้อยกว่าน้ำตาของคนที่ถูกความทุกข์ความเศร้าโศกครอบงำ ปฏาจารา เพราะเหตุไร เธอจึงยังประมาทอยู่” ปฏาจารา ฟังพระดำรัสนี้แล้วก็คลายความเศร้าโศกลง พระบรมศาสดา ทรงทราบว่านางหายจากความเศร้าโศกลงแล้ว จึงตรัสต่อไปว่า:-  “ปฎาจารา ขึ้นชื่อว่าบุตรสุดที่รัก ไม่อาจเป็นที่พึ่ง เป็นที่ต้านทานหรือเป็นที่ป้องกันแก่ผู้ไปสู่ปรโลกได้ บุตรเหล่านั้น ถึงจะมีอยู่ก็เหมือนไม่มี ส่วนผู้รู้ทั้งหลายรักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้ว ควรชำระทางไปสู่พระนิพพานของตนเท่านั้น”  เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางปฏาจาราดำรงอยู่ในโสดาปัตผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบันแล้ว กราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงอนุญาตแล้วจึงบวชเป็นภิกษุณี ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผลเมื่อนางปฏาจาราได้อุปสมบทแล้ว ปรากฏว่าเป็นพระเถรีผู้มีความรอบรู้ในเรื่องพระวินัยเป็นอย่างดี อาศัยเหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องเธอไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่าย ผู้ทรงพระวินัย

พระมหาเจษฎากร   วิสุทฺธิรํสี

เทศนาวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๓

ศาลาการเปรียญวัดท่าหลวง พระอารามหลวง พิจิตร

 

โดย วิสุทธิญาณรังสี

 

กลับไปที่ www.oknation.net