วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไทยรบเขมร ใครได้ใครเสีย


.

ข้าวบรรจุกระสอบ รอขาย มีให้เห็นตลอดเส้นทางจากเมืองศรีโสภณถึงพระตะบอง อันเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำอุดมสมบูรณ์จนน่าทึ่ง

.

.

ขายผลไม้ข้างถนน

.

.

ตลาดผลไม้ที่พระตะบอง ทุกชนิดราคาสูงลิ่ว เงาะลูกเล็กๆนำเข้าจากเวียตนาม ราคากิโลกรัมละ 70 บาท

.

.

ไข่ไก่พื้นบ้าน ฟองละ 7 บาท

.

.

สินค้าน่าดูน่าสนใจของเขมร ที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตประจำวัน

.

.

คนในเมืองจึงยังคงใช้ถ่าน

.

.

และฟืน เป็นเรื่องปกติ (เจ้าหน้าที่ดูแลปราสาทตาพรม กลับบ้านพร้อมฟืน)

.

.

สินค้าที่ระลึก ในตลาดเก่าเมืองเสียมเรียบ

.

.

เนื้อเต่าพร้อมไข่ มีให้เห็นทั่วไปเกือบทุกที่ ทุกตลาด

(มีนกด้วยนะคะ)

.

.

โรงทำปลาร้าใหญ่มาก ที่เมืองพระตะบอง

.

.

หมักปลาร้า

.

.

ที่เดียวกัน

.

.

เรือจากพระตะบองไปเสียมเรียบ ใช้เวลา 8 ชม.

.

.

ชีวิตชาวเรือ มีให้เห็นมากมาย

.

.

.

เรือนแพ มีตลอดระยะทาง

.

อันที่จริง ไม่รู้ว่าใครรบใครกันแน่  ตั้งแต่ทักษิณเข้าไปสร้างเครือข่ายความแตกแยกให้เด่นชัดขึ้น ในประเทศนั้น จึงให้สงสัยว่าที่จริงแล้ว ไทยกำลังทะเลาะกับใครกันแน่ ถ้าว่าทะเลาะกับฮุนเซ็นน่ะ ก็ใช่  เพราะว่าพี่แกชกลม (ปาก)อยู่ทุกที่ ที่เร่ร่อนไปเช็คเรตติ้งของตัวเองตามเมืองต่างๆ หรือว่าเรากำลังทะเลาะกันเอง โดยที่ใครคนนั้นใช้แผ่นดินเขมรเป็นสนามรบ

ตอนที่อยู่ที่นั่น ได้ดูข่าวทีวีเวลาฮุนเซ็นปราศัยจะมีลูกคู่ปรบมือเกรียวเป็นระลอก คนวงในกระซิบว่า ที่นั่งปรบมือกันนั่นน่ะ ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญทั้งหลาย ที่มีหน้าที่แห่แหนไปต้อนรับ ไม่อย่างนั้นตำแหน่งอาจจะกระเทือน (คิดดูก็แล้วกัน ว่าสำคัญขนาดไหน) และนั่นก็ทำให้การประชุมสำคัญๆของหน่วยงาน ต้องเลื่อนไป ถ้าท่านผู้นำมาเยือนเมือง (แอบตามข่าวตอนที่มาเปิดอ่างเก็บน้ำในเขตพระตะบอง....ที่ไม่ค่อยมีน้ำ นอกจากน้ำลายของผู้นำ)

ใครรบใคร...ใครได้ใครเสีย ที่สงสัยขึ้นมาก็เพราะว่า เบื้องหลังการพูดที่พยายามปลุกใจคนเขมรให้เกลียดคนไทย เขาวางหมากของประเทศไว้อย่างไร  และเพื่ออะไร (แหะๆๆ พูดเรื่องใหญ่ แต่มีข้อมูลแค่ระดับล่างนะคะทั่น)

ในวันที่มีปัญหาทางชายแดน ขบวนรถสินค้าจากไทยถูกกักและเรียกค่าผ่านแดนแพงหูฉี่ คนที่เดือดร้อนคือคนเขมร แต่จะบอกว่าเขาไม่มีทางออกก็คงไม่ได้ เพราะทันทีที่สินค้าจากไทยชะงัก นายฮุนเซ็นก็อัญเชิญกระบวนสินค้าอุปโภคบริโภคจากเวียตนามมาเปิดตลาดแบบใหญ่โตโอ่โถงกันกลางถนนที่เมืองพระตะบอง (หมายความว่า แม้ไม่มีไทยแต่เขมรยังมีใครๆอีกมากมายให้พึ่งพา)

แต่พอเหตุการณ์สงบลง ร้านรวงที่เคยขายสินค้าไทยก็กลับมาซื้อสินค้าไทยอยู่ดี (ทำไงได้ คนชั้นกลาง ชาวต่างประเทศ นักท่องเที่ยว เขาใช้สินค้าไทยกันนี่นา)

ที่ไทยได้เปรียบ (หากว่าไทยเป็นผู้ส่งออกเองโดยตรง) เพราะในร้านสะดวกซื้อบางร้านที่เมืองเสียมราฐ (เสียมเรียบ) ผลักประตูเข้าไป นึกว่าอยู่ในเมืองไทย เพราะสินค้าตั้งแต่น้ำดื่มไปจนถึงที่มีแอลกอฮอล์ ล้วนแต่ยี่ห้อไทยๆ แต่ราคาเขมร (บวกไปอีกกว่าเท่าหนึ่งของราคาในไทย)

ตอนที่นั่งเรือจากพระตะบอง ล่องแม่น้ำผ่านโตนเลสาป ไปยังเสียมเรียบ ราคากาแฟกระป๋องของไทย ปาเข้าไป 50 บาท (ข้าพเจ้าร้องจ๊าก รีบวางลง หยิบเอาโออีชิ ราคา 40 บาท ขึ้นมาแทน.......100 เรียล = 1 บาท) และยังมีเครื่องดื่มอื่นๆของไทย ที่แพงจริงแพงจัง ตามแหล่งชมปราสาทสำคัญๆ อันเป็นแหล่งทำเงินของเขมร ซึ่งนักท่องเที่ยวตะวันตกน่าจะพอรับได้ (แต่อีชั้นทำใจหลายตรลบ จึงจะควักเงินซื้อ)

ที่เล่ามานี่ก็เพื่อจะสรุปว่า อันที่จริงเราได้เปรียบทางการค้า ถ้ามองในมุมนี้ เพราะว่า เท่าที่สังเกตการค้าขายแทบทั้งสิ้น ที่เขมรจำเป็นต้องมีเพื่อดูดเงินนักท่องเที่ยว (ซึ่งแต่ละปีเยอะแยะมากมายกว่าที่มาดูวัดพระแก้วบ้านเรา....เอ่อ  คนขับโมโต(มอเตอร์ไซค์)รับจ้างบอกว่า ที่มาดูปราสาท น่าจะปีละ 10 ล้านคน....เท็จจริงไม่ได้ตรวจสอบ)

แม้แต่ในตลาดสด (ตลาดเก่าเมืองเสียมเรียบ) ที่มีมุมขายของที่ระลึก คล้ายๆไนท์บาซาที่เชียงใหม่ (หรือจตุจักร) ที่นั่นก็เป็นสินค้าที่ไปจากบ้านเราเสียครึ่งหนึ่ง (ประเภทเสื้อผ้าแปรรูป และงานฝีมืออื่นๆ  อีกครึ่งหนึ่งคือผ้าทอมือจากลาว อีกนิดหน่อยคืออัญมณีของกัมพูชาเอง.....ที่มีรูปแบบดีไซน์ยังเดิมๆ ไม่สะดุดตา)

เหล่านี้คือความได้เปรียบทางการค้าของไทย ไม่ต้องพูดถึงรถไถยี่ห้อดัง รถอีแต๊กยี่ห้อเด่น หรือสินค้าประเภทปุ๋ย ยาเคมี ที่กำลัง(จะ)จำเป็นในเขมร ซึ่งผ่านเข้าไปจากไทย

แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยรู้ เพราะคนที่ขายไม่ค่อยจะบอกกล่าวให้เรารู้ นั่นคือ สินค้าจำพวกปลา ที่เป็นปลาร้า ปลาเค็ม ปลาแห้ง ปลาดีๆทั้งหลาย ที่จับได้จากแม่น้ำและทะเลสาปสำคัญของเขมร ที่ส่งมาที่ไทย โดยเฉพาะปลาร้า ที่คนที่นั่นบอกว่าจะส่งมาแบบเนื้อๆ เพื่อความสะดวกในการส่งออก คนขายจะไปปรุงน้ำปรุงท่าใส่ลงไปอีกที ก่อนที่จะนำไปขายตามหมู่บ้านอีสานของเรา โดยที่คนขายมักจะบอกว่า เป็นปลาร้ามาจากอยุธยา

ถ้ามีการทะเลาะกันจนถึงขั้นปิดชายแดน คนที่เห็นทีจะต้องร้องจ๊อก ๆ ปนจ๊ากๆ ก็คือไทย แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ปิดชายแดน แต่ถ้าเรายังหลงละเมอในบุญญาบารมีของตัวเอง (ไม่ได้ว่าใครเป็นรายบุคคล โปรดอย่าโกรธเคือง) แบบที่เรามีท่าทีกับพม่าเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งในห้างสรรพสินค้าของพม่าจะมีสินค้าไทย แต่ส่งออกไปโดยสิงคโปร์ จนกระทั่งญี่ปุ่นมองเห็นช่องทาง เข้าไปเปิดโรงงานผลิตสินค้าที่คนชั้นกลางพม่าเขาเสพติด (รสนิยม) ทำการค้ากระด๋ากระดี๋อี๋อ๋อกันสบายใจไป

บางที เวียตนามอาจคิดได้ คิดทันและทำได้ในไม่ช้า มายึดครองตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคของคนชั้นกลางเขมร และนักท่องเที่ยวตะวันตก สบายใจเฉิบ เพราะถ้าให้เขมรจัดการงานนี้ด้วยตัวเองคงจะยังอีกยาวนาน (เป็นเพราะอะไร นักมองแล้วคิดเอาเองอย่างดิฉัน จะเล่าให้ฟังผ่านเรื่องราวของชีวิตผู้คนสามัญให้ฟังในคราวหลัง แล้วคุณจะต้องร้องว่า...โอ....ประเทศไทย ทำไมโชคดีอย่างนี้หนอ)

 ปล. เป็นเพียงความเห็นที่ได้ผ่านบ้านเมืองเขมรเพียง 10 วัน ผิดพลาดอย่างไรโปรดอภัยด้วย

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net