วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เผย ! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท ตอกย้ำ...วงจรอุบาทว์ ความรุนแรง


เผย ! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท
ตอกย้ำ...วงจรอุบาทว์ "ความรุนแรง"

เพลงชาติและธงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและความเสียสละของบรรพบุรุษไทย…เวลา 8 นาฬิกา

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี...

แม้เสียงเพลงชาติจะจบลงเพียงไม่กี่นาทีหลังจากเวลา 8 นาฬิกาของทุกวันและเริ่มต้นดังขึ้นอีกครั้งหลังจาก 10 ชั่วโมงผ่านไปก็ตาม ทุกวันนี้ ความรักและความสามัคคี ก็มิได้แพร่กระจายไปยังทั่วทุกตามรางนิ้วของประเทศแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ต่างหาก ที่กำลงทำหน้าที่แพร่ขยายไปยังทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกหัวระแหง ณ ที่ใดก็ตาม ที่คนไทยมีความเห็นแตกต่าง (ทางการเมือง)

คนละเรื่องเดียวกัน ย้อนไปในสมัยพุทธกาล ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายทะเลาะกันและกันด้วยหอก คือ ปาก ภิกษุรูปหนึ่งจึงทูลขอร้องให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไประงับเหตุ


ภิกษุทั้งหลาย ! พอที พวกเธอทั้งหลาย
อย่าหมายมั่นกันเลย
อย่าทะเลาะกันเลย
อย่าโต้เถียงกันเลย
อย่าวิวาทกันเลย
(ดังนี้ถึง ๒-๓ ครั้ง)

เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว มีภิกษุบางรูปทูลขึ้น

 

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นธรรมสามี !
ขอพระองค์จงหยุดไว้เถิด พระเจ้าข้า !
ขอจงทรงขวนขวายน้อยเถิด พระเจ้าข้า !

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! ขอจงทรงประกอบ ในสุขวิหารในทิฏฐธรรม อยู่เถิด พระเจ้าข้า !

พวกข้าพระองค์ทั้งหลายจักทำให้เห็นดำเห็นแดงกัน
ด้วยการหมายมั่นกัน
ด้วยการทะเลาะกัน
ด้วยการโต้เถียงกัน

ด้วยการวิวาทกัน
อันนี้เอง” ดังนี้

...ภายหลังภัตตกาล กลับจากบิณฑบาตแล้ว พระองค์ทรงเก็บบริกขารขึ้นมาถือไว้แล้วประทับยืน ตรัสคาถาประณามภิกษุเหล่านั้นว่า

“คนไพร่ ๆ ด้วยกัน ส่งเสียงเอ็ดตะโร แต่หามีคนไหน สำคัญตัวว่า เป็นพาลไม่

เมื่อหมู่แตกกัน ก็หาได้มีใครรู้สึกเป็นอย่างอื่นให้ดีขึ้นไปกว่านั้นได้ไม่

พวกบัณฑิตลืมตัว สมัครที่จะพูดตามทางที่ตนปรารถนาจะพูดอย่างไร ก็พูดพล่ามไปอย่างนั้น หkได้นำพาถึงกิเลสที่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะกันไม่”
 

พวกใด ยังผูกใจเจ็บอยู่ว่า
“ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา”
เวรของพวกนั้น ย่อมระงับไม่ลง

พวกใด ไม่ผูกใจเจ็บว่า
“ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา”
เวรของพวกนั้น ย่อมระงับได้

ในยุคไหนก็ตาม
เวรทั้งหลายไม่เคยระงับได้ด้วยการผูกเวรเลย
แต่ ระงับได้ด้วยไม่มีการผูกเวร
ธรรมนี้เป็นของเก่าที่ใช้ได้ตลอดกาล

คนพวกอื่นไม่รู้สึกว่า 

“พวกเราจะแหลกลาญก็เพราะเหตุนี้


พวกใดสำนึกตัวได้ในเหตุที่มีนั้น
ความมุ่งร้ายกันย่อมระงับได้เพราะความรู้สึกนั้น


ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
(ในการทำตามกิเลส) ยังมีได้แม้แก่พวกคนกักขฬะเหล่านั้นที่ปล้นเมืองหักแข้งขาชาวบ้าน ฆ่าฟันผู้คนแล้วต้อนม้า โค และขนเอาทรัพย์ไป


แล้วทำไมจะมีแก่พวกเธอไม่ได้เล่า
?...”


ถ้าลองไล่เรียงสถานการณ์บ้านเมืองตั้งแต่พ.ศ. 2548-2553 ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในสังคม(การเมือง) ไทยก็คือ ความไม่แตกต่างกันของยุคสมัย ครั้งพุทธกาลภิกษุทั้งหลายทะเลาะกัน วิวาทกันอยู่อย่างไร ปัจจุบันกาล คนไทยที่อ้างว่านับถือ ศาสนาพุทธ ก็เป็นอยู่อย่างนั้น


คำประณามดังกล่าวนี้ แม้จะเป็นเรื่องจริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของภิกษุเหล่านั้นเท่าใดนัก แต่พระองค์ก็เลือกกาลที่เหมาะสมเพื่อกล่าวเตือนสติ ซึ่งปัจจุบันคำประณามนี้ก็ยังร่วมสมัยและยังคงใช้เตือนสติคนไทยทุกคนที่ลงไปขลุกอยู่ในสนามแห่งความขัดแย้งได้อย่างไม่จำกัดกาล ไม่ว่าคู่ขัดแย้งในสังคมจะเป็น


นักการเมือง-นักการเมือง

นักการเมือง-ข้าราชการ
ข้าราชการ-ข้าราชการ
นักการเมือง/ข้าราชการ-ประชาชน

หรือแม้กระทั่ง ประชาชนด้วยกันที่แบ่งแยกความเป็นคนไทย เพียงเพราะคนคนนั้นใส่เสื้อสี แดง เหลือง น้ำเงิน ซึ่งไม่เหมือนกันตน

และหากคนไทยยอมรับตรงกันว่า ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทของกลุ่มคนที่มีความเห็น (ทางการเมือง) ต่างกัน เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมที่ทำให้คนไทยแตกกันเอง ณ ขณะนี้

สิ่งหนึ่งที่คนไทยจะต้องเรียนรู้ร่วมกัน ก็คือ ปัญหาเรื้อรังของสังคมที่ถูกขนานนามว่า วิกฤติชาติ มีสาเหตุมาจากอะไร
 

คนละเรื่องเดียวกัน ย้อนไปในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ถึงมูลเหตุแห่งการวิวาทไว้ ถึง 6 มูลเหตุ

ดูก่อนอานนท์ ! มูลเหตุแห่งความวิวาทนี้มี 6 อย่าง 

6 อย่างเป็นอย่างไรเล่า ?

ดูก่อนอานนท์ !

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธ
ภิกษุที่เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธนั้น 

ประการอื่นยังมีอีก

ภิกษุเป็นผู้มีความลบหลู่ มีความตีเสมอ
ภิกษุที่มีความลบหลู่ มีความตีเสมอนั้น

ภิกษุเป็นผู้มีความริษยา มีความตระหนี่
ภิกษุที่มีความริษยา มีความตระหนี่นั้น

ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้มีมายา
ภิกษุที่เป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้มีมายานั้น

ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด
ภิกษุที่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิดนั้น

ภิกษุเป็นผู้มีความเห็นเอาเอง มีความเชื่อถือผิวเผิน มีความถือรั้นสละคืนได้ยาก
ภิกษุที่เป็นผู้มีความเห็นเอาเอง มีความเชื่อถือผิวเผิน มีความถือรั้น สละคืนได้ยากนั้น

ย่อมไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง
แม้ในพระศาสดา
แม้ในพระธรรม
แม้ในพระสงฆ์ อยู่ ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา

ภิกษุที่ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง
แม้ในพระศาสดา
แม้ในพระธรรม
แม้ในพระสงฆ์อยู่ ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขานั้น

ย่อมก่อความวิวาทให้เกิดในสงฆ์ ซึ่งเป็นความวิวาท มี
เพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก ไม่ใช่สุขของชนมาก ไม่ใช่ประโยชน์ของชนมาก
เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์

ดูก่อนอานนท์ !
ถ้าหากพวกเธอพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก
พวกเธอพึงพยายามละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนั้นเสียในที่นั้น

ถ้าพวกเธอพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก
พวกเธอพึงปฏิบัติไม่ให้มูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนั้นแล ลุกลามต่อไปในที่นั้น

การละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการเช่นนี้
ความไม่ลุกลามต่อไปของมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการเช่นนี้ ฯ

ดูก่อนอานนท์ ! เหล่านี้แล มูลเหตุแห่งความวิวาท 6 อย่าง

และหนึ่งในมูลเหตุสำคัญที่จะขยายความโดย พุทธวจนะ ก็คือ ทิฏฐิ (ความเห็น) ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการวิวาท ณ ขณะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ 3 จำพวก ณ ขณะนี้ ก็ยังคงมี 3 จำพวกเดียวกัน คือ

“สิ่งทั้งปวง ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฎฐิที่กระเดียดไปในทาง
มีความกำหนัดย้อมใจ
ประกอบตน(อยู่ในภพ)
เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
สยบมัวเมา และ
เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

“สิ่งทั้งปวง ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฎฐิที่กระเดียดไปในทาง
ไม่มีความกำหนัดย้อมใจ
ไม่ประกอบตน(อยู่ในภพ)
ไม่เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
ไม่สยบมัวเมา และ
ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

“สิ่งบางสิ่งควรแก่ข้าพเจ้า สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่ข้าพเจ้า”

ทิฎฐิใดที่ว่า “สิ่งบางสิ่ง ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฏฐิที่กระเดียดไปในทาง
มีความกำหนัดย้อมใจ
ประกอบตน (อยู่ในภพ)
เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
สยบมัวเมา และ
เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

ทิฎฐิใดที่ว่า “สิ่งบางสิ่ง ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” เป็นทิฏฐิที่กระเดียดไปในทาง
ไม่มีความกำหนัดย้อมใจ
ไม่ประกอบตน(อยู่ในภพ)
ไม่เพลิดเพลิน (ต่อสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิน)
ไม่สยบมัวเมา และ
ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น

ครั้งนั้น อัคคิเวสนะตรัสแก่พระสัมมมาสัมพุทธเจ้าว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้ามีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า
”

อัคคิเวสสนะ ! (ถ้าอย่างนั้น) ความเห็นของท่านเองที่ว่า
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้นั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน (ด้วยเหมือนกัน)

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความเห็นแม้โน้นของข้าพเจ้า ต้องควรแก่ข้าพเจ้าว่า

ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง) ดังนี้”

อัคคิเวสสนะเอ๋ย ! มันมีมากกว่า มากกว่านี้นักในโลกนี้ คือ พวกที่กล่าวอยู่ว่า

“ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
ความเห็นของข้าพเจ้านั้น  เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
”

แล้วเขาไม่ละความเห็นนั้นเสีย
แต่ไปทำความเห็นอื่นให้เกิดขึ้นอีก

อัคคิเวสสนะเอ๋ย ! มันมีน้อยกว่า น้อยกว่านี้นักในโลกนี้ คือ พวกที่กล่าวอยู่ว่า

“ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)
ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เป็นเช่นนั้นทีเดียว (ถูกต้อง)”

แล้วเขาละความเห็นนั้นเสียได้
และไม่ทำความเห็นอื่นให้เกิดขึ้นอีก

อัคคิเวสสนะ ! มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งทั้งปวง ควรแก่ข้าพเจ้า”

มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งทั้งปวง ไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้ก็มี

มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะมีความเห็นอย่างนี้ว่า

“สิ่งบางสิ่งควรแก่ข้าพเจ้า สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้ก็มี

หลังจากนั้นพระองค์ก็อธิบายทิฏฐิแต่ละจำพวกดังที่แยกไว้ข้างต้น แล้วตรัสต่อไปว่า

อัคคิเวสสนะ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์สามพวกนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีวาทะ มีความเห็นว่า

“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา” ดังนี้ มีอยู่

ในสมณพราหมณ์พวกนั้น บุรุษผู้วิญญูชนย่อมใคร่ครวญเห็นอย่างนี้ว่า

ถ้าเราถือเอาทิฎฐิของพวกที่ถือว่า

“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”

“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา”

ดังนี้ มากล่าวยืนยันอยู่อย่างแข็งแรงว่า

“สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า” ดังนี้ไซร้ การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์อีกสองพวก ก็จะพึงมีแก่เรา คือ ขัดแย้งกับพวกที่มีวาทะมีความเห็นว่า

“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา”

และกับพวกที่มีวาทะ มีความเห็นว่า

“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา”
“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา”

การถือเอาอย่างขัดแย้งกันต่อสมณพราหมณ์สองพวกเหล่าโน้น ก็มีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้

เมื่อการถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่ การวิวาทกันก็ย่อมมี
เมื่อการวิวาทกันมี การพิฆาตกันก็ย่อมมี
เมื่อการพิฆาตกันมี การเบียดเบียนกันก็ต้องมี ด้วยอาการอย่างนี้ (วงจรอุบาทว์)

บุรุษวิญญูชนนั้น เห็นอยู่ซึ่ง
การถือเอาอย่างขัดแย้งกัน
การวิวาทกัน
การพิฆาตกัน และ
การเบียดเบียนกัน อันจะเกิดขึ้นในตน อยู่ดังนี้

เขาก็ละทิฎฐินั้นเสีย และไม่ถือเอาทิฎฐิอื่นขึ้นมาอีก

การละเสีย
การสลัดคืนเสีย ซึ่งทิฎฐิเหล่านั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

กล่าวอย่างสั้นที่สุด ความเห็นต่างกันทั้ง 2 จำพวก คือ

“สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา” หรือ ฉันเห็นด้วย (กับความคิด คำพูดและการกระทำ) ทั้งหมด

“สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา” หรือ ฉันไม่เห็นด้วย (กับความคิด คำพูดและการกระทำ) ทั้งหมด

ต่างก็เป็นความเห็นที่สุดโต่งทั้งคู่ สุดออกไปคนละขั้วคือ ไม่บวก ก็ลบ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง วิกฤติชาติ (ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท) ที่ปรากฏให้เห็นผ่านระยะเวลานานถึง 5 ปี

และที่เห็นชัดและคุกกรุ่นอยู่ ณ ปัจจุบัน ก็คือ แนวความคิด ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

หรือแม้กระทั่งความเห็นจำพวกสุดท้าย คือ

“สิ่งบางสิ่งควรแก่เรา สิ่งบางสิ่งไม่ควรแก่เรา” หรือ ฉันเห็นด้วย (กับความคิด คำพูดและการกระทำ) บางส่วนและ ไม่เห็นด้วย(กับความคิด คำพูดและการกระทำ) บางส่วน ก็ไม่ต่างกัน

เพราะฉะนั้น หากยึดมั่นถือมั่นในความเห็นต่าง จำพวกใดจำพวกหนึ่ง ในลักษณะกัดไม่ปล่อย นั่นก็เป็นที่มา เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (การเมือง+สังคม) ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทั้งแผ่นดิน

ในทางกลับกัน หากพิจารณา พุทธวจนะ ข้างต้น อย่างละเอียด ก็จะทราบนัยยะที่แฝงไว้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ผู้ซึ่งมีทิฏฐิ (ความเห็น) อย่างใดอย่างหนึ่งจากทั้ง 3 จำพวกนี้ ในลักษณะเตือนสติให้ระลึกอยู่เสมอว่า

“อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า”

วลีนี้เอง เป็นกุศโลบายสำคัญในการลดทิฏฐิ (ความเห็น) ของคู่ขัดแย้งให้น้อย ให้เบาบางลง เพื่อที่สุดจะได้ไม่นำพามวลชนไปสู่ ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท อันเป็นที่มาแห่ง “ความรุนแรง”

หลังจากเรียนรู้ร่วมและเห็นตรงกันแล้วว่า ปัญหาเรื้อรังของสังคมคือ... และมีสาเหตุมาจาก...แล้ว

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ ก็คือ ณ วันนี้ ความฝันอันสูงสุดของคนไทย จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากความรักและความสามัคคี

ความรักและความสามัคคีของคนไทย นี่แหละ คือ ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกคนปรารถนาได้และปรารถนาจะถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงที่คนไทยรักสุดหัวใจ...ขอจงทรงพระเจริญ !


อ่านต่อฉบับหน้า...เร็ว ๆ นี้ ทำอย่างไร ความรักและความสามัคคีจึงจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

ปล.วิธีการอ่านให้ได้ผลและต่อเนื่อง
ท่อนที่ 1 เผย
! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่ ! วงจรอุบาทว์ “ความรุนแรง”
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1 เพลงชาติ...

ท่อนที่ 2 เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net